Blog

  • GASA ผนึก Gogolook และ Meta จัด Global Anti-Scam Summit Asia ในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

    ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ดึงผู้นำภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมทั่วภูมิภาค หารือแนวทางสกัดเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ คุ้มครองผู้เสียหาย และรับมือภัยจาก AI

    กรุงเทพฯ 26 ตุลาคม 2569 – Global Anti-Scam Alliance (GASA) จับมือ Gogolook ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Whoscall และ Meta ประกาศจัดงาน Global Anti-Scam Summit Asia ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เปิดเวทีให้หน่วยงานรัฐ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี นักวิจัย และภาคประชาสังคม ร่วมกันหาแนวทางการรับมือเครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงข้ามประเทศและทวีความซับซ้อนขึ้นทั่วภูมิภาค

    งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย GASA ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และได้รับการสนับสนุนจาก Gogolook, Meta, Google, Trend Micro, CUBE AI และ Outseer โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีกำหนดกล่าวปาฐกถาเปิดงาน สะท้อนบทบาทของไทยในการผลักดันอนาคตดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

    นายโยริจ อับราฮัม (Jorij Abraham) กรรมการผู้จัดการพันธมิตรองค์กรต่อต้านกลโกงระดับโลก (Global Anti-Scam Alliance) หรือ GASA กล่าวว่า “เครือข่ายสแกมเมอร์ทำงานข้ามพรมแดนและใช้หลายช่องทางในการดำเนินการ การรับมือจึงต้องเชื่อมทุกหน่วยงานที่มีบทบาทในการป้องกันความเสียหาย ช่วยเหลือผู้เสียหาย และสกัดกั้นขบวนการอาชญากรรมเข้าด้วยกัน ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค และกำลังเผชิญความท้าทายจากเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ นโยบายและมาตรการของไทยจึงมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับความปลอดภัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดงานที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้นำจากทั่วภูมิภาคนำบทเรียนที่มีร่วมกันไปต่อยอดเป็นความร่วมมือที่เกิดผลได้จริง”

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการเผยข้อค้นพบจากรายงาน State of Scams in Asia 2026 ควบคู่กับการเปิดตัวรายงาน State of Scams in Thailand 2026 ซึ่งจะฉายภาพทั้งสถานการณ์ในเอเชียและโจทย์เฉพาะของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นข้อมูลตั้งต้นให้ภาครัฐและภาคธุรกิจมองเห็นภัยรูปแบบใหม่ได้เร็วขึ้น และวางแนวทางรับมือร่วมกันอย่างเป็นระบบ 

    ตลอดสองวันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมงานจะร่วมเจาะลึกทั้งผลกระทบที่มีต่อผู้คนและรูปแบบการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการสแกมเมอร์ (Scam Compounds) รับฟังประสบการณ์ของผู้รอดชีวิต และแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน เวทียังครอบคลุมเส้นทางการเงินที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวง ระบบต่อต้านภัยสแกมระดับประเทศ ภัยคุกคามจาก AI การออกแบบบริการด้านดิจิทัลให้ปลอดภัยขึ้น ตลอดจนบทบาทของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการสกัดสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวง นอกจากนี้ คณะทำงานของ GASA จะชวนผู้เข้าร่วมประชุม ต่อยอดจากการหารือไปสู่ความร่วมมือในด้านการวิจัย การบังคับใช้กฎหมาย การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การป้องกันภัย และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค

    นายเจฟฟ์ กัว (Jeff Kuo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โกโกลุค จำกัด  ผู้ให้บริการและพัฒนาแอปพลิเคชัน Whoscall  กล่าวว่า “ภัยหลอกลวงไม่ได้หยุดอยู่ที่แพลตฟอร์ม อุตสาหกรรม หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง การป้องกันการสูญเสียที่ดีที่สุด คือเราต้องรู้ทันกลโกง เพื่อลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็นเพื่อตัดตอนการหลอกลวง ตั้งแต่การเข้าถึงเหยื่อไปจนถึงการโอนเงิน” พร้อมระบุว่า “จากประสบการณ์ที่เราเข้าร่วมการประชุมในไทเปและสิงคโปร์ เราเห็นชัดว่าการดึงหลายภาคส่วนมาทำงานร่วมกันมีความสำคัญเพียงใด เราหวังว่าจะต่อยอดเครือข่ายเหล่านั้นในกรุงเทพฯ และร่วมกับพันธมิตรทั่วภูมิภาคเพื่อพัฒนาแนวป้องกันที่ใช้ได้จริง”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัล Scam Fighter Awards เพื่อยกย่องโครงการที่สร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการป้องกัน การตรวจจับ การสกัดกั้น และการบังคับใช้กฎหมายต่อขบวนการหลอกลวง

    สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุม สามารถลงทะเบียนได้แล้ว โดยเปิดรับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิจัย และองค์กรด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เข้าร่วมรับฟังข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ และหารือแนวทางความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องจากทั่วภูมิภาค ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ Global Anti-Scam Summit Asia 2026 | Global Anti Scam Alliance 

     

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ผลิตภัณฑ์เพื่อ “วัยเกษียณ” ไม่พออีกต่อไป: เมื่อธนาคารต้องออกแบบบริการสำหรับคนอายุ 90

    ผลิตภัณฑ์เพื่อ “วัยเกษียณ” ไม่พออีกต่อไป: เมื่อธนาคารต้องออกแบบบริการสำหรับคนอายุ 90

    ธนาคารส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับวัยเกษียณที่เริ่มต้นราวอายุ 55-60 ปี แต่ข้อมูลจากกรมการปกครองระบุว่าไทยมีประชากรอายุ 75–90 ปี มากกว่า 3.4 ล้านคน นี่คือกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ完全不同 ต้องการความสะดวกในการใช้จ่าย ต้องการความคุ้มครองอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน และต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดูแลความสบายใจของทั้งผู้ถือบัตรและครอบครัว ธนาคารกรุงไทยเปิดตัว “บัตรเดบิตกรุงไทย สบายใจ” สำหรับผู้สูงวัยอายุ 75–90 ปี โดยผสานความสะดวกในการใช้จ่ายเข้ากับความคุ้มครองอุบัติเหตุ ครอบคลุมค่าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 1 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุด 10,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลที่ร่วมรายการ ผลิตภัณฑ์นี้สะท้อนแนวคิดว่าบัตรเดบิตไม่ได้เป็นเพียงช่องทางชำระเงิน แต่เป็นหลักประกันความอุ่นใจในชีวิตประจำวันที่ผู้สูงวัยต้องเผชิญความเสี่ยงได้ทุกเมื่อ

    ในด้านการออม ธนาคารไทยเครดิตนำเสนอผลิตภัณฑ์ฝากประจำ “Happy Senior” สำหรับผู้ฝากอายุ 55 ปีขึ้นไป ให้ดอกเบี้ย 1.40% ต่อปี (ยกเว้นภาษี) เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท ขณะที่ ธ.ก.ส. เปิดตัว “เงินฝากเกษียณมั่งคั่ง 2569” รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันไดเฉลี่ย 1.40% ต่อปี สำหรับผู้ฝากอายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่สูงนักในสายตาคนวัยทำงาน แต่สำหรับผู้สูงวัยที่ต้องการความแน่นอนของกระแสเงินสดและความปลอดภัยของเงินต้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอจึงมีความหมายมากกว่าการไล่ล่าผลตอบแทนสูง ข้อมูลจากสภาพัฒน์คาดการณ์ว่ามูลค่าเศรษฐกิจจากสังคมสูงวัย (Silver Economy) จะเติบโตเป็น 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 ตัวเลขนี้ชี้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัยไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นตลาดหลักที่ธนาคารต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจน ตั้งแต่บัตรที่คุ้มครองอุบัติเหตุ เงินฝากที่ให้รายได้สม่ำเสมอ ไปจนถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและการเชื่อมต่อกับระบบสุขภาพ ธนาคารที่ยังคงออกแบบผลิตภัณฑ์โดยถือวัยทำงานเป็นศูนย์กลาง จะพลาดโอกาสมหาศาลในเศรษฐกิจที่ผู้สูงวัยคือกำลังซื้อหลัก ลิงก์ข้อมูลอ้างอิง: ThaiPublica — https://thaipublica.org/2026/08/ktb-sabaijai-debitcard/

    ทั้งห้ามิติข้างต้นชี้ตรงกันว่าสังคมสูงวัยไม่ใช่โจทย์เดียวที่ภาคธนาคารต้องแก้ แต่เป็นชุดของโจทย์ที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่สิทธิการเข้าถึงบริการ ภูมิคุ้มกันทางการเงิน การบริหารความมั่งคั่งข้ามรุ่น กำลังคนทักษะสูง ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำกัดอายุของผู้ใช้ แต่ละโจทย์มีข้อมูล ตัวเลข และกรณีศึกษาที่จับต้องได้ ซึ่งธนาคารสามารถใช้เป็นฐานในการออกแบบยุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสามารถในการทำกำไรและความรับผิดชอบต่อสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน

  • ผลการศึกษาพบ การเสียชีวิตบนท้องถนนส่วนเกินที่สัมพันธ์กับความร้อนในไทยส่วนใหญ่เกิดในวันที่อากาศร้อนทั่วไป

    กรุงเทพฯ — ผลวิจัยเบื้องต้นจากการเสียชีวิตบนท้องถนน 283,847 รายใน 77 จังหวัดของไทย ระหว่างปี 2011–2025 พบว่า 72% ของการเสียชีวิตส่วนเกินที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิเกิดในวันที่อากาศร้อนทั่วไป ขณะที่ 14.8% เกิดในวันที่ร้อนที่สุดเหนือเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 จึงควรส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนตลอดช่วงอากาศร้อน ควบคู่กับการเตือนภัยในวันที่ร้อนจัด

    การวิเคราะห์ประมาณการการเสียชีวิตส่วนเกินที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิสูงขึ้น 4,509 ราย หรือ 1.59% ของการเสียชีวิตบนท้องถนนตลอดช่วงศึกษา ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึงประมาณเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ของอุณหภูมิแต่ละจังหวัด จากนั้นทรงตัว

    ในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ การเสียชีวิตสูงขึ้นประมาณ 19% ในวันที่ร้อนที่สุด เมื่อเทียบกับช่วงอุณหภูมิที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด รูปแบบโดยรวมยังคงอยู่เมื่อตัดช่วงสงกรานต์ออกจากการวิเคราะห์ ข้อมูลไม่มีตัวแปรอาชีพ จึงยังระบุความเสี่ยงเฉพาะของไรเดอร์ส่งสินค้าไม่ได้

    นพ. Fábio Luiz Vieira ซึ่งเข้าร่วม Global Heat Forum ที่กรุงเทพฯ ยังได้รับรางวัล Outstanding Oral Presentation จาก ICCPHS 2026 จัดโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม สำหรับงานวิจัยอีกชิ้นที่วิเคราะห์การเสียชีวิตเกือบ 3.7 ล้านรายในบราซิล

    งานดังกล่าวพบว่า ในวันที่ร้อนที่สุด 10% ของแต่ละเดือน การเสียชีวิตจากการจมน้ำสูงขึ้นประมาณ 16% และประมาณ 24% ในวัย 15–39 ปี ส่วนการเสียชีวิตที่มีโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุพื้นฐานสูงขึ้นประมาณ 9% ผลจากบราซิลยังไม่สามารถระบุขนาดความเสี่ยงในไทยได้

    แนวทางป้องกันที่ควรพิจารณา ได้แก่ การสื่อสารความปลอดภัยทางน้ำ การเตรียมผู้ดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม การจัดเวลาพักและพื้นที่คลายร้อน และหลีกเลี่ยงโทรศัพท์ขณะขับขี่ ความเหนื่อยล้าและสมาธิที่ลดลงเป็นกลไกที่เป็นไปได้ แต่ไม่ได้วัดโดยตรง

    ทั้งสองงานเป็นพรีพรินต์ ยังไม่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และแสดงความสัมพันธ์ ไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล การเผยแพร่ช่วยให้ตรวจสอบและหารือเรื่องการป้องกัน ขณะที่ WMO เตือนถึงเอลนีโญและอากาศร้อนขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเตรียมพร้อมก่อนฤดูร้อนและสงกรานต์ปี 2027 จึงมีความสำคัญ

    งานวิจัยไทย: https://doi.org/10.21203/rs.3.rs-11226575/v1
    งานวิจัยการจมน้ำและสมองเสื่อม: https://doi.org/10.21203/rs.3.rs-11455254/v1

    Celeste Saulo เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวในการประชุม Global Heat Forum 2026 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

    การแสดงในงานเลี้ยงต้อนรับเปิดการประชุม Global Heat Forum 2026 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ วันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2026

    บรรยากาศวันเปิดการประชุม Global Heat Forum 2026 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ วันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 2026 โดยการประชุมตลอดสี่วันมีผู้เข้าร่วมกว่า 650 คนจากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

    นพ. Fábio Luiz Vieira ในวันปิดการประชุม Global Heat Forum 2026 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ วันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2026

    นพ. Fábio Luiz Vieira ระหว่างการลงพื้นที่ศึกษาการทำแผนที่ความเสี่ยงและการรับมือความร้อนในชุมชนมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Global Heat Forum 2026 วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2026

    นพ. Fábio Luiz Vieira ระหว่างการลงพื้นที่ศึกษาการทำแผนที่ความเสี่ยงและการรับมือความร้อนในชุมชนมัสยิดมหานาค กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Global Heat Forum 2026 วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2026

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Trust, ทุน, คน — สามคอขวดที่ DEPA ชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยต้องปลดล็อกก่อน Data Center จะสร้างมูลค่าจริง

    Trust, ทุน, คน — สามคอขวดที่ DEPA ชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยต้องปลดล็อกก่อน Data Center จะสร้างมูลค่าจริง

    ขณะที่เม็ดเงินลงทุน Data Center ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมาคือ “แล้วคนไทยได้อะไร” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ชี้จุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม: ปัญหาใหญ่ของไทยไม่ใช่การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือสามคอขวดที่ต้องปลดล็อกก่อนที่ Data Center จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง ได้แก่ ความเชื่อมั่น (Trust) เงินทุน (Capital) และกำลังคน (Workforce)

    คอขวดที่ 1: Trust — ทำไมสตาร์ทอัพไทยยังไม่ถูกไว้วางใจให้ใช้ข้อมูล

    DEPA ระบุว่าปัญหาแรกคือการขาดความเชื่อมั่นในซอฟต์แวร์และผู้ประกอบการไทย ทำให้ต้องเร่งผลักดันมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในบริบทของ Data Center ความเชื่อมั่นมีความหมายสองชั้น ชั้นแรกคือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อสตาร์ทอัพไทยว่าจะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ตามมาตรฐานสากล ชั้นที่สองคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพันธมิตรว่าจะสามารถวางระบบงานสำคัญไว้กับสตาร์ทอัพไทยได้โดยไม่เกิดความเสี่ยงด้าน compliance

    หากสตาร์ทอัพไทยสามารถแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น ISO 27001 หรือ PDPA compliance อย่างจริงจัง พวกเขาจะสามารถเข้าถึงตลาดองค์กรขนาดใหญ่และตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดผู้บริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

    คอขวดที่ 2: เงินทุน — ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงเกินกว่าสตาร์ทอัพจะแบกเอง

    คอขวดที่สองคือเงินทุนเริ่มต้นที่มีต้นทุนสูง ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนในรูปแบบ Co-funding และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ แม้ Cloud Region ในประเทศจะช่วยลดต้นทุนการประมวลผลเมื่อเทียบกับการใช้ต่างประเทศ แต่การพัฒนา AI หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ compute สูงยังต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ DEPA จึงเสนอแนวคิด “National AI Computing Infrastructure” หรือ Shared AI Compute ที่เปิดให้หน่วยงานและผู้ประกอบการเข้าถึงในต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงการจัดตั้งโครงการสนับสนุนเครดิตการใช้งาน AI ให้กับสตาร์ทอัพ SME และนักวิจัยไทย

    แนวคิด Shared Compute นี้มีความสำคัญ เพราะมันเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนจากการลงทุนระยะยาว (CapEx) มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) ที่ยืดหยุ่นกว่า สตาร์ทอัพสามารถเริ่มต้นทดลองไอเดียได้โดยไม่ต้องกู้เงินซื้อ GPU ราคาแพง และสามารถขยายการใช้ทรัพยากรได้ตามการเติบโตของรายได้

    คอขวดที่ 3: กำลังคน — ช่องว่าง 80,000 คนที่ไม่มีใครเติมเต็มได้ในชั่วข้ามคืน

    คอขวดที่สามและน่าจะยากที่สุดคือการขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษะดิจิทัลและภาษาอังกฤษ ตัวเลขที่น่ากังวลคือประเทศไทยมีช่องว่างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ประมาณ 80,000 คน ขณะที่คณะกรรมการ AI แห่งชาติตั้งเป้าผลิตบุคลากร AI 90,000 คนและนักพัฒนาคุณภาพอีก 50,000 คนภายในสองปี ด้วยงบประมาณพัฒนาบุคลากร 6,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขเป้าหมายจะดู ambitious แต่โจทย์ที่แท้จริงคือคุณภาพและความพร้อมใช้งานทันที ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ผ่านการอบรม

    สำหรับสตาร์ทอัพ นี่หมายความว่าการแย่งชิงวิศวกรที่มีทักษะ Data/AI จะรุนแรงขึ้น และเงินเดือนจะสูงขึ้น BOI เองก็กำหนดให้ Data Center ต้องมีสัดส่วนผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญชาวไทยอย่างน้อย 50% ภายในสามปี ซึ่งสร้างแรงกดดันทั้งต่อผู้ประกอบการ Data Center และตลาดแรงงานโดยรวม สตาร์ทอัพที่สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นและให้ ownership กับพนักงานอาจได้เปรียบในการดึงคนเก่งเข้ามาร่วมทีม มากกว่าการแข่งกันด้วยเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

    จุดเชื่อมที่สตาร์ทอัพมองข้าม: Data Center ไม่มีความหมายถ้าข้อมูลไม่มีคุณภาพ

    DEPA ตั้งข้อสังเกตที่คมคายว่า แม้โครงสร้างพื้นฐานจะพร้อม แต่ความพร้อมขององค์กรธุรกิจไทยในการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพมีเพียง 50% เท่านั้น ปัญหาหลักไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือคุณภาพของข้อมูลและระบบนิเวศที่ยังขาดความเชื่อมโยง Data Center เปรียบเสมือนถนนที่สร้างเสร็จ แต่ถ้าไม่มีรถที่ดีพอจะวิ่งบนถนนนั้น มูลค่าของถนนก็จำกัด

    สตาร์ทอัพที่เล่นในเกม “data quality” และ “integration layer” จึงมีโอกาสสูง ตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพที่ให้บริการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) สำหรับองค์กร หรือสร้าง API ที่เชื่อมระบบ legacy ของไทยเข้ากับ cloud สมัยใหม่ จะเป็นตัวกลางที่ทำให้ Data Center มีข้อมูลที่มีมูลค่าไหลเวียนอยู่ข้างใน

  • Scope 3 คือสมรภูมิใหม่: ทำไมฝ่ายจัดซื้อไทยต้องกลายเป็นหัวหอกลดคาร์บอนก่อนกฎหมายบังคับ

    Scope 3 คือสมรภูมิใหม่: ทำไมฝ่ายจัดซื้อไทยต้องกลายเป็นหัวหอกลดคาร์บอนก่อนกฎหมายบังคับ

    ข้อมูลจาก Bangkok Biz News เปิดเผยว่า 70–90% ของก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อยออกมาหรือ Scope 3 แฝงอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน มาจากสินค้าและบริการที่องค์กรจัดซื้อจัดจ้างมาโดยตรง นั่นหมายความว่า ฝ่ายจัดซื้อคือฟันเฟืองที่มีอิทธิพลสูงที่สุดแต่กลับถูกใช้ประโยชน์น้อยที่สุดสำหรับองค์กรที่จริงจังกับพันธสัญญาสภาพภูมิอากาศ แรงกดดัน 3 ด้านที่บีบให้ Green Procurement ต้องเริ่มเดี๋ยวนี้ ได้แก่ ประการแรก กฎระเบียบโลกเปลี่ยนจากรายงานเป็นตรวจสอบสถานะและความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรเก็บภาษีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีพลาสติกรีไซเคิลน้อยกว่า 30% ทันที ประการที่สอง ความเสี่ยงในซัพพลายเชนจากภูมิรัฐศาสตร์ สภาพอากาศสุดขั้ว และการขาดแคลนทรัพยากรทำให้เครือข่ายเปราะบางลง ประการที่สาม แรงกดดันด้านต้นทุนจากวัตถุดิบเดิมที่ผันผวนผลักให้องค์กรต้องมองหาวัตถุดิบทางเลือกที่ทั้งลดคาร์บอนและลดความเสี่ยงราคา

    SCG และ Green Procurement ที่ฝังเกณฑ์สิ่งแวดล้อมไว้ในสัญญา SCG ประกาศนโยบาย SCG Green Procurement ที่กำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องผ่านเกณฑ์และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ได้ตราสัญลักษณ์ SCG Green Choice นี่คือการเปลี่ยนการจัดซื้อจากรับของแล้วจ่ายเงิน เป็นคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง โดยเกณฑ์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเงื่อนไขทางสัญญา ไม่ใช่ทางเลือก

    SETCarbon คือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ทำให้ Green Procurement วัดผลได้ แพลตฟอร์ม SETCarbon ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีองค์กรลงทะเบียนมากกว่า 380 แห่ง ใช้สำหรับจัดการและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกอย่างมีมาตรฐาน ในปี 2026 SET ร่วมกับ Krungsri ขยายการใช้งานไปยัง SME เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลคาร์บอนเป็นใบเบิกทางสู่สินเชื่อสีเขียว สิ่งนี้มีความหมายเชิงกลยุทธ์สำหรับฝ่ายจัดซื้อ: เมื่อข้อมูลคาร์บอนของซัพพลายเออร์กลายเป็นข้อมูลทางการเงิน การเลือกซัพพลายเออร์จึงเป็นการตัดสินใจทางการเงินไปพร้อมกัน

    องค์กรชั้นนำทำอะไรที่แตกต่าง องค์กรระดับโลกฝังกลยุทธ์นี้ไว้ในระบบ เช่น ผูกโบนัสผู้บริหารกับความยั่งยืนของซัพพลายเออร์ และใช้ราคาคาร์บอนภายในหรือ Internal Carbon Pricing ประกอบการตัดสินใจจัดซื้อ สำหรับไทย จุดเปลี่ยนคือการย้าย Green Procurement จากฝ่าย CSR มาสู่ฝ่ายจัดซื้อและการเงิน โดยมี KPI ร่วมกันทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่รายงานประจำปี ข้อมูลแพลตฟอร์มและแนวทางความยั่งยืนดูได้ที่ https://www.set.or.th/th/sustainable-development

  • TCL จัดใหญ่ฉลอง 22 ปี เปิดแคมเปญ “TCL 22GETHER” ส่งความสุขแบบคูณ 22 ทุ่มรางวัลกว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมภารกิจ 22 ล้านก้าวเพื่อสังคม

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ประกาศความสำเร็จ ในการดำเนินธุรกิจครบรอบ 22 ปี จัดแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี “TCL 22GETHER” Celebrate Every Home, Every Moment เติมเต็มความสุข ทุกบ้าน ทุกช่วงเวลา ส่งมอบสิทธิพิเศษแทนคำขอบคุณผู้บริโภค ผ่าน 3 กลุ่มกิจกรรมหลักที่ครอบคลุม ทั้งการช้อปปิ้ง การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคม รวมมูลค่ารางวัลกว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมชวนคนไทยร่วมภารกิจสะสม 22 ล้านก้าวเพื่อสังคม 

    สำหรับแคมเปญ “TCL 22GETHER” ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดหมายสำคัญของ TCL ในการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการนำเสนอ เทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในทุกการเติบโต โดยตั้งใจถ่ายทอดความผูกพันตลอดการเดินทาง 22 ปี ผ่านเลข ‘22’ ที่ร้อยเรียงเป็นพิเศษในทุกกิจกรรม สิทธิประโยชน์ และของรางวัล เพื่อแทนคำขอบคุณและเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง ก้าวสำคัญไปด้วยกัน

    โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มกิจกรรมหลัก ดังนี้

    BUY & GET ฉลองทุกการซื้อ พร้อมรับสิทธิพิเศษ

    Celebrate Every Purchase: ซื้อผลิตภัณฑ์ TCL ที่ร่วมรายการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 3 มกราคม 2570 รับของขวัญพิเศษจาก TCL โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ณ จุดขาย

    Celebrate Every Privilege: ซื้อผลิตภัณฑ์ TCL รุ่นใดก็ได้ และสะสมยอดสู่นักช้อป Top Spender ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป จำนวน 22 ท่านแรกเท่านั้น จะได้รับสิทธิ์ Exclusive 22 Club ประกอบด้วย Cashback มูลค่า 22,000 บาทต่อท่าน พร้อมบริการ VIP CARE ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ TCL ฟรี 1 ครั้ง ตามเงื่อนไขที่กำหนด ประกาศผลวันที่ 15 มกราคม 2570

    JOIN & CELEBRATE ร่วมสร้างโมเมนต์พิเศษกับ TCL ผ่าน TikTok

    Celebrate Every Moment: ถ่ายคลิปโดยใช้เพลง “TCL” พร้อมติดแฮชแท็ก #TCL22GETHER #22HBDTCL และ #TCLCelebrateEveryMoment เพื่อลุ้นรับของขวัญสุด Exclusive “TCL x Deane Family” จำนวน 22 รางวัล เปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2569 และประกาศผลวันที่ 15 มกราคม 2570 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

    Celebrate Every Home: บอกรัก TCL ผ่านการถ่ายคลิป “TCL Love Story” เล่าความประทับใจที่มีต่อสินค้า TCL ที่ใช้งานจริงภายในบ้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #TCL22GETHER #TCLLoveStory22 และ #WeLoveTCL22 ผู้ชนะจำนวน 22 ครอบครัวจะได้รับผลิตภัณฑ์ TCL ฟรี ครอบครัวละ 1 สินค้า เปิดรับผลงานถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 และประกาศผลวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

    GIVE BACK เพราะทุกก้าวมีความหมายต่อสังคม

    Celebrate Every Step: ชวนคนไทยร่วมสะสมให้ถึงเป้าหมาย 22,000,000 ก้าว ภายใต้แนวคิด “Give a Step Give Back Together” โดยทุก 1,000 ก้าวคิดเป็นเงิน 10 บาท เพื่อส่งเสริมมูลนิธิด้านกีฬาสำหรับผู้พิการ ผู้ที่มียอดก้าวสะสมสูงสุด 22 คน จะได้รับโทรศัพท์ TCL NXTPAPER 70 Pro และหูฟัง TCL Earbuds รุ่น Crystal Clips เปิดสะสมก้าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึง 13 ธันวาคม 2569 และประกาศผลวันที่ 18 ธันวาคม 2569

    “TCL 22GETHER” จึงเป็นมากกว่าการฉลองครบรอบ 22 ปี แต่เป็นการส่งต่อความสุข ทุกโมเมนต์แห่งความประทับใจ ไปจนถึงทุกก้าวที่ร่วมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม

    สามารถติดตามรายละเอียด กติกา และช่องทางลงทะเบียนได้ที่ https://www.tcl.com/th/th และ https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • 22 รายถูกฟัน 193 ล้านบาท: เมื่อ ก.ล.ต. ไทย ลุยปั่นหุ้น TPL-META เพื่อรักษาความเชื่อมั่นตลาด

    22 รายถูกฟัน 193 ล้านบาท: เมื่อ ก.ล.ต. ไทย ลุยปั่นหุ้น TPL-META เพื่อรักษาความเชื่อมั่นตลาด

    คดีปั่นหุ้นที่สะท้อนต้นทุนของการฉ้อโกง

    การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 22 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้นบริษัท ไทยพาร์เซิล จำกัด (มหาชน) หรือ TPL และบริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ META เป็นคดีที่แสดงให้เห็นว่าการปั่นหุ้นไม่ได้เป็นเพียง “เกมของคนในตลาด” แต่เป็นความผิดที่สร้างความเสียหายต่อผู้ลงทุนรายย่อยและต่อความน่าเชื่อถือของตลาดทุนทั้งระบบ

    ก.ล.ต. เรียกให้ผู้กระทำผิดทั้ง 22 รายชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 192.86 ล้านบาท พร้อมกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร โดยในจำนวนนี้เป็นกรณีหุ้น TPL 4 ราย เรียกชำระรวม 20.29 ล้านบาท และกรณีหุ้น META 18 ราย เรียกชำระรวม 172.57 ล้านบาท ตัวเลขค่าปรับและระยะเวลาแบนที่แตกต่างกันตามบทบาทและระดับความเสียหายสะท้อนว่าก.ล.ต. ได้ประเมินความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ได้เหมารวมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในระดับเดียวกัน

    กลไกสร้างราคาที่ ก.ล.ต. ตรวจพบ

    ในกรณี TPL ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่าผู้กระทำผิดทั้ง 4 รายมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งด้านส่วนบุคคลและธุรกิจ และร่วมกันแบ่งหน้าที่สร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น TPL เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งเป็นวันแรกที่หุ้น TPL เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ใบสั่งซื้อราคาสูงก่อนเปิดตลาด

    พฤติกรรมหนึ่งที่ตรวจพบคือการส่งคำสั่งเสนอซื้อหุ้น TPL ในราคาสูงและปริมาณมากในช่วงก่อนเปิดตลาด เพื่อทำให้ราคาหุ้นเปิดสูงกว่าราคาเสนอขายครั้งแรก (IPO) การกระทำเช่นนี้สร้างภาพลวงว่ามีความต้องการซื้อสูงและกระตุ้นให้นักลงทุนรายอื่นเข้าซื้อตาม โดยผู้ลงทุนเหล่านี้อาจไม่ได้รู้ว่าความต้องการซื้อส่วนหนึ่งเป็นคำสั่งที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการผลักดันราคา

    การจับคู่ซื้อขายระหว่างกันและครองคำเสนอซื้อ

    กลไกอีกชั้นคือการส่งคำสั่งเคาะซื้อเพื่อผลักดันราคาและการจับคู่ซื้อขายระหว่างกันในช่วงระหว่างวัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ลงทุนรายอื่นซื้อขายตาม รวมถึงการครองคำเสนอซื้อหลายระดับราคาเพื่อไม่ให้ราคาปรับลดลงและขัดขวางผู้ลงทุนรายอื่นจนต้องส่งคำสั่งซื้อในราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ราคาหุ้นไม่สะท้อนอุปสงค์อุปทานที่แท้จริง และผู้ลงทุนรายย่อยที่เข้าซื้อตามอาจขาดทุนเมื่อราคาปรับกลับเข้าสู่ระดับที่ควรเป็น

    ผลสะเทือนต่อผู้ลงทุนรายย่อยและมาตรฐานตลาด

    คดี TPL-META ไม่ได้จบที่การปรับเงิน แต่มีผลสะเทือนต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย เพราะแสดงให้เห็นว่าก.ล.ต. สามารถไล่ตามความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล ธุรกรรม และพฤติกรรมราคาได้แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2566 การกำหนดโทษทั้งค่าปรับ การแบนซื้อขาย และการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร เป็นการเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุน reputational ให้กับผู้ที่คิดจะใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือทำกำไรจากการสร้างราคาเทียม

    สำหรับนักลงทุนรายย่อย คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากราคาหุ้นเคลื่อนไหวผิดปกติโดยไม่มีคำอธิบายเชิงพื้นฐาน ควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายให้รอบด้าน รายละเอียดคำสั่งลงโทษและรายชื่อผู้กระทำผิดเผยแพร่ในรายงานข่าว Money & Banking เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ลิงก์ https://moneyandbanking.co.th/2026/267050/

  • เมื่อการเงินฝังตัวในแพลตฟอร์ม ใครต้องรับผิดเมื่อสินเชื่อดิจิทัลเกิดปัญหา

    เมื่อการเงินฝังตัวในแพลตฟอร์ม ใครต้องรับผิดเมื่อสินเชื่อดิจิทัลเกิดปัญหา

    จุดเปลี่ยนสำคัญในสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลของไทยคือการที่ ธปท. ยกระดับการกำกับดูแลสินเชื่อรายย่อยและการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะตั้งแต่ปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนจาก “กำกับสถาบัน” ไปสู่ “กำกับกิจกรรมและความเสี่ยง” โดยไม่คำนึงว่าผู้ให้บริการจะเป็นธนาคาร สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มเทคโนโลยี แนวทางนี้ตอบโจทย์ปัญหา embedded finance ที่กิจกรรมทางการเงินกระจายอยู่ทั่วทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ให้กู้ และผู้ให้บริการเทคโนโลยี ทำให้ยากต่อการระบุว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูล การจัดการข้อร้องเรียน และผลลัพธ์ของผู้บริโภค

    แม้ทิศทางจะชัดเจน แต่ CGAP ชี้ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่ครอบคลุมโมเดลที่อิงแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ ความรับผิดชอบร่วมกันในกรณีฉ้อโกงยังไม่สมบูรณ์ และกรอบการล้มละลายยังมีทางออกจำกัดสำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่ยั่งยืนเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ การแทรกแซงด้านความรู้ทางการเงินยังคงเป็นแบบโครงการ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด

    ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิจากแอปฯ เถื่อนมักต้องต่อสู้เพียงลำพัง สภาผู้บริโภคระบุว่าปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนยังครองอันดับต้น ๆ ของเรื่องร้องเรียนด้านการเงิน และผู้บริโภคจำนวนมากต้องรับมือกับปัญหาด้วยตนเอง การมีหน่วยกำกับดูแลเฉพาะจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จะเกิดผลจริงก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเข้าถึงกลไกร้องเรียนได้ และเมื่อหน่วยงานมีอำนาจลงโทษที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    กรณี CLICX ที่ ธปท. เข้าตรวจสอบหลังเกิดกระแสดรามาเรื่องการบิดหนี้ แสดงให้เห็นว่าการกำกับดูแลเชิงรุกยังต้องอาศัยทั้งการตรวจสอบเชิงลึกและการตอบสนองต่อสัญญาณจากสังคม บทเรียนคือการคุ้มครองผู้บริโภคในสินเชื่อดิจิทัลไม่สามารถรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ แต่ต้องออกแบบกลไกเฝ้าระวังที่รับฟังเสียงของผู้บริโภคและตอบสนองได้ทันการณ์ ขณะเดียวกันต้องกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการแต่ละรายให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกขายผ่านหน้าจอที่ผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่ากำลังทำสัญญากับใคร

  • TELECOMS WORLD ASIA 2026 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางความท้าทายครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเอเชีย

    เวทีชั้นนำด้านโทรคมนาคมของเอเชียรวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน ผู้สนับสนุนและบริษัทผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 120 ราย และวิทยากรกว่า 130 คน เพื่อร่วมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม จากการมุ่งขยายขนาดธุรกิจสู่การสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมุ่งเน้นการขยายโครงข่าย เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ และพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในวันที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาแนวทางในการสร้างผลกำไร ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน 

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว Telecoms World Asia 2026 เตรียมกลับมาจัดงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยตลอดระยะเวลา 2 วัน งานจะรวบรวมผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,500 ท่านจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNOs) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือน (MVNOs) ผู้ให้บริการโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมแบบขายส่ง หน่วยงานกำกับดูแล และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางรับมือกับโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน นั่นคือ การเปลี่ยนการเติบโตของธุรกิจให้เป็นผลกำไร พร้อมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว 

    พอล คลาร์ก กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เทอร์ราพินน์ จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ผู้ให้บริการเครือข่าย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มารวมตัวกันในกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ต่างตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าวเป็นอย่างดี และ Telecoms World Asia 2026 คือเวทีที่ผู้นำระดับสูงของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียจะได้ก้าวข้ามการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไปสู่การลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม”  

    กำหนดการประชุมประจำปี 2026 มีเนื้อหาครอบคลุมและหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยแบ่งการประชุมออกเป็นหลายหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Networks, The CX Lab, Wholesale, Digital Inclusion และ Strategy พร้อมรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมกว่า 130 คน เพื่อร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ติดตามรายชื่อวิทยากรและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายชื่อวิทยากร Telecoms World Asia 2026 

    วันแรกของงาน เปิดเวทีด้วยการเสวนาที่ท้าทายมุมมองต่อกระแสความคาดหวังเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการเสวนาในหัวข้อ GenAI จะมุ่งตอบคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าการพิจารณาว่าเทคโนโลยีนี้จะพลิกโฉมธุรกิจโทรคมนาคมได้หรือไม่ นั่นคือ ผู้ให้บริการจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพของ AI ให้กลายเป็นผลตอบแทนทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ร่วมเจาะลึกประเด็นดังกล่าวกับ Amar Huzaimi Md Deris ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท Telekom Malaysia, Rajeev Sethi ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร XLSMART, Sanjay Kaul ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ Circles.Life และ Hamza Khokhar ประธานเจ้าหน้าที่ด้าน AI บริษัท Jazz โดยมี Jayanth Nagarajan ผู้อำนวยการ EQator ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ 

    ต่อเนื่องด้วย Bhupinder Singh ประธาน Vodafone Business International ที่จะนำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมจาก 5G สู่ 5G-Advanced (5G-A) และ 6G พร้อมวิเคราะห์เป้าหมายที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งไป ความท้าทายในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง และสิ่งที่ผู้ให้บริการควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเครือข่ายแห่งอนาคต 

    สำหรับวันที่สองของงาน เริ่มต้นด้วยการเสวนาสุดเข้มข้นภายใต้หัวข้อ “Man + Machine” ซึ่งจะสำรวจว่าองค์กรโทรคมนาคมควรปรับบทบาทผู้นำและรูปแบบการดำเนินงานอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ โดยมี Asif Muhammad Iqbal ที่ปรึกษากลุ่ม AI บริษัท Globe Telecom, Tarit Nimmanwudipong หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท True Corporation, Melvin Jeffrey Chan รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่าย IoT และ Big Data บริษัท Indosat Business ภายใต้ Indosat Ooredoo Hutchison (IOH) และ George Aprane กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท Deutsche Telekom ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมี Sean Bergin ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน APTelecom ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ 

    จากนั้น Xinhua Shao วิศวกรใหญ่จากบริษัท China Telecom จะขึ้นเวทีเพื่อเจาะลึกอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม นั่นคือ การพัฒนาโครงข่ายที่ไม่เพียงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาการทำงานได้โดยอัตโนมัติในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่โครงข่ายโทรคมนาคมอัจฉริยะที่รองรับความต้องการของยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ผนึกกำลังผู้นำโทรคมนาคมระดับภูมิภาคและระดับโลก ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และเจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรม อาทิ 

    – Raymond Ho กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Hutchison Telecommunications Hong Kong Holdings Limited 

    – Nguyễn Hiền Phương ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Vietnamobile 

    – Asif Naimur Rashid ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ Grameenphone 

    – Pepijn Kok ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ AIS 

    – Erik Kvarvåg ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและสถาปนิกด้านความมั่นคงปลอดภัย True Corporation 

    – Ayomal Gunasekera หัวหน้าฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าระดับกลุ่ม Dialog Axiata 

    – Ziad Shatara กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Robi Axiata 

    – Hiroki Kuriyama ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTT DOCOMO GLOBAL 

    – Roderick Santiago ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจองค์กร PLDT 

    นอกจากเวทีประชุมที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาและมุมมองจากผู้บริหารระดับแนวหน้าแล้ว ภายในงานยังมี พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันจากบริษัทชั้นนำกว่า 120 ราย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสนวัตกรรม แพลตฟอร์ม และโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการปรับตัวและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม 

    ผู้สนับสนุนและบริษัทผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าชั้นนำประกอบด้วย China Telecom ในฐานะผู้สนับสนุนหลักพร้อมด้วยผู้สนับสนุนระดับ Gold ได้แก่ CommScope, China Mobile International, Equinix, NTT DATA, Plume, Tejas Networks และ Yango Tech รวมถึง China Unicom Global ผู้สนับสนุนสายคล้องบัตร และบริษัทชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนี้ กิจกรรม Roundtable และ TWA Skyline Sundowners ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ต่อยอดบทสนทนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด 

    Telecoms World Asia 2026 เวทีระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากทั่วโลก โดยรวบรวมผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคเอเชีย อาทิ บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไต้หวัน และไทย พร้อมด้วยผู้ให้บริการเครือข่ายระดับนานาชาติจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองทางธุรกิจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 

    การรวมตัวของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNOs) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือน (MVNOs) และหน่วยงานภาครัฐจากหลากหลายประเทศ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดพันธมิตรทางธุรกิจในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการ MNOs, MVNOs และหน่วยงานภาครัฐสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขการลงทะเบียนที่ผู้จัดงานกำหนด 

    ดูรายละเอียดงานและกำหนดการประชุมฉบับเต็มได้ที่: https://www.terrapinn.com/Telecoms-World-Asia-26-event 

     

    เกี่ยวกับ Telecoms World Asia 

    Telecoms World Asia เป็นเวทีธุรกิจโทรคมนาคมชั้นนำที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียโดยเฉพาะ พัฒนารูปแบบงานให้สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค ทั้งมุมมองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โครงข่าย เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความท้าทายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง โดยในปีนี้ งานก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นจุดนัดพบประจำปีของผู้บริหารระดับสูงและผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากทั่วเอเชีย ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านเวทีประชุม การจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชัน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจตลอด 2 วัน 

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.terrapinn.com/Telecoms-World-Asia-26-event 

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 กับยุทธศาสตร์บุกตลาดญี่ปุ่นของ Deep Tech ไทย

    Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 กับยุทธศาสตร์บุกตลาดญี่ปุ่นของ Deep Tech ไทย

    ญี่ปุ่นคือประตูสู่ตลาดโลกของ Deep Tech ไทย

    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดตัวโครงการ “Startup Thailand Deep Tech Venture 2026” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายนำสตาร์ทอัพเทคโนโลยีเชิงลึกไทย “ลุยสนามจริง” ในประเทศญี่ปุ่น ผ่านเส้นทางเร่งสปีดสู่ตลาดต่างประเทศแบบเข้มข้น ตั้งแต่การยกระดับโมเดลธุรกิจ การโค้ชเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การเรียนรู้ตลาดเป้าหมายแบบเจาะลึก ไปจนถึงการจับคู่ธุรกิจกับพันธมิตรและนักลงทุน

    โครงการนี้ชู 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหาร การแพทย์และสุขภาพ และความยั่งยืน โดยคัดเลือก 10 ทีมจากสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อเข้าสู่กระบวนการเร่งรัด

    ทำไมญี่ปุ่น? ตลาดที่ต้องการ Deep Tech จากต่างประเทศ

    ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีความต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงแต่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรวิจัยและต้นทุนการพัฒนาในประเทศสูง การนำเข้า Deep Tech จากประเทศไทยจึงเป็นทางเลือกที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ โดยเฉพาะในด้าน Food Tech, Medical Tech และ Sustainability ซึ่งเป็นจุดแข็งของนักวิจัยไทย

    ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า “เทคโนโลยีเชิงลึกหรือ Deep Tech คือเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจใหม่ เพราะเป็นเทคโนโลยีจากวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูงที่ยากต่อการเลียนแบบ และสามารถตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลกได้”

    Tech Venture Meetup 2025: ก้าวแรกของความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น

    โครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลต่อเนื่องจาก Tech Venture Meetup in Thailand 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงาน NXPO โดยความร่วมมือระหว่าง NXPO, Leave a Nest จากญี่ปุ่น และ VISUP จากไทย

    งานนี้รวบรวมสตาร์ทอัพ นักลงทุน และองค์กรพันธมิตรจากทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม Deep Tech โดยมีกิจกรรมนำเสนอผลงาน การเสวนา และการสร้างเครือข่าย

    ดร.ศิริพร พิทยโสภณ รองประธาน NXPO กล่าวว่า “เป้าหมาย 1,000 x 1,000 คือการสร้าง 1,000 วิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE) ที่สามารถสร้างรายได้อย่างน้อย 1 พันล้านบาทต่อปี การบรรลุวิสัยทัศน์นี้ต้องอาศัยระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วผ่านความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรระหว่างประเทศ”

    ความสำเร็จเริ่มต้น: 2 บริษัทไทยเซ็น MOU กับพันธมิตรญี่ปุ่น

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 NIA เปิดเผยว่าโครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 ประสบความสำเร็จในการนำ Deep Tech Startup ไทยบุกตลาดญี่ปุ่น โดยมี 2 บริษัทที่เซ็น MOU กับพันธมิตรญี่ปุ่น

    ดร.กริชผกา เปิดเผยว่า NIA กำลังเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีนวัตกรรมเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าธุรกิจในกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมากและมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด

    เป้าหมายการจับคู่ 20+ พันธมิตร และ 3 ความร่วมมือรูปธรรม

    โครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 ตั้งเป้าจับคู่ 20+ พันธมิตร และ 3 ความร่วมมือรูปธรรม ที่จะนำไปสู่การเติบโตในตลาดญี่ปุ่น เป้าหมายนี้สะท้อนว่าการบุกตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องของแค่การขายเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้าง ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว ผ่านการร่วมทุน การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ หรือการเป็นพันธมิตรด้านการผลิต

    บทสรุปของความเปลี่ยนแปลง

    การที่ Deep Tech ไทยสามารถเจาะตลาดญี่ปุ่นได้ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จากต่างประเทศ แต่ยัง ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งนวัตกรรมชั้นสูง ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกในระยะยาว