Category: Press Release

  • Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Bushiroad Inc. โดย ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: คุณทาคาอากิ คิดานิ (Takaaki Kidani) ประกาศความสำเร็จของ Palworld OFFICIAL CARD GAME หลัง Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทำยอดจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 4.4 ล้านซอง

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Booster Pack “Dawn of Palpagos”

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก โดยมี Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักในการเปิดตัว ภายในชุดประกอบด้วยเหล่า Pals มากกว่า 50 ตัว พร้อมภาพวาดใหม่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการ์ดเกมโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ตัวละครยอดนิยมจาก Palworld อย่าง Zoe และ Lily ก็ปรากฏอยู่ในเซ็ตนี้ด้วย โดย “Dawn of Palpagos” วางจำหน่ายพร้อมกับ Trial Deck จำนวน 2 แบบ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเริ่มต้นเล่น Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้ทันที

    Palworld OFFICIAL CARD GAME คืออะไร?

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เป็น Trading Card Game หรือ TCG เกมใหม่จาก Bushiroad ที่พัฒนาขึ้นจากวิดีโอเกมระดับโลก Palworld และเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

    ตัวเกมเป็นการ์ดเกมแข่งขันสำหรับผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นจะต้องจัดทีมเหล่า Pals รวบรวมทรัพยากร และนำสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มาใช้เพื่อช่วงชิงการควบคุมสนามและมุ่งสู่ชัยชนะ

    Pals แต่ละตัวมีความสามารถและคุณลักษณะเฉพาะที่สนับสนุนกลยุทธ์แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างรูปแบบการเล่นได้อย่างหลากหลายและเกิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเกม

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดโลกและกลไกหลักของ Palworld สู่ประสบการณ์การแข่งขันบนโต๊ะในรูปแบบ Trading Card Game อย่างเต็มรูปแบบ

    เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ

    Website: https://en.palworld-official-cardgame.com/

    X: @PalworldOCG_EN

    YouTube: @PalworldOCG_EN

    Facebook: PalworldOCG

    Instagram: palworldocg_en

    รายชื่อร้านค้าที่จำหน่าย Palworld OFFICIAL CARD GAME ในไทย ดูได้ที่ Link นี้ https://bit.ly/shopPW

    Palworld คืออะไร?

    Palworld เป็นเกม Multiplayer แนว Monster-Taming Open-World Survival Crafting ที่ดำเนินเรื่องในโลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรียกว่า “Pals”

    นับตั้งแต่เปิดให้เล่นในรูปแบบ Early Access เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 Palworld มีจำนวนผู้เล่นรวมทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Steam®, Xbox, PlayStation®5 และ Mac มากกว่า 32 ล้านคน ตอกย้ำความสำเร็จของเกมในฐานะหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมในระดับโลก

    ชื่อเกม: Palworld
    ประเภท: Monster Taming Open-World Survival Crafting
    แพลตฟอร์มที่รองรับ: PC (Steam®), PlayStation®5, Xbox Game Pass, Xbox Series X|S, Xbox One และ Mac

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.pocketpair.jp/en/

    ผู้พัฒนา/ผู้จัดจำหน่าย: Pocketpair, Inc.  

    ©PALWORLD

    ©Bushiroad   

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ ร่วมกับ ASTER ลงนาม MoU เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Web3 ในอินโดนีเซีย พร้อมสำรวจความร่วมมือด้าน referral program การพัฒนาเครือข่าย กิจกรรมชุมชน และการผนวก Aster Perpetual DEX เข้าสู่ระบบนิเวศ FLOQ

    จาการ์ตา, อินโดนีเซีย (10 กันยายน 2569) — FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์คริปโตรายใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 1.8 ล้านราย ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ ASTER แพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ชื่อดัง ในงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศ Web3 ให้กับผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียในวงกว้างมากขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของผู้เล่นระดับโลกในวงการ DeFi และ Perpetual DEX โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรผู้ใช้งานคริปโตหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    เนื้อหาความร่วมมือ: ตั้งแต่ระบบแนะนำเพื่อน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่าย

    ภายใต้ MoU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อน (referral program) กิจกรรมกระตุ้นชุมชนคริปโต การขยายการสนับสนุนเครือข่ายเนทีฟของ ASTER รวมถึงรูปแบบการผนวกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย

    Yudhono Rawis ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง FLOQ ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวต่อยอดจากแรงตอบรับที่ดีของ ASTER ในระบบนิเวศของ FLOQ อยู่แล้ว โดยนับตั้งแต่ ASTER เข้าจดทะเบียนบน FLOQ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน FLOQ ถือครองเหรียญ ASTER แล้วราว 1,500 ราย และเหรียญดังกล่าวยังติดอันดับ 1 ใน 10 สินทรัพย์คริปโตที่มีการซื้อขายมากที่สุดบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน FLOQ รองรับการซื้อขาย ASTER ผ่านเครือข่าย BNB Chain ขณะที่การรองรับเครือข่ายเนทีฟของ ASTER โดยตรงเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการประเมิน เพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและสภาพคล่องให้กับนักลงทุน

    “การลงนาม MoU ครั้งนี้สะท้อนถึงแรงดึงดูดที่เราเห็นเองในระบบนิเวศของ FLOQ รวมถึงความสนใจร่วมกันที่จะสำรวจก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้ ASTER แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการซื้อขายที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้ใช้ของเรา และเรามองเห็นโอกาสที่จะขยายความร่วมมือต่อไป ตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ ไปจนถึงศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่าย และกิจกรรมกระตุ้นชุมชน” — Yudhono Rawis

    “อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตของ Web3 ในเฟสถัดไป และเรามองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกับ FLOQ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศของ ASTER เข้าถึงผู้ใช้งานในอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศที่แข็งแกร่ง มีฐานชุมชนที่กว้างขวาง และเข้าใจตลาดอินโดนีเซียเป็นอย่างดี ขณะที่ ASTER นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานการเทรดแบบกระจายศูนย์และระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียเข้ากับผลิตภัณฑ์และโอกาสของ Web3 ระดับโลก” — โฆษกของ ASTER

    รู้จัก ASTER: DEX เพอร์เพชวลที่เกิดจากการควบรวมสองโปรเจกต์

    ASTER คือแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ที่นำโดย Leonard ในตำแหน่งซีอีโอ โดยให้บริการทั้งการเทรด spot และ perpetual สำหรับผู้ใช้งานแบบ on-chain แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นจากการควบรวมกันระหว่าง Astherus โปรโตคอลที่เน้นด้าน yield กับ APX Finance แพลตฟอร์มเทรด perpetual แบบกระจายศูนย์ ก่อนรวมขีดความสามารถของทั้งสองโครงการไว้ภายใต้แบรนด์ Aster

    ที่น่าสนใจคือ ASTER ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Binance Labs และเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของ YZi Labs ด้วย โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์มืออาชีพ พร้อมฟีเจอร์การเทรดแบบมัลติเชน ระบบคำสั่งซื้อขายขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความเป็นส่วนตัว และรองรับตลาด perpetual แบบกระจายศูนย์

    ผลิตภัณฑ์เรือธงที่อาจมาถึงระบบนิเวศ FLOQ

    หนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันคือความเป็นไปได้ในการนำ Aster Perpetual DEX เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของ FLOQ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังสำรวจความเป็นไปได้ที่ ASTER จะกลายเป็นพันธมิตรผูกขาดด้านการเทรด perpetual ในฝั่งกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผนวกรวม กลไกทางเทคนิค และไทม์ไลน์การเปิดตัว ยังอยู่ระหว่างการหารือและรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย (OJK)

    นอกเหนือจากการผนวกผลิตภัณฑ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังวางแผนพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่มีการแบ่งปันรายได้ (revenue sharing) จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือนี้ พร้อมทั้งกิจกรรมกระตุ้นชุมชนเพื่อแนะนำ ASTER ให้กับชุมชนคริปโตในอินโดนีเซีย

    สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “Perpetual DEX” อธิบายง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดสัญญา perpetual แบบ on-chain โดยไม่มีวันหมดอายุเหมือนสัญญา futures แบบดั้งเดิม ซึ่งความสามารถของ ASTER ในด้านนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ FLOQ สนใจสำรวจการผนวกผลิตภัณฑ์ในระดับที่ลึกขึ้น

    ดันการเติบโตของ Web3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สำหรับ FLOQ ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ ASTER เข้าถึงฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.8 ล้านราย ซึ่งมีกิจกรรมการซื้อขาย ASTER อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังต่อยอดจากความร่วมมือที่ FLOQ มีอยู่กับพันธมิตรรายอื่น เช่น Tiket, Telkomsel และ Blibli โดยการผสมผสานช่องทางการกระจายสินค้า การเข้าถึงชุมชน และความเข้าใจลักษณะเฉพาะของตลาดอินโดนีเซีย อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตและขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ ASTER ในวงกว้างขึ้น

    ในส่วนของ ASTER นั้นนำผลิตภัณฑ์ perpetual DEX ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดตรงจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองมาสู่ความร่วมมือ พร้อมทั้งสภาพคล่อง ศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์เข้ากับ wallet และโครงสร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่สามารถพัฒนาร่วมกันได้ในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ Web3 ระดับโลกเข้ากับบริบทของตลาดและช่องทางการกระจายในระดับท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

    อีกหนึ่งจุดที่น่าจับตาคือผลิตภัณฑ์ Pre-IPO Perpetuals ของ ASTER ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับความเสี่ยง (exposure) ต่อมูลค่าบริษัทเอกชนก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาทิ สัญญา $SPCX ที่อ้างอิงกับ SpaceX โดยปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์โลกจริง (Real-World Asset หรือ RWA) ในลักษณะนี้บนแพลตฟอร์ม DEX ต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่จะนำผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในอนาคต

    “สำหรับ FLOQ สิ่งสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ Web3 ที่เติบโตในระดับโลกสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียได้ ด้วยประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการมากยิ่งขึ้น ASTER มีศักยภาพในด้าน perpetual DEX ขณะที่ FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้า ชุมชน และความเข้าใจตลาดท้องถิ่น การผสมผสานกันนี้เองที่เราต้องการสำรวจ เพื่อให้ความร่วมมือนี้สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศ Web3 ในอินโดนีเซีย” — Yudhono Rawis

    คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนในสินทรัพย์คริปโตมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากความผันผวนของราคาตลาด ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏมีลักษณะเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้เป็นการชักชวน เสนอขาย ให้คำแนะนำ หรือคำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบก่อนทำธุรกรรมสินทรัพย์คริปโต และควรลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความสามารถทางการเงินของตนเอง โดยไม่ใช้เงินทุนที่เกินกำลังความสามารถ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแบบ B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมต้อนรับผู้แสดงสินค้า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้ซื้อจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ ณ BITEC กรุงเทพฯ วันที่ 28–30 ตุลาคม 2569

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Pet Fair South East Asia 2026 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับภูมิภาคและเป็นงาน B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมจัดงานครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ พร้อมตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจและการค้าสัตว์เลี้ยงระดับนานาชาติ 

    งาน Pet Fair South East Asia 2026 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง VNU Exhibitions Asia Pacific และ Globus Events ผู้จัดงาน Pet Fair Asia ณ นครเซี่ยงไฮ้ และเจ้าของ Pet Fair Network เครือข่ายงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำในเอเชีย โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ เข้าร่วมงาน 

    Johannes Kraus, Senior Project Manager ของ Pet Fair South East Asia กล่าวว่า 

    Pet Fair South East Asia เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากงานแสดงสินค้าชั้นนำของภูมิภาค สู่การเป็นจุดนัดพบระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง การรวมตัวของผู้แสดงสินค้าและผู้ซื้อจากกว่า 80 ประเทศในกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจัดหา และการสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากแพลตฟอร์มอื่นในภูมิภาค” 

    รวมผู้นำในอุตสาหกรรม ครบทุกมิติของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง  

    Pet Fair South East Asia 2026 ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์สินค้า ผู้ผลิต OEM และ Private Label ไปจนถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าผู้แสดงสินค้าประมาณ 70% จะเป็นบริษัทจากต่างประเทศ และ 30% เป็นบริษัทในประเทศไทย สะท้อนถึงความเป็นนานาชาติของงานและบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มด้านการจัดหาและขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ภายในงานยังมี Country Pavilions จากประเทศชั้นนำ อาทิ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้พบกับสินค้า เทคโนโลยี และศักยภาพของผู้ประกอบการจากหลากหลายตลาดภายในงานเดียว 

    นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์และบริษัทชั้นนำจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดง อาทิ Sea Value, i-Tail, Thai Awesome, Absolute Nutrition และ Kaniva จากประเทศไทย รวมถึง Animonda จากเยอรมนี และ Gimborn และ My Family จากอิตาลี พร้อมด้วยผู้ประกอบการอีกมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์เลี้ยง สุขภาพและ Wellness อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี ไปจนถึง OEM และ Private Label

    เจาะตลาด B2B พบผู้ซื้อคุณภาพจากกว่า 80 ประเทศ

    ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยงธุรกิจกับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ Pet Fair South East Asia มุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ 

    กลุ่มผู้เข้าชมหลักประกอบด้วย ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้ซื้อ Private Label ผู้ผลิต และสัตวแพทย์ ซึ่งเข้าร่วมงานเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ เจรจาธุรกิจ หาแหล่งจัดหา พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดใหม่ 

    จากการจัดงานในปี 2568 Pet Fair South East Asia มีผู้เข้าชมจาก 80 ประเทศ โดยได้รับความสนใจอย่างแข็งแกร่งจากเอเชียตะวันออก โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    ด้วยการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงและการใช้จ่ายด้าน Pet Care ทั่วภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขณะที่กรุงเทพฯ มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อทางอากาศ ทำให้เป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดใหม่หรือขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ครบทั้งแบรนด์ สินค้า และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจสัตว์เลี้ยง

    ในด้านโครงสร้างผู้แสดงสินค้า Pet Brands มีสัดส่วนสูงสุด 44% ตามด้วย OEM และ Private Label Manufacturers 42% สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของงานที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการค้นหาแบรนด์และสินค้ารายใหม่ รวมถึงผู้ซื้อที่มองหาโอกาสด้าน OEM และ Private Label 

    ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างครบถ้วน 

    สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Pet Food และ Pet Treats & Snacks ยังคงเป็นกลุ่มหลักของงาน ตามด้วยผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและ Wellness อาทิ Pet Hygiene และ Pet Healthcare รวมถึง Pet Accessories, Grooming, Toys, Pet Technology, Furniture และ Apparel 

    ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ Pet Fair South East Asia เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ค้นหาสินค้าใหม่ หาแหล่งผลิต เจรจา OEM/Private Label และขยายช่องทางธุรกิจ ภายในงานเดียว 

    ยกระดับโอกาสทางธุรกิจด้วย Matchmaking และ Conference

    นอกจากพื้นที่จัดแสดงสินค้าแล้ว Pet Fair South East Asia 2026 ยังจัด Online และ On-site Matchmaking Program เพื่อเชื่อมโยงผู้แสดงสินค้ากับผู้ซื้อที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานไปจนถึงตลอดระยะเวลาการจัดงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนัดหมายและสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว 

    ภายในงานยังมี Conference 2 เวที ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เพื่อร่วมแบ่งปันเทรนด์ นวัตกรรม และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลก 

    ทั้ง Exhibition, Matchmaking และ Conference จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ขยายตลาด ค้นหาแหล่งจัดซื้อ สร้างพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย และติดตามเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง 

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.petfair-sea.com 

    ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี 

    ผู้ประกอบการและผู้สนใจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงสามารถ ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี ได้ที่: https://eventpassinsight.co/el/to/pfsea6-08

    หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานผ่านเวบไซต์ 

    www.petfair-sea.com

    รับชมภาพบรรยากาศและไฮไลต์ของงานผ่านวิดีโอ Pet Fair South East Asia 2026 Show Preview 

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    ก่อนเข้าสู่ช่วง Milan Fashion Week LA TRỊNH atelier เตรียมนำเสนอคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สานต่อแนวทางการนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรม ความเป็นหญิง และงานหัตถศิลป์เวียดนามสู่ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier พัฒนาแนวทางสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแนวคิดด้านการออกแบบจากมิลานเข้ากับศักยภาพด้านงานฝีมือและการผลิตที่ประณีตของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายในการสร้างแบรนด์แฟชั่นที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามและสามารถสื่อสารผ่านภาษาการออกแบบในระดับสากล

    สำหรับ LA TRỊNH atelier แฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คุณค่าดั้งเดิมของเวียดนามได้รับการตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและส่งต่อสู่ผู้ชมทั่วโลก

    แบรนด์ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่มีคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมให้ความสำคัญกับโครงสร้างเสื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างผลงานกับผู้สวมใส่

    จากมิลาน สู่เส้นทางสร้างสรรค์ที่มีเวียดนามเป็นรากฐาน

    เบื้องหลังทิศทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier คือ Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานเป็นนักออกแบบแฟชั่นและสไตลิสต์ในมิลาน

    Namie Trịnh พัฒนาภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์จากแนวทางเซอร์เรียลลิสม์ โดยผสมผสานงาน Ready-to-Wear และ Couture เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างรูปทรงที่ชัดเจนกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติของร่างกายและเนื้อผ้า

    คอลเลกชันแรก “Ám Hoa – Cenere Fiorità” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวทางสร้างสรรค์ดังกล่าว โดยนำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของเวียดนามมาผสานกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยในระดับสากล

    คอลเลกชันได้รับแรงบันดาลใจหลักจากผลงานจิตรกรรม “หญิงสาวกับดอกลิลลี่” (Thiếu nữ bên hoa huệ) ของศิลปินชื่อดังชาวเวียดนาม Tô Ngọc Vân ถ่ายทอดภาพความงดงามและความสง่างามของผู้หญิงเวียดนามผ่านเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรมเรียบง่ายและวัสดุที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน

    ผลงานแต่ละชิ้นสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างเรขาคณิตที่ชัดเจนกับความนุ่มนวลตามธรรมชาติของรูปทรง ทุกชิ้นสะท้อนการทดลองด้านงานฝีมืออย่างละเอียดอ่อน พร้อมถ่ายทอดลายเซ็นของนักออกแบบและรักษาความสง่างามของศาสตร์แห่งการตัดเย็บแบบดั้งเดิม

    จากรากฐานดังกล่าว LA TRỊNH atelier เดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยคอลเลกชัน “Gods Within Her” ซึ่งจะเปิดตัวที่มิลานในเดือนกันยายน 2026

    “Gods Within Her” เมื่อความเป็นหญิงกลายเป็นภาษาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม

    “Gods Within Her” หรือ “เทพเจ้าภายในตัวเธอ” คือบทใหม่ในเส้นทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier ที่สำรวจการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดาและความงดงามของความเป็นหญิงที่ก้าวข้ามกาลเวลา

    หญิงสาวในคอลเลกชันเดินทางผ่านวิหารโบราณ ภูเขาในตำนาน และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านชั้นของสัญลักษณ์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

    คอลเลกชันประกอบด้วย 30 ผลงาน ที่สำรวจ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย พร้อมนำงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมมาสนทนากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย

    บนรันเวย์มิลาน สัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาของแฟชั่น โดยมีความงาม ความลึกลับ และความเป็นหญิงเป็นพื้นที่ร่วมระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียเข้าใกล้ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติมากขึ้น พร้อมสานต่อความตั้งใจในการอนุรักษ์และยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์

    คอลเลกชันยังสะท้อนแนวคิดของ แฟชั่นที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าในระยะยาวของการออกแบบ วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

    ผู้ร่วมเดินทางในการนำเรื่องราวเวียดนามสู่เวทีโลก

    เส้นทางสู่เวทีนานาชาติของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ พันธมิตร และเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีความมุ่งหมายร่วมกันในการนำคุณค่าและเรื่องราวจากเวียดนามสู่ระดับสากล

    พันธมิตรระดับ Diamond – Nguyên Xuân

    หนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของการนำเสนอ “Gods Within Her” ที่มิลานคือ Nguyên Xuân แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม ในบทบาท พันธมิตรระดับ Diamond

    ความร่วมมือระหว่าง Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier สะท้อนความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์เวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการสืบสานและส่งต่อคุณค่าที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามในบริบทร่วมสมัย

    สำหรับ LA TRỊNH atelier การสนับสนุนจาก พันธมิตรระดับ Diamond อย่าง Nguyên Xuân มีส่วนสำคัญในการเสริมทรัพยากรสำหรับการนำคอลเลกชันสู่มิลาน และสะท้อนถึงแนวทางร่วมในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ของเวียดนามให้สามารถสร้างตัวตนและนำเสนอผลงานบนเวทีนานาชาติ

    พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier

    Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการขยายเครือข่ายไปยังพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยเปิดโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายนานาชาติในแวดวงแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์

    การมีส่วนร่วมของ Italian Atelier ยังช่วยเชื่อมโยง LA TRỊNH atelier เข้ากับความสนใจและโอกาสความร่วมมือที่เหมาะสม ขณะที่แบรนด์กำลังค่อย ๆ สร้างตำแหน่งของตนเองในยุโรป

    พันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency

    CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ พร้อมช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศ

    บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เรื่องราวของ “Gods Within Her” รวมถึงเรื่องราวของ Namie Trịnh และเส้นทางของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามในมิลาน เข้าถึงผู้ชมและชุมชนสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติมากขึ้น

    จากปรากสู่มิลาน: การเชื่อมโยงที่เปิดโอกาสใหม่

    ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์ที่มิลาน LA TRỊNH atelier กำลังขยายเครือข่ายความร่วมมือในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือความร่วมมือกับ Cinexia Productions & Beauty Tech World ซึ่งได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

    ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขยายเครือข่ายระดับนานาชาติของ LA TRỊNH atelier และสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ศิลปะ ความงาม สื่อ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    สำหรับแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามที่กำลังศึกษาและทำงานอยู่ในมิลาน การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเหล่านี้เปิดโอกาสให้เรื่องราวความคิดสร้างสรรค์จากเวียดนามได้รับการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และพัฒนาภายในบริบทนานาชาติ

    และ “Gods Within Her” ที่มิลาน คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

    พลังจากชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในยุโรป

    เส้นทางของ LA TRỊNH atelier ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนจาก ชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป ทั้งกลุ่มนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองที่อาศัย ศึกษา และทำงานอยู่ในยุโรป

    เครือข่ายดังกล่าวมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามกับยุโรป และสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้นำเสนอศักยภาพและเรื่องราวด้านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองสู่โลก

    งาน “Gods Within Her” ได้รับเกียรติจาก จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของโครงการในการสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและนำเสนอคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวเวียดนามในยุโรป

    การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวสร้างสรรค์จากเวียดนามก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    “Gods Within Her” บทใหม่ของ LA TRỊNH atelier ที่มิลาน

    สำหรับ LA TRỊNH atelier มิลานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแฟชั่นโชว์

    แต่เป็นพื้นที่ที่แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามจะได้ทดลองสร้างบทสนทนาระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับความร่วมสมัย ระหว่างเวียดนามกับโลก และระหว่างงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมกับแนวคิดการออกแบบใหม่

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการเล่าเรื่องราวของผู้หญิง ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้

    ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ของเวียดนามที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกผ่านความสามารถ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของตนเอง

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milan, Italy

    จำนวนผู้เข้าร่วม: แขก VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงชุมชนและสมาคมชาวเวียดนามในยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    เป็นครั้งแรกที่ LA TRỊNH atelier แบรนด์แฟชั่นจากเวียดนามประกาศจัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยคอลเลกชันประกอบด้วยผลงาน 30 ลุค ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย ผ่านการผสมผสานงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมเข้ากับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    แรงบันดาลใจและทิศทางด้านศิลปะ

    “Gods Within Her” คือบทหนึ่งของเรื่องราวการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดา ผู้ก้าวเดินอย่างสง่างามผ่านวิหารโบราณและภูเขาในตำนานอันลึกลับที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวและชั้นของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    การผสานกันของสัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกจะได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษาของแฟชั่นบนรันเวย์ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นสำคัญของยุโรป

    “Gods Within Her” ยังสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตำนานร่วมสมัยกับคุณค่าที่ยั่งยืนของธรรมชาติและมนุษย์ ผ่านแนวคิดการกลับคืนสู่คุณค่าดั้งเดิม การเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสะท้อนถึงความท้าทายที่มนุษย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญ เพื่อกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง

    หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือแนวคิดเรื่อง การเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม ข้ามรุ่น และข้ามพรมแดน โดยมีผู้หญิงและความเป็นหญิงเป็นศูนย์กลาง

    สารสำคัญของงาน

    ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงในแวดวงสร้างสรรค์ รวมถึงสัญลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียสู่เวทีโลกสืบสานและยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ LA TRỊNH atelier แบรนด์เวียดนามที่มุ่งสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติเฉลิมฉลองพลังของความเป็นหญิงร่วมสมัย ความลึกลับ และความงดงามที่พลิ้วไหวและโรแมนติกสนับสนุน Vietnam Children’s Fund และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    การสนับสนุนจากพันธมิตร ภาคธุรกิจ และชุมชนเวียดนามในยุโรป

    งานครั้งนี้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป

    จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงโรม: LA TRỊNH atelier รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับจดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและการทูตพันธมิตรระดับ Diamond – แบรนด์ Nguyên Xuân: ความร่วมมือระหว่างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำคุณค่าและแบรนด์เวียดนามสู่เวทีนานาชาติ พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองบนแผนที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier:Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการเชื่อมโยงกับพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายระดับนานาชาติพันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency:CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Cinexia Productions & Beauty Tech World: งานครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง LA TRỊNH atelier กับ Cinexia Productions & Beauty Tech World โดยมีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กพลังของชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป: เครือข่ายนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองในยุโรป มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามและยุโรปเข้าด้วยกัน พร้อมส่งต่อเรื่องราวและคุณค่าที่มีความหมายในระดับสากล

    ข้อมูลเกี่ยวกับดีไซเนอร์และ LA TRỊNH atelier

    Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ LA TRỊNH atelier ปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานในฐานะดีไซเนอร์และสไตลิสต์ในเมืองมิลาน

    ด้วยแนวทางการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเซอร์เรียลลิสม์ Namie Trịnh ผสมผสานงาน Ready-to-Wear เข้ากับงาน Couture แบบชิ้นเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านมุมมองใหม่ของนักออกแบบรุ่นใหม่

    ประสบการณ์ในการจัดการนิทรรศการเวียดนามในงาน Milan Design Week 2024 รวมถึงผลงานคอลเลกชัน “Ám Hoa” ได้รับความสนใจจากสื่อในระดับนานาชาติ

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30

    น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milano, Italyจำนวนผู้เข้าร่วม: แขก

    VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงสมาคมและชุมชนชาวเวียดนามจากทั่วทวีปยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    เกี่ยวกับ LA TRỊNH atelier

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier เป็นแบรนด์แฟชั่นและงานสร้างสรรค์ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามและผู้มีเชื้อสายเวียดนามที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในอิตาลี

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาสู่เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป LA TRỊNH atelier ให้ความสำคัญกับความเป็นหญิงและแฟชั่นที่ยั่งยืน โดยเคารพธรรมชาติผ่านการเลือกใช้วัสดุ และมุ่งนำเสนอเรื่องราวที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้าง

    แบรนด์ต้องการนำเสนอภาพของเวียดนามที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปิดรับการแลกเปลี่ยน และยังคงยึดโยงกับเรื่องราวดั้งเดิมของผู้คนและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

    ปรัชญาของ LA TRỊNH atelier มุ่งเน้นการออกแบบที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์ในระยะยาว ให้ความสำคัญกับความประณีตในการตัดเย็บ เทคนิคการสร้างแพตเทิร์นและโครงสร้างเสื้อผ้า ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างเสื้อผ้ากับผู้สวมใส่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์) จํากัด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีชั้นนําระดับโลก  ขอเดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ เร่งสนับสนุนท่อพีวีซีสำหรับระบบน้ำให้แก่ชาวบ้าน บ้านนาแล อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน 36 ครัวเรือน หลังได้รับผลกระทบจนระบบน้ำในพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน โดย TCL เร่งดำเนินการทันทีหลังได้รับการประสาน และสามารถจัดส่งท่อถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 วัน

    ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านบ้านนาแลได้ขอความช่วยเหลือไปยัง คุณกัน จอมพลัง เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ท่อเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำกลับเข้าสู่ชุมชน ก่อนที่ทางมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ จะประสานความต้องการดังกล่าวมายัง TCL ซึ่งเมื่อได้รับทราบถึงสถานการณ์และความเดือดร้อนของชาวบ้าน TCL ได้เร่งจัดเตรียมท่อพีวีซีและดำเนินการด้านการขนส่งทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

    ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ท่อพีวีซีได้ถูกส่งถึงบ้านนาแลและนำไปใช้เชื่อมต่อระบบน้ำให้กับชุมชน ช่วยให้ทั้ง 36 ครัวเรือนสามารถกลับมามีน้ำใช้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอีกครั้ง สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มูลนิธิ และคนในพื้นที่ ที่สามารถเปลี่ยนความต้องการเร่งด่วนให้กลายเป็นความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

    สำหรับ TCL ความช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการนำศักยภาพขององค์กรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ ทุกช่วงเวลามีความหมาย และการช่วยเหลือที่รวดเร็วสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    TCL ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างสังคมในวันที่ต้องการ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://www.tcl.com/th

    https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BANGKOK,
    September 2, 2026 – IMPACT Exhibition Management Co., Ltd., together with its
    public- and private-sector partners, has announced its full readiness for
    Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026), a leading regional
    exhibition and business platform for the building, construction and mining
    industries in Southeast Asia. Now in its sixth consecutive edition, BCT Expo
    2026 will be held under the theme “Empowering Net Zero in Construction &
    Mining”, highlighting the industry’s transition toward a low-carbon future and
    supporting the development of more sustainable construction and mining
    practices in Thailand and across the region. The event will take place from
    September 16–18, 2026, from 10:00 a.m. to 6:00 p.m. at Hall 7, IMPACT
    Exhibition and Convention Center, Muang Thong Thani.

    Mr. Loy Joon How,
    General Manager of IMPACT Exhibition Management Co., Ltd.,

    said the preparations for BCT Expo 2026 are well underway across all key areas,
    from the exhibition floor and technology showcase to industry conferences and
    professional training programmes. “BCT Expo 2026 is fully prepared to serve as
    a regional platform connecting industry professionals, technology providers,
    experts and decision-makers. This year, the exhibition will bring together
    technologies and solutions from more than 150 leading brands worldwide,
    alongside in-depth conferences and professional training programmes. We expect
    to welcome more than 4,000 industry professionals, experts and decision-makers
    to exchange knowledge, develop business networks and explore new technologies
    and solutions that can support the construction and mining industries in
    achieving sustainable growth.”

    “The
    exhibition comes at a time when Thailand’s construction sector continues to
    expand. According to Krungsri Research, Thailand’s construction investment grew
    by 6.1% year-on-year in the first quarter of 2026, reaching approximately THB
    365 billion, while full-year growth is projected at around 2.5–2.7%, driven in
    part by major infrastructure projects. At the same time, the country’s Net Zero
    target for 2050 is expected to accelerate the transformation of industrial
    sectors. According to SCB EIC, carbon-intensive construction materials,
    particularly steel and cement, will face increasing pressure to adopt more
    environmentally responsible production processes and technologies.”

     

    Mr. Panotsan
    Suchayanon, Deputy Director-General of the Department of Primary Industries and
    Mines (DPIM),
    highlighted the importance of sustainable
    resource management and the circular economy in supporting the transformation
    of the industrial sector. “DPIM places strong emphasis on the efficient and
    sustainable management of raw materials and mineral resources for the
    industrial sector. Advancing the circular economy can improve resource
    efficiency, reduce waste and help Thailand’s construction and mining industries
    respond more effectively to global environmental challenges.”

    Mr. Rattee
    Ruangpimonsiri Regional Manager, of Zoomlion Heavy
    Industry (Thailand) Co., Ltd.,
    one of the
    exhibitors at BCT Expo 2026, said: “Zoomlion is committed to bringing
    world-class construction machinery and technologies to the Thai and regional
    markets, with solutions designed to enhance operational efficiency while
    reducing environmental impact. We are proud to contribute to the transformation
    of Thailand’s and the region’s construction industry toward a more sustainable
    Net Zero future.”

    6 Must-See Highlights at BCT Expo 2026

    ·      
    Advanced Machinery and Technologies
    from 150 Leading Brands Worldwide

    Discover
    a comprehensive range of construction and mining machinery, materials,
    equipment, technologies, innovations and solutions, covering AI, robotics and
    smart construction from leading manufacturers and distributors from Thailand
    and around the world. Featured exhibitors include Zoomlion, Daehan Heavy
    Industry LLC, SIRIM BERHAD, Pinsiam, Topcon Positioning Asia (Thailand) and
    Japan Mass Timber Overseas Promotion Council, among others.

    ·      
    Innovations for a More Sustainable
    Industry

    Explore
    technologies and solutions specifically designed to support more sustainable
    construction and mining operations, from greenhouse gas reduction technologies
    to carbon management systems, helping businesses respond to the global transition
    toward Net Zero and raise environmental standards across the industry.

    ·      
    Built Environment &
    Construction Lighting Pavilion

    For
    the first time, BCT Expo will introduce a dedicated pavilion showcasing
    innovative lighting solutions for the built environment and construction
    sector. The pavilion will feature technologies directly from leading
    manufacturers and technology developers in Zhejiang Province, China, providing
    Thai businesses with opportunities to connect and conduct direct business discussions
    with manufacturers.

    ·      
    DPIM Circular Economy

    In
    collaboration with the Department of Primary Industries and Mines (DPIM) as a
    strategic partner, BCT Expo 2026 will present a dedicated exhibition showcasing
    practical models of the Circular Economy, alongside the “DPIM Circular Economy”
    conference programme. The programme will explore approaches to maximizing
    resource efficiency, reducing waste and minimizing environmental impacts across
    industrial operations.

    ·      
    30+ Free Industry Conference
    Sessions

    Stay
    ahead of emerging trends and gain practical insights from leading industry
    organizations and experts, including RITTA, SCG, PTT, SCB EIC and the
    Association of Siamese Architects under Royal Patronage.

    Conference
    topics will cover key issues including Net Zero Construction, Green Building,
    Digital Construction, BIM and AI for Engineering.

    ·      
    Free Professional Training with
    CPD Credits

    Enhance
    professional knowledge through specialized training sessions led by experienced
    academics and industry experts, including Asst. Prof. Dr. Thanet Weerasiri, the
    Council of Engineers, the Chonburi Occupational Safety Officers Club, and the
    Association of Lifting, Crane and Heavy Machinery Engineering.

    Licensed
    professional engineers registered with the Council of Engineers can earn
    Continuing Professional Development (CPD) credits upon completion of eligible
    training sessions.

    Business
    Opportunities and B2B Matchmaking

    Beyond technology showcases and
    educational programmes, BCT Expo 2026 will feature a dedicated Business Matching
    Programme, providing buyers, decision-makers and industry professionals with
    opportunities to arrange one-on-one business meetings, identify potential
    partners and expand their business networks across the region.

    Visitors can register
    to attend the exhibition:

    Visitor Registration https://evcnx.co/HTbBv

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ร่วมกับ Image Shining เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” ครั้งแรก เพื่อเชื่อมกลยุทธ์แบรนด์เข้ากับภาพลักษณ์และพฤติกรรมของบุคลากร แก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วน เพื่อสะท้อนผ่านตัวตนพนักงานอย่างสง่างามและเหมาะสม เริ่มจัดอบรมกันยายน 2569 นี้

    กรุงเทพฯ – 2 กันยายน 2569
    – PaM++ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด
    ร่วมกับ Image Shining ผู้เชี่ยวชาญด้าน Image Coaching และ Professional Presence เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” โปรแกรมฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับองค์กร
    ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วนกันระหว่างแบรนดิ้งและการพัฒนาบุคลากร
    โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มเปิดให้อบรมสำหรับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569
    เป็นต้นไป

    โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่พบได้บ่อยในองค์กรยุคปัจจุบัน
    เมื่อฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริการ
    และฝ่ายจัดอบรมด้านภาพลักษณ์ถูกจัดการแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
    ทั้งที่ในมุมมองของลูกค้า
    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์เดียวกันในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร
    หลักสูตร Brand Image Training จึงถูกออกแบบมาให้ทุกภาคส่วนเริ่มต้นจากความเข้าใจในแบรนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
    ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารของบุคลากรอย่างกลมกลืน

     

    จากกลยุทธ์แบรนด์ สู่การนำเสนอภาพลักษณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

    หลักสูตร “Brand Image Training” เริ่มต้นจากการทำให้บุคลากรภายในองค์กรทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
    มากกว่าเพียงแค่จดจำโลโก้ สีประจำแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำโฆษณา
    แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงจุดไหน (Brand
    Positioning) มีดีเอ็นเอและบุคลิกภาพแบบใด (Brand DNA
    & Personality) และแบรนด์ต้องการสร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกอย่างไรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในกระบวนการฝึกอบรม ทาง PaM++ จะรับหน้าที่ช่วยถ่ายทอดหลักการเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
    จากนั้น Image Shining จะนำรากฐานความเข้าใจในแบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตัวบุคคลในระดับปฏิบัติ
    ตั้งแต่ด้านภาพลักษณ์ การแต่งกายและการดูแลตนเอง (Grooming) บุคลิกภาพ ท่าทาง ภาษากาย การวางตัว
    ตลอดจนมารยาททางสังคมและการทำธุรกิจ
    เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพที่สะท้อนถึงแบรนด์ที่บุคลากรเหล่านั้นกำลังเป็นตัวแทนได้อย่างเหมาะสมและสง่างาม

    คุณปนัสพร (แพม) นพศรี Managing Director ของ PaM++ เปิดเผยว่า “หลายองค์กรมี Brand Book และลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง
    แต่ลูกค้าไม่ได้มาเห็น Brand Book พวกเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านคนที่เป็นตัวแทนขององค์กร
    บุคลากรจึงต้องเข้าใจก่อนว่าแบรนด์ยืนอยู่บนอะไร
    และต้องการสร้างความรู้สึกแบบใดให้ลูกค้า
    แล้วจึงแปลงความเข้าใจนั้นเป็นการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน”

    ขณะที่ Coach Nat ชนัดดา เจริญศิริพันธ์ Founder
    ของ Image Shining ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การดูเป็นมืออาชีพอย่างเดียวไม่พอ
    หากสิ่งที่แสดงออกยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพลักษณ์ บุคลิก
    การวางตัว และการสื่อสาร สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ”

    สามแกนหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรม
    Brand
    Image Training”

    เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    โครงสร้างการอบรมของโปรแกรมนี้จึงถูกกำหนดไว้ภายใต้สามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
    ดังนี้

    • Brand Understanding: การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ คุณค่า จุดยืน
    ตลอดจนบุคลิกภาพและวิธีการสื่อสาร
    เพื่อให้พนักงานไม่เพียงแค่รับรู้ว่าแบรนด์คืออะไร
    แต่สามารถมองภาพการสื่อสารและประสบการณ์ที่องค์กรต้องการส่งมอบได้อย่างชัดเจนร่วมกัน

    • Image Alignment: การนำตัวตนของแบรนด์มาแปลงสู่แนวทางเชิงปฏิบัติของบุคคล อาทิ
    ความประทับใจแรกพบ (First Impression) ความเป็นมืออาชีพ (Professional
    Presence) มาตรฐานการแต่งกาย โทนสี ท่าทาง ภาษากาย
    และมารยาททางสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและบริบทองค์กร

    • Brand Communication: การนำโทนเสียงของแบรนด์ (Brand Tone of Voice) มาใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกถ้อยคำ
    การใช้น้ำเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
    ไปจนถึงวิธีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า
    เพื่อสร้างมาตรฐานความสม่ำเสมอในทุกๆ จุดสัมผัสบริการ (Touchpoints)

     

    การผสมผสานสองศาสตร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร

    จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของหลักสูตร Brand Image Training คือ
    การจัดหลักสูตรแบบ Tailor-made ที่ได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหา
    รวมถึงกระบวนการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้สอดคล้องเฉพาะตัวตามตำแหน่งทางการตลาด
    ดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนโจทย์ความท้าทายจริงในธุรกิจของแต่ละองค์กร
    นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งแบรนดิ้งและการโค้ชภาพลักษณ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจมักจะพัฒนาทักษะด้านเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    โปรแกรมนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงานด่านหน้า
    (Frontline Staff) หรือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะ
    สื่อสาร หรือให้บริการลูกค้าโดยตรง
    ตลอดจนองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน
    หรือองค์กรที่กำลังก้าวผ่านสถานการณ์การรีแบรนด์ (Rebranding) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ (Relaunch) การขยายกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรบริการในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ
    การท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality)
    การบิน
    ค้าปลีก บริการสุขภาพ บริการความงามและเวลเนส
    ตลอดจนสถาบันการเงินและบริการระดับพรีเมียม

    ข้อมูลการติดต่อและเกี่ยวกับการสมัครเข้าอบรม

    องค์กรที่สนใจจองหลักสูตรหรือต้องการปรับแต่งโปรแกรมให้สอดคล้องกับธุรกิจ
    สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pamplusplus.com/brand-image-training หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับผู้จัดหลักสูตรได้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้

    • โทรศัพท์: 089-244-5588
    • LINE: @pamplusplus
    • อีเมล: answers@pamplusplus.com (หรือ pam@pamplusplus.com)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม โดยมีผู้จัดแสดงมากกว่า 350 รายเข้าร่วมงาน การเข้าร่วมงาน Techsauce เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในครั้งนี้ iFLYTEK ได้นำเสนอ AI Agent ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ เทคโนโลยี AI หลายภาษา และโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับองค์กร ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บูธของ iFLYTEK ดึงดูดสื่อกระแสหลักหลายสิบสำนักจากประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบให้เข้าร่วมชมการสาธิตผลิตภัณฑ์และรายงานข่าว นอกจากนี้ iFLYTEK ยังได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” ภายในงาน

    ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากโครงการนำร่องไปสู่การนำไปใช้งานในวงกว้าง องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับการประยุกต์ใช้ AI Agent การปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะ และการติดตั้งใช้งานภายในประเทศ ตามรายงาน AI in Southeast Asia: An Era of Opportunity ของ McKinsey พบว่า 46% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวข้ามระยะนำร่องของ AI และเข้าสู่การนำ AI มาใช้งานในวงกว้างแล้ว อย่างไรก็ตาม บุคลากร การบูรณาการ AI ผลตอบแทนจากการลงทุน และการกำกับดูแล ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรจำเป็นต้องรับมือเพื่อขยายการใช้งาน AI ให้มากยิ่งขึ้น

    เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดท้องถิ่น iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents (OceanDoc, OceanPraxis, OceanNote และ OceanTranslate); Astron Agent and Workflow Development Platform; GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์; WallEX; AI Translation Screen; Stars MaaS; และ All-in-One Solutions ผลิตภัณฑ์และโซลูชันเหล่านี้ร่วมกันตอบโจทย์สถานการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่แอปพลิเคชันสำหรับองค์กร บริการสาธารณะ การสื่อสารข้ามภาษา ไปจนถึงพื้นที่อัจฉริยะ

    Enterprise AI Agents ลดอุปสรรคในการนำ AI มาใช้งานในองค์กร

    ภายในงาน iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents และ Astron Agent and Workflow Development Platform ซึ่งครอบคลุมกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แอปพลิเคชัน AI ที่พร้อมใช้งานไปจนถึงการพัฒนา AI Agent แบบกำหนดเอง

    Enterprise AI Agents ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ตระกูล Ocean เป็นศูนย์กลาง รองรับ 4 สถานการณ์สำคัญ ได้แก่ การสร้างเอกสาร การจัดการประชุม การแปลหลายภาษา และการฝึกอบรมทักษะทางธุรกิจ โดยสามารถให้บริการได้ทั้งในรูปแบบ SaaS และการติดตั้งใช้งานแบบ Private Deployment

    OceanDoc สามารถสร้างงานนำเสนอ PowerPoint จากข้อความ และรองรับการจัดรูปแบบด้วย AI รวมถึงการซ้อมนำเสนอหลายภาษาด้วย AI OceanNote ให้บริการถอดเสียงจากเสียงและวิดีโอการประชุมเป็นหลายภาษา การระบุผู้พูด การสกัดประเด็นสำคัญ และการจัดระเบียบรายการงานที่ต้องดำเนินการ OceanTranslate สามารถแปลข้อความ เอกสาร เสียง วิดีโอ และรูปภาพได้มากกว่า 100 ภาษา พร้อมคงรูปแบบของเอกสารและรองรับคำศัพท์เฉพาะอุตสาหกรรมที่กำหนดเอง OceanPraxis จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การบริการลูกค้าและการฝึกอบรมพนักงานผ่านการสวมบทบาทและการทบทวนบทสนทนา

    AI Agent ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นบน Astron โดย Astron Agent รองรับการรับรู้เจตนา การแยกย่อยงาน การเรียกใช้เครื่องมือ และการวางแผนหลายขั้นตอน และสามารถเชื่อมต่อกับฐานความรู้ขององค์กร ปลั๊กอิน และระบบของบุคคลที่สามได้ Astron Workflow เชื่อมต่อ Large Language Models เครื่องมือ Robotic Process Automation (RPA) และอินเทอร์เฟซภายนอกผ่านระบบภาพ เพื่อสร้าง ติดตั้งใช้งาน และประสานกระบวนการทางธุรกิจ โดยรองรับตรรกะที่ซับซ้อน รวมถึงการแตกแขนง การทำงานแบบวนซ้ำ และการกำหนดเวลาสำหรับงานย่อย ในฐานะแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ส Astron Workflow ยังรองรับการพัฒนาแบบกำหนดเอง การดีบักเวิร์กโฟลว์ การจัดการเวอร์ชัน การติดตั้งใช้งาน การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา

     

    นวัตกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ นำ AI Agent เข้าสู่สภาพแวดล้อมจริง

    เมื่อ AI เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการทำงานบนโลกดิจิทัลไปสู่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ AI จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในด้านการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติ

    GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมด้านบริการสาธารณะทางกายภาพ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำอัจฉริยะภายในงาน Techsauce โดยช่วยผู้เข้าร่วมงานค้นหาบริษัท ค้นหาบูธ และนำทางภายในงาน ด้วยขีดความสามารถแบบครบวงจรที่ครอบคลุมการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติ และความจำ GuideX ผสานเทคโนโลยีมัลติโมดัล รวมถึงการเปิดใช้งานด้วยใบหน้า การระบุตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียง การจดจำท่าทาง และการรับรู้เชิงพื้นที่ โดยสามารถทำความเข้าใจคำขอของผู้ใช้แบบเรียลไทม์และดึงข้อมูลจากงานมาใช้ในการตอบคำถาม

    GuideX รองรับมากกว่า 30 ภาษา และมีตัวเลือกมนุษย์ดิจิทัลและเสียงพูดที่หลากหลาย ปัจจุบัน GuideX ให้บริการข้อมูลที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในประเทศไทย และยังถูกนำไปใช้งานในโครงการของ Federal Authority for Identity, Citizenship, Customs & Port Security ในกรุงอาบูดาบี และ SMRT ในสิงคโปร์

    WallEX สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม SpaceMind Agentic สำหรับพื้นที่อัจฉริยะ โดยมีแผงควบคุมอัจฉริยะเป็นศูนย์กลาง และผสานเซ็นเซอร์เข้ากับระบบไฟบรรยากาศ Nurmina โดยขยายขีดความสามารถของ AI Agent ไปสู่โรงแรม ที่พักอาศัยระดับพรีเมียม และอาคารพาณิชย์ ผ่านการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ WallEX เชื่อมต่อและควบคุมระบบไฟ ผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยยกระดับพื้นที่อัจฉริยะจากการควบคุมอุปกรณ์ไปสู่บริการพื้นที่อัจฉริยะ

     

    AI Translation Screen ได้รับการออกแบบมาสำหรับสถานการณ์การให้บริการข้ามภาษา โดยผสานการรู้จำเสียงพูดหลายภาษา การแปลแบบเรียลไทม์ Large Language Model Spark ของ iFLYTEK และเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนแบบมัลติโมดัล รองรับ 101 ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย พร้อมการระบุภาษาโดยอัตโนมัติ และให้บริการทั้งการบริการลูกค้าผ่านมนุษย์ดิจิทัลและการบริการลูกค้าระยะไกล ในระหว่างงาน ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ได้เยี่ยมชมบูธของ iFLYTEK และทดลองใช้งาน AI Translation Screen ด้วยตนเอง เขาได้ชื่นชมประสิทธิภาพของเทคโนโลยี AI ของจีนในการประยุกต์ใช้ด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสารหลายภาษา โดยกล่าวว่า “เทคโนโลยี AI ของจีนยอดเยี่ยม”

     

    โซลูชันบนคลาวด์และแบบติดตั้งภายในองค์กร รองรับความต้องการด้านการติดตั้งใช้งาน AI ในต่างประเทศที่หลากหลาย

    เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการติดตั้งใช้งานที่แตกต่างกันขององค์กร iFLYTEK ได้นำเสนอ Stars MaaS และ All-in-One Solutions ในฐานะตัวเลือกโครงสร้างพื้นฐาน AI สองรูปแบบที่เสริมซึ่งกันและกัน

    Stars MaaS ได้รับการออกแบบสำหรับองค์กรและนักพัฒนาทั่วโลก โดยให้บริการความสามารถด้าน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงโมเดล การปรับแต่งโมเดล การประเมินผล การพัฒนา AI Agent ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานบริการ แพลตฟอร์มดังกล่าวรวบรวม Foundation Model ชั้นนำมากกว่า 50 โมเดล รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek รองรับการเข้าถึงผ่าน API แบบรวมศูนย์ การปรับแต่งโมเดลอย่างยืดหยุ่น และระบบนิเวศเครื่องมือที่ครอบคลุมการพัฒนา AI Agent, RPA และ Model Context Protocol (MCP)

    All-in-One Solutions ตอบสนองความต้องการของลูกค้าภาครัฐและองค์กรในต่างประเทศ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ต้องการเก็บข้อมูลไว้ภายในสภาพแวดล้อมของตนเอง ติดตั้ง AI ภายในพื้นที่ และรักษาการควบคุมระบบของตนเอง โซลูชันดังกล่าวผสานรวมพลังประมวลผล โมเดล ชุดเครื่องมือ และแอปพลิเคชัน AI Agent โดยมีการกำหนดค่าผลิตภัณฑ์ที่รวมถึงอุปกรณ์แบบบูรณาการสำหรับการฝึกและการอนุมานขนาด 4U All-in-One Solutions รองรับ LLM หลายรูปแบบ รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek

     

    โดยไม่ต้องพึ่งพาบริการ Public Cloud องค์กรสามารถให้บริการ Large Model ภายในพื้นที่ และสร้างแอปพลิเคชันทางธุรกิจผ่านการปรับแต่งโมเดล ฐานความรู้ส่วนตัว Knowledge Distillation และการพัฒนา AI Agent

    All-in-One Solutions ได้ถูกนำไปใช้งานในวงกว้างแล้วในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโทรคมนาคมและสื่อ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างการฝึกข้อมูลและประสิทธิภาพด้านการประมวลผล โซลูชันดังกล่าวสามารถเพิ่มความแม่นยำในการรู้จำภาษาท้องถิ่นในตลาดต่างประเทศได้ 10%-15% เมื่อเทียบกับระดับเดิม* นอกจากนี้ โซลูชันค้นหาอัจฉริยะสำหรับองค์กรที่สร้างขึ้นบน All-in-One Solutions กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำรายหนึ่งในประเทศไทย

    เสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในประเทศไทย iFLYTEK ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

    ในด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา iFLYTEK ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Zense บริษัทด้านความบันเทิงในประเทศไทย เพื่อร่วมกันดำเนินการวิจัยและพัฒนาในท้องถิ่นในด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการรู้จำเสียงพูดภาษาไทยและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ

    ในด้านการติดตั้งใช้งานจริง AI Translation Screen ได้ถูกนำไปใช้งานที่ Siam Paragon และ ICONSIAM ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้าปลีกและไลฟ์สไตล์สำคัญสองแห่งในกรุงเทพฯ เพื่อให้บริการแปลภาษาแบบเรียลไทม์และช่วยเหลือผู้มาเยือนสำหรับนักเดินทางจากต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มนุษย์ดิจิทัล GuideX ให้บริการข้อมูลในมากกว่า 30 ภาษา รวมถึงภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี iFLYTEK ยังได้ให้บริการล่ามพร้อมกันด้วย AI ในภาษาจีน อังกฤษ และไทย สำหรับ China Mobile Southeast Asia Cooperation Conference

    เพื่อเป็นการยอมรับในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และการพัฒนาระบบนิเวศ iFLYTEK ได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” หลังจากได้รับการคัดเลือกจากบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 50 แห่งในงาน Techsauce ประจำปีนี้

     

    เริ่มต้นจากประเทศไทย iFLYTEK กำลังเดินหน้าสร้างความร่วมมือในระดับท้องถิ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในด้านบริการสาธารณะ โทรคมนาคม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร และพื้นที่อัจฉริยะ พร้อมนำขีดความสามารถด้าน AI ไปสู่สถานการณ์ทางธุรกิจจริงที่เพิ่มมากขึ้นและหลากหลายยิ่งขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    *ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากค่าประมาณที่ได้จากการติดตั้งใช้งานของลูกค้า

     

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Vietnam Wedding Week 2026 ปิดฉาก “The Love City” รวมแฟชั่นเจ้าสาว ประสบการณ์ และทุกองค์ประกอบของโลกแห่งงานแต่งไว้ในที่เดียว

    Vietnam Wedding Week 2026 ปิดฉาก “The Love City” รวมแฟชั่นเจ้าสาว ประสบการณ์ และทุกองค์ประกอบของโลกแห่งงานแต่งไว้ในที่เดียว

    นครโฮจิมินห์, สิงหาคม 2026 – หลังจัดงานตลอด 2 วันที่ White Palace Hoang Van Thu งาน Vietnam Wedding Week 2026 ได้ปิดฉาก “The Love City” อย่างเป็นทางการ พร้อมรวมแฟชั่นเจ้าสาว แบรนด์เกี่ยวกับงานแต่ง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการ ศิลปิน และคู่รักไว้ในพื้นที่เดียวกัน

    Vietnam Wedding Week 2026 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology โดยมุ่งนำเสนอแพลตฟอร์มด้านงานแต่งที่ครบวงจรและตอบโจทย์การใช้งานจริง ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับค้นหาแรงบันดาลใจในวันสำคัญเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คู่รักได้ค้นหา สัมผัส พูดคุย เปรียบเทียบ และค่อย ๆ เข้าใกล้การตัดสินใจที่เหมาะกับหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต

    หัวใจสำคัญของงานคือ Bridal Fashion Show 2026 ซึ่งตลอด 2 วัน มีดีไซเนอร์และแบรนด์ 7 รายร่วมถ่ายทอด 7 มุมมองที่แตกต่างของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัย ขณะที่ดนตรีและการแสดงสดเข้ามาเติมเต็มบรรยากาศบนรันเวย์ จนกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์สำคัญของ “The Love City”

    THE LOVE CITY – เมืองที่ออกแบบขึ้นเพื่อทุกช่วงของการเดินทางสู่วันแต่งงาน

    “The Love City” ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะชีวิตของเมืองที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดของ Vietnam Wedding Week ให้กลายเป็นการเดินทางแห่งการค้นพบ โดยแต่ละโซนเปรียบเสมือนจุดหมายที่เชื่อมโยงกับความต้องการ คำถาม และแต่ละขั้นตอนของการเตรียมงานแต่ง

    ตั้งแต่พื้นที่เช็กอิน รันเวย์แฟชั่นเจ้าสาว โซนประสบการณ์จากแบรนด์ พื้นที่ให้คำปรึกษา เวิร์กช็อป ไปจนถึงกิจกรรมอินเทอร์แอ็กทีฟ ผู้เข้าร่วมงานไม่ได้เพียงเดินชมงานนิทรรศการ แต่ได้ก้าวเข้าไปสำรวจระบบนิเวศของงานแต่งที่เชื่อมโยงถึงกัน

    ชุดแต่งงานและสูทสำหรับเจ้าบ่าวถูกนำเสนอเคียงคู่กับบริการด้านความงาม เครื่องประดับ การถ่ายภาพ สถานที่จัดงาน การตกแต่ง เวดดิ้งแพลนนิ่ง อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว รวมถึงบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนวันแต่งงาน ไปจนถึงชีวิตหลังวันสำคัญ

    คุณค่าที่จับต้องได้ของรูปแบบงานนี้คือ คู่รักไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่แยกออกจากกัน แต่สามารถเห็นผลิตภัณฑ์จริง พูดคุย ซักถาม รับคำแนะนำ เปรียบเทียบทางเลือก และพบกับผู้คนหรือแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังบริการต่าง ๆ ได้ภายในเส้นทางเดียว

    แรงบันดาลใจจึงไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ชัดเจนและมีข้อมูลมากขึ้น

    7 รันเวย์ 7 มุมมองใหม่ของแฟชั่นงานแต่งยุคปัจจุบัน

    Bridal Fashion Show 2026 เปรียบเสมือนหัวใจด้านความคิดสร้างสรรค์ของ “The Love City” เมื่อ Le Hoa Bridal, Lam Bridal, Minh Tuan Couture, FALVAON by Luu Viet Anh, DO LONG BRIDAL, ADAM STORE และ LOVINE BRIDAL by Thanh Ho ต่างนำเสนอจุดยืนและมุมมองเฉพาะตัวผ่านรันเวย์เดียวกัน

    ตลอดทั้งโปรแกรม ผู้ชมได้สัมผัสกับภาษาการออกแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่โครงสร้างของชุดที่โดดเด่น ความโรแมนติกอันประณีต ความหรูหราในแบบกูตูร์ การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม ซิลูเอตเจ้าสาวที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ไปจนถึงแฟชั่นบุรุษร่วมสมัย และการตีความความโรแมนติกในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

    แทนที่จะนำเสนอภาพจำเพียงแบบเดียวว่าคู่บ่าวสาว “ควร” มีหน้าตาอย่างไร รันเวย์ทั้ง 7 โชว์กลับช่วยเปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากขึ้น

    สำหรับผู้เข้าร่วมงาน ความหลากหลายนี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของ Vietnam Wedding Week นั่นคือ คู่รักทุกคู่ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และแฟชั่นงานแต่งในยุคปัจจุบันก็เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับความแตกต่างเหล่านั้น

    เมื่อแฟชั่น ดนตรี และการแสดง มาพบกันบนเวทีเดียว

    ประสบการณ์บนรันเวย์ได้รับการต่อยอดผ่านดนตรีและการแสดงสด โดย 2PILLZ เข้าร่วมในฐานะ Music Producer for the Runway พร้อมนำเสนอ Special Performance ที่ช่วยสร้างเส้นทางทางอารมณ์ให้กับตลอดทั้งโปรแกรมแฟชั่น

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม THƠM ได้เข้ามาเติมอีกหนึ่งมิติให้กับประสบการณ์บนรันเวย์ผ่านการแสดงสด ขณะที่ในวันที่ 23 สิงหาคม NAOMI ยังคงสานต่อบรรยากาศและพลังของการแสดงบนเวที

    แฟชั่น เสียง ดนตรี การเคลื่อนไหว และแสง ถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างให้กับแต่ละโชว์

    ผลลัพธ์คือรันเวย์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงการนำเสนอคอลเลกชันต่อเนื่องกันเท่านั้น แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สดที่ใหญ่ขึ้นของ “The Love City”

    จากแรงบันดาลใจ สู่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้จริง

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Vietnam Wedding Week 2026 คือ การเดินทางไม่ได้จบลงเมื่อเหล่านางแบบและนายแบบก้าวลงจากรันเวย์

    หลังจากได้ค้นพบคอลเลกชันที่น่าสนใจ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นโชว์ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเดินหน้าสำรวจระบบนิเวศของงานแต่งที่อยู่รอบตัวได้ต่อ

    พื้นที่ของแบรนด์และการให้คำปรึกษาช่วยเปลี่ยนแนวคิดกว้าง ๆ ให้กลายเป็นคำถามที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น สไตล์แบบไหนเหมาะกับเรา บริการใดตอบโจทย์ความต้องการของคู่รัก ควรพูดคุยกับใครเป็นลำดับต่อไป หรือมีเรื่องใดที่ต้องตัดสินใจก่อนถึงวันแต่งงาน

    ขณะเดียวกัน เวิร์กช็อปและกิจกรรมเชิงประสบการณ์ยังช่วยเพิ่มอีกหนึ่งมิติที่นำไปใช้ได้จริง ด้วยการนำความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางภายในงาน

    ด้วยเหตุนี้ ระยะห่างระหว่างการได้เห็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ กับการนำไปสู่การตัดสินใจจริง จึงลดลง

    YEAH1 และ LIVEN TECHNOLOGY เชื่อมทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน

    โครงสร้างของ “The Love City” สะท้อนวิสัยทัศน์ของความร่วมมือเบื้องหลัง Vietnam Wedding Week 2026 ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย YEAH1 และ LIVEN Technology เพื่อนำองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเดินทางสู่วันแต่งงานมาเชื่อมโยงไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

    แฟชั่นยังคงเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดหลักของงาน แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นประตูสู่ประสบการณ์อื่น ๆ

    แฟชั่นโชว์หนึ่งโชว์อาจนำไปสู่การลองชุด การเข้ารับคำปรึกษา การพูดคุยกับผู้ให้บริการ หรือการค้นพบภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าคู่รักต้องการให้งานแต่งของตัวเองมีหน้าตาและความรู้สึกแบบใด

    แนวทางนี้ทำให้ Vietnam Wedding Week มีบทบาทที่มากกว่างานจัดแสดงในรูปแบบดั้งเดิม และกลายเป็นพื้นที่นัดพบที่ความคิดสร้างสรรค์ ธุรกิจ ความเชี่ยวชาญ และความต้องการของผู้บริโภค สามารถมาบรรจบและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ในพื้นที่เดียว

    จุดนัดพบใหม่ของแฟชั่นเวียดนามและอุตสาหกรรมงานแต่ง

    สำหรับคู่รัก “The Love City” คือพื้นที่ที่สามารถเดินเข้ามาพร้อมคำถาม และกลับออกไปพร้อมทางเลือกที่ชัดเจนขึ้น

    สำหรับแบรนด์และผู้ให้บริการ งานนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจของผู้คนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตคู่

    สำหรับวงการแฟชั่นเจ้าสาวของเวียดนาม โปรแกรมรันเวย์ทั้ง 7 โชว์ได้สร้างอีกหนึ่งเวทีให้กับภาษาการออกแบบที่หลากหลาย ได้พบกับสาธารณชน และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของงานแต่งในยุคปัจจุบัน

    กูตูร์สามารถอยู่เคียงข้างแฟชั่นบุรุษ การอ้างอิงถึงวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกับความมินิมอลร่วมสมัย ขณะที่ความตื่นตาตื่นใจและความใกล้ชิดเป็นส่วนตัวก็สามารถมีพื้นที่อยู่ร่วมกันได้เช่นกัน

    โดยมี Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน Vietnam Wedding Week 2026 ในฐานะ Promotional Partners งานนี้ยังได้ขยายการสื่อสารและการเชื่อมต่อไปสู่เครือข่ายในแวดวงครีเอทีฟและอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น

    แม้ “The Love City” จะปิดฉากลงแล้ว แต่แนวคิดสำคัญเบื้องหลังงานยังคงชัดเจนว่า งานเกี่ยวกับการแต่งงานสามารถเป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับค้นหาแรงบันดาลใจ

    เมื่อแฟชั่น ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทางเลือกที่นำไปใช้ได้จริง ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับคู่รักในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

    This press release has also been published on VRITIMES