Blog

  • เดอรานี ยอทช์ เปิดสาขาใหม่ในมาเลเซียที่ปางกอร์มารีนา

    เดอรานี ยอทช์ เปิดสาขาใหม่ในมาเลเซียที่ปางกอร์มารีนา

    พิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดย ดาโต๊ะ มูฮัมหมัด รัดซี มานัน ประธาน MYBOS ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Derani Yachts พร้อมการจัดแสดงเรือยอทช์และการเฉลิมฉลองร่วมกับชุมชน

    ปางกอร์มารีนา, มาเลเซีย – วันที่ 2 กันยายน 2025 — Derani Yachts ได้เปิดสาขาใหม่ในมาเลเซียอย่างเป็นทางการที่ปางกอร์มารีนา
    โดยมีพิธีเปิดซึ่งได้รับเกียรติจาก ดาโต๊ะ มูฮัมหมัด รัดซี มานัน
    ประธานงานแสดงเรือนานาชาติมาเลเซีย (
    MYBOS) เป็นประธานในพิธี
    แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ ดาโต๊ะ เสรี อาหมัด ไฟซาล อาซูมู และภริยา ดาตุก นอร์มะ ฮานุม รวมถึง ดาติน เสรี ดร. โนมี

    Image

    วันนี้เป็นวันที่เป็นสิริมงคล
    เพราะผมได้เห็นพัฒนาการที่น่าชื่นชมสำหรับอุตสาหกรรมทางทะเลในมาเลเซีย” ดาโต๊ะ
    รัดซีกล่าว “ที่ใดที่คุณ Håkan อยู่ ผมก็เห็นธุรกิจ —
    และนั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีเสมอสำหรับอุตสาหกรรมของเรา”

    แขกผู้ร่วมงานยังได้รับเชิญให้ทดลองล่องเรือและเข้าชมเรือยอทช์ Axopar 29 Cross Cabin และ Greenline 40 สองรุ่นที่มีการออกแบบล้ำสมัย
    ผสมผสานความสะดวกสบายบนผืนน้ำได้อย่างลงตัว การจัดแสดงนี้สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์
    สมรรถนะ และไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Derani Yachts และตอบรับกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการล่องเรือหรูในมาเลเซีย

    Greenline 40 HybridAxopar 29 XC Cross Cabin

    Mr. Håkan Lange ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Derani Yachts ได้กล่าวถึงความผูกพันอันยาวนานกับมาเลเซียว่า
    “เราเริ่มขายเรือที่นี่ตั้งแต่ช่วงปี 1990 ดังนั้นในหลาย ๆ
    ด้านมันรู้สึกเหมือนกับการได้กลับบ้านอีกครั้ง อุตสาหกรรมนี้คือเรื่องของผู้คน —
    ทั้งพันธมิตรที่เราทำงานด้วยและลูกค้าที่เราให้บริการ เรานำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดี
    จับมือกับผู้คนที่มีคุณภาพ และร่วมกันทำให้ความฝันนี้ยังคงดำเนินต่อไป”

    Image

    การเฉลิมฉลองยังคงดำเนินต่อที่งานบาร์บีคิวริมท่าเรือ
    ซึ่งแขก ลูกค้า และชุมชนท้องถิ่นได้มารวมตัวกันเพื่อเพลิดเพลินกับอาหาร บทสนทนา
    และมิตรภาพ บรรยากาศสบาย ๆ นี้สะท้อนถึงหัวใจสำคัญของปรัชญา Derani Yachts — ไม่เพียงสร้างธุรกิจ
    แต่ยังสร้างมิตรภาพและชุมชนจากความหลงใหลร่วมกันในการล่องเรือ

    Image

    ดาโต๊ะ รัดซี
    ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในอุตสาหกรรมทางทะเลของมาเลเซียว่า
    “อุตสาหกรรมการพักผ่อนทางทะเลของมาเลเซียยังขาดบริการสนับสนุนที่เพียงพอ
    เราต้องทำงานร่วมกันในฐานะชุมชนเพื่อพัฒนาภาคส่วนนี้ ด้วยงานแสดงใหม่ ๆ
    สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดียิ่งขึ้น และผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง
    เราสามารถสร้างชุมชนที่มีชีวิตชีวาตั้งแต่ลังกาวีทางเหนือไปจนถึงยะโฮร์ทางใต้
    และต่อเนื่องไปยังมาเลเซียตะวันออก”

    สำนักงานใหม่ที่ปางกอร์มารีนาเป็นการขยายการดำเนินงานของ
    Derani Yachts ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ร่วมกับสำนักงานใหญ่ที่ภูเก็ตและพันธมิตรในสิงคโปร์
    โดยสาขาใหม่นี้จะให้บริการขายเรือ บรอคเกอร์ และการทดลองล่องเรือ
    พร้อมด้วยการบริการหลังการขายและพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ระดับนานาชาติที่กำลังเติบโต

    Image

    ทุกที่ในภูมิภาคนี้กำลังลดขนาด
    แต่ผมคิดว่านี่คือเวลาที่เหมาะสมในการเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
    ด้วยพันธมิตรเชิงกลยุทธ์” Lange กล่าวเสริม “เรากำลังวางแผนขยายต่อไป
    รวมถึงความหวังที่จะเปิดสาขาในอินโดนีเซียก่อนสิ้นปีนี้”

    ด้วยพันธมิตรที่แข็งแกร่ง
    ชุมชนที่สนับสนุน และความงดงามทางธรรมชาติของเส้นทางล่องเรือในมาเลเซีย
    การเปิดสาขาใหม่ล่าสุดของ Derani Yachts จึงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในอนาคตของภูมิภาคนี้ในฐานะจุดหมายปลายทางการล่องเรือที่มีชีวิตชีวา

  • ช่องว่างทักษะในธุรกิจ SME ของประเทศไทย: ความท้าทายและทางออก

    ช่องว่างทักษะในธุรกิจ SME ของประเทศไทย: ความท้าทายและทางออก

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นส่วนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีบทบาทในการสร้างงานและส่งเสริมการพัฒนาอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเหล่านี้ต้องเผชิญกับปัญหาหนึ่งที่สำคัญคือการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ปัญหานี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลมากยิ่งขึ้นเนื่องจาก SMEs ต้องการพนักงานที่มีความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทักษะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดช่องว่างทักษะในธุรกิจ SME ของไทยคือความไม่สอดคล้องระหว่างระบบการศึกษาของประเทศและความต้องการของตลาดแรงงาน สถาบันการศึกษาหลายแห่งในไทยยังคงเน้นการสอนทฤษฎีมากกว่าการพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริงในที่ทำงาน ผลลัพธ์คือผู้สำเร็จการศึกษาหลายคนขาดทักษะที่เหมาะสมกับความต้องการของนายจ้าง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง เช่น การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ และการตลาดดิจิทัล

    นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลายอุตสาหกรรมยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับช่องว่างทักษะอีกด้วย ธุรกิจ SMEs มักพบว่าการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องจากพนักงานขาดทักษะที่จำเป็นในการใช้งานและจัดการกับเทคโนโลยีเหล่านี้ หากไม่มีแรงงานที่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้ ธุรกิจก็จะเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม

    อุปสรรคอีกประการหนึ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเผชิญคือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถลงทุนในการพัฒนาบุคลากรได้ ธุรกิจ SME มักมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร ทำให้ไม่สามารถจัดโปรแกรมฝึกอบรมที่ครอบคลุมได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะของพนักงานและความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด

    เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดทักษะนี้ ธุรกิจ SMEs จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่หลากหลาย โดยหนึ่งในทางออกที่สำคัญคือการสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษา การร่วมมือกันระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาจะช่วยให้การศึกษาและการฝึกอบรมสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทักษะและเพิ่มความสามารถของแรงงาน

    รัฐบาลสามารถมีบทบาทสำคัญในการลดช่องว่างทักษะได้ โดยการให้สิ่งจูงใจทางการเงินหรือเงินอุดหนุนแก่ธุรกิจ SME ที่ลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงาน สิ่งจูงใจเหล่านี้จะช่วยลดภาระทางการเงินของธุรกิจและกระตุ้นให้ธุรกิจให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงาน

    นอกจากนี้ SMEs ควรสำรวจวิธีการฝึกอบรมที่มีต้นทุนต่ำและยืดหยุ่น เช่น การใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์และการเรียนผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้พนักงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ โดยไม่ต้องหยุดงานและไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง

    การขาดแคลนทักษะในธุรกิจ SME ของไทยเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา การได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และการใช้วิธีการฝึกอบรมที่ยืดหยุ่น SMEs จะสามารถลดช่องว่างทักษะและสร้างแรงงานที่มีทักษะสูงพร้อมตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้

  • Wacom เปิดตัว MovinkPad Pro 14 ขั้นถัดไปของตระกูล Portable Creative Pad

    Wacom เปิดตัว MovinkPad Pro 14 ขั้นถัดไปของตระกูล Portable Creative Pad

    MovinkPad Pro 14 รุ่นใหม่นี้ต่อยอดจาก
    MovinkPad 11 โดยมาพร้อมกับหน้าจอ OLED ขนาด 14 นิ้ว ประสิทธิภาพที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และแอปพลิเคชันสร้างสรรค์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบพลังและความยืดหยุ่นให้แก่ผู้สร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

    โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – 1 ตุลาคม 2025 – วันนี้
    Wacom ประกาศเปิดตัว Wacom MovinkPad Pro 14 ขั้นถัดไปของตระกูล Portable Creative Pad ที่มอบพลังและความยืดหยุ่นที่เหนือกว่า พร้อมมอบประสบการณ์การสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบในอุปกรณ์เดียว

    MovinkPad Pro 14 ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้สร้างสรรค์ที่ต้องการยกระดับผลงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังมุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพหรือผู้ที่ทำงานอยู่ในระดับนั้นแล้ว

    Image

    หน้าจอและประสิทธิภาพของปากกาที่มอบประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยม

    หน้าจอ OLED ขนาด
    14 นิ้ว ความละเอียด
    2880 × 1800 ครอบคลุมมาตรฐานสี DCI-P3 (CIE1931) (typ) และ sRGB (CIE1931) (typ) เต็ม
    100% พร้อมรีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz มอบรายละเอียดคมชัดและการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลสำหรับงานวาดภาพและงานออกแบบ ด้วย Wacom Premium Textured Glass ที่ผ่านการเคลือบผิวพิเศษเพื่อลดแสงสะท้อน ลดการสะท้อนซ้อน และป้องกันรอยนิ้ว หน้าจอจึงช่วยลดสิ่งรบกวน ขณะที่การยึดเกาะระหว่างชั้นจอโดยตรงช่วยลดอาการพารัลแลกซ์ เพื่อให้ได้สัมผัสเสมือนใช้ปากกาเขียนบนกระดาษจริง
    MovinkPad Pro 14 มาพร้อมกับ Wacom Pro Pen 3 แบบไม่ใช้แบตเตอรี่ ซึ่งได้รับความไว้วางใจในด้านความแม่นยำและให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติในการวาดเขียน

    Image

    เวิร์กโฟลว์สร้างสรรค์ที่ยกระดับให้ดียิ่งขึ้น

    MovinkPad Pro 14 ยังคงฟังก์ชัน Quick Drawing ที่เปิดตัวครั้งแรกใน
    MovinkPad 11 ไว้ดังเดิม เพียงแตะและกดปากกาเบา ๆ เครื่องก็พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์บันทึกไอเดียได้ทันที

    Wacom Canvas เวอร์ชันอัปเกรดเพิ่มลูกเล่นของรูปแบบปากกาและการซูมด้วยมัลติทัช ขณะที่ Wacom Shelf ใหม่ช่วยให้การดูและจัดการไฟล์สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถโอนย้ายโครงการไปยัง Clip Studio Paint ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยมาพร้อมสิทธิ์ใช้งาน DEBUT เป็นเวลาหนึ่งปี และสิทธิ์ใช้งาน EX เป็นเวลาสามเดือน เพื่อเข้าถึงเครื่องมือและฟีเจอร์ระดับสูง

    อุปกรณ์นี้ยังเปิดตัว Wacom Lab แอปพลิเคชันสำหรับทดลองใช้งานฟีเจอร์ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ Instant Pen Display Mode ที่ให้ MovinkPad Pro 14 เชื่อมต่อกับ
    PC หรือ Mac ได้ทั้งแบบมีสายผ่าน USB-C หรือแบบไร้สาย เพื่อใช้งานเป็น Pen Display แบบดั้งเดิม คุณสมบัตินี้ทำให้ผู้สร้างสรรค์ได้ทั้งอิสระจากอุปกรณ์ครบวงจร และความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับเวิร์กโฟลว์บนเดสก์ท็อปเมื่อจำเป็น

    ประสิทธิภาพและความคล่องตัว

    MovinkPad Pro 14 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 15 และขับเคลื่อนด้วย
    Snapdragon® 8s Gen 3 SoC ที่มี
    CPU แบบแปดคอร์ มาพร้อม
    RAM ขนาด 12GB และพื้นที่จัดเก็บ 256GB รองรับความสามารถในการทำงานระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อุปกรณ์นี้สามารถรองรับเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนเกินกว่าการวาดภาพ เช่น การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ และแอนิเมชัน
    แบตเตอรี่ความจุ 10,000mAh ตัวเครื่องบางเพียง 5.9 มม. และมีน้ำหนัก
    699 กรัม ทำให้พกพาได้สะดวกสำหรับการสร้างสรรค์ตลอดทั้งวัน

    “การเปิดตัว
    MovinkPad 11 ในครั้งนี้ เราได้สร้างหมวดหมู่ใหม่ของ Portable Creative Pad สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์” คุณโคจิ ยาโนะ
    รองประธานอาวุโสฝ่าย Creative Experience Unit ของ Wacom กล่าว “MovinkPad Pro 14 รุ่นใหม่นี้ต่อยอดแนวคิดนั้นไปอีกขั้น โดยมอบคุณภาพหน้าจอ ความแม่นยำของปากกา และตัวเลือกเวิร์กโฟลว์ที่ทั้งผู้สร้างสรรค์มือใหม่และมืออาชีพต่างคาดหวัง อุปกรณ์นี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งมอบประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้สร้างสรรค์จดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่”

    ปรับแต่งการใช้งานด้วยปากกาและอุปกรณ์เสริม

    นอกจาก Pro Pen 3 ที่มีมาให้แล้ว MovinkPad Pro 14 ยังรองรับปากกาดิจิทัลจากแบรนด์เครื่องเขียนต่าง ๆ อย่าง
    LAMY, STAEDTLER และ Dr. Grip ด้วย
    นอกจากนี้ยังมีฝาปิดเสริมที่สามารถติดแม่เหล็กเพื่อปกป้องหน้าจอได้

    การวางจำหน่าย

    Wacom MovinkPad Pro 14 จะวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ ผ่านทาง Wacom eStore และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วโลก

    ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.wacom.com/products/wacom-movinkpad-pro-14

  • 【หัตถศิลป์ดั้งเดิมแห่งฮอกไกโด × ประสบการณ์ทำแหวนด้วยตัวเอง】 ร้านทำแหวนคู่รัก “Kobo Smith Sapporo” เปิดตัวคอร์สใหม่ “สลักลายไอนุ” ในคอร์สทำแหวนคู่รัก  มอบประสบการณ์สุดพิเศษเฉพาะที่ฮอกไกโด

    【หัตถศิลป์ดั้งเดิมแห่งฮอกไกโด × ประสบการณ์ทำแหวนด้วยตัวเอง】 ร้านทำแหวนคู่รัก “Kobo Smith Sapporo” เปิดตัวคอร์สใหม่ “สลักลายไอนุ” ในคอร์สทำแหวนคู่รัก มอบประสบการณ์สุดพิเศษเฉพาะที่ฮอกไกโด

    เปิดตัว “สลักแหวนด้วยลายสลักแบบไอนุ” ภายใต้การดูแลโดยคุณ Maki Sekine ช่างฝีมือศิลปะชาวไอนุ

    บริษัท Ippou Co., Ltd. (ตั้งอยู่ที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด) ผู้บริหาร Kobo Smith Sapporo ร้านทำแหวนคู่รักชื่อดัง ได้เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับคอร์สยอดนิยม “คอร์สทำแหวนคู่” โดยเปิดตัว ทางเลือกพิเศษสลักลวดลายดั้งเดิมของชาวไอนุ ชนเผ่าพื้นเมืองแห่งฮอกไกโด

    ◼︎ที่มาของการริเริ่ม
    ถักทอสายใยแห่งความรู้สึก เก็บเกี่ยวความทรงจำผ่านเครื่องประดับ
    นี่คือความตั้งใจที่เรามีต่อการสร้างสรรค์แหวนในทุกๆวัน
    ครั้งนี้เราขอแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมไอนุ ซึ่งบรรพชนได้ปกปักรักษาและสืบทอดมาอย่างยาวนาน
    ด้วยการนำลวดลายดั้งเดิมของชาวไอนุมาประยุกต์สู่การออกแบบแหวน
    ในทุกลวดลาย ล้วนแฝงไว้ด้วยคำอธิษฐานและความปรารถนาดี
    เราหวังจะส่งต่อสิ่งเหล่านั้น ผ่านรูปแบบของเครื่องประดับไปสู่ยุคสมัยต่อไป
    หากเราสามารถเป็นส่วนเล็กๆของการเชื่อมโยงนี้ได้ ก็ถือเป็นความปลาบปลื้มใจอย่างที่สุด
    เราออกแบบโดยคำนึงถึงความเรียบง่ายที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน
    เพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกับความงดงามของแฟชั่นและสัมผัสวัฒนธรรมไอนุได้อย่างใกล้ชิด
    พร้อมกันนั้น เราเชื่อว่าการปกป้องและสืบสานวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่านี้ให้ถึงอนาคต
    คือหนึ่งในบทบาทสำคัญที่เราต้องทำ
    ด้วยความตั้งใจนี้เอง เราจึงตัดสินใจนำลวดลายดั้งเดิมของไอนุมาประยุกต์ใช้กับการผลิตแหวน

    ◼︎การกำกับดูแลด้านการออกแบบ
    สำหรับการนำเสนอคอร์สใหม่นี้ ทางเราได้รับเกียรติจากคุณMaki Sekine ศิลปินหัตถกรรมชาวไอนุ
    มารับหน้าที่กำกับดูแลด้านการออกแบบ
    ภายใต้คำแนะนำและการชี้แนะของคุณMaki Sekine เราได้พัฒนาและดำเนินการด้วยความเคารพต่อวัฒนธรรม พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจและสบายใจ

    ◼︎การกำกับดูแลด้านการออกแบบและข้อความจากคุณMaki Sekine
    ด้วยความผูกพันและโอกาสที่ได้รับ ฉันได้ออกแบบลวดลายไอนุที่สามารถกลมกลืนไปกับเครื่องประดับ
    เพื่อถ่ายทอด “ความรู้สึกที่อยากเก็บรักษาไว้ให้เป็นรูปธรรมสำหรับคนสำคัญ”
    ลวดลายไอนุแต่ละลายล้วนมีความหมายและความปรารถนาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ฉันตั้งใจออกแบบโดยให้ความสำคัญกับทั้ง “ความอ่อนโยน” และ “ความแข็งแกร่ง” เพื่อถ่ายทอดผ่านลวดลายทั้ง 3 แบบ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสความงดงามของวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างใกล้ชิด
    ฉันหวังว่าในทุกๆวัน เครื่องประดับที่มีลวดลายเหล่านี้จะมอบความอบอุ่นและความรู้สึกดีๆให้แก่ผู้สวมใส่ และช่วยแต่งเติมสีสันให้กับชีวิตของทุกท่านอย่างงดงาม

    ◼︎ลวดลายไอนุที่มีให้เลือก

    Mosir
    คำว่า mosir ในภาษาไอนุแปลว่า “แผ่นดิน” (ตัว “ri” เดิมควรเขียนเป็นตัวเล็ก)
    ลวดลายนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากพืชพันธุ์ที่เติบโตบนผืนดิน สื่อถึงโลกที่ผู้คนและธรรมชาติหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน อธิษฐานให้เกิดเป็นสังคมแห่งความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

    Epuy
    คำว่า epuy ในภาษาไอนุหมายถึง “ดอกตูมหรือดอกไม้”
    ลวดลายนี้ออกแบบโดยจินตนาการถึงดอกตูมที่ค่อยๆเบ่งบานตามกาลเวลา กลายเป็นดอกไม้ที่สง่างาม เปรียบเสมือนชีวิตที่เบ่งบานและอนาคตอันงดงามที่กำลังรออยู่

    Atuy
    คำว่า atuy ในภาษาไอนุหมายถึง “ทะเล”
    ลวดลายนี้สะท้อนภาพคลื่นทะเลทั้งคลื่นลูกใหญ่ลูกเล็กและลักษณะที่หลากหลายของท้องทะเล เป็นสัญลักษณ์แห่งการเผชิญกับความท้าทายต่างๆพร้อมทั้งเชื่อมโยงตนเองกับโลกกว้างดุจดั่งท้องทะเลที่ไร้พรมแดน

    ◼︎แนวทางในอนาคต

    Kobo Smith Sapporo จะยังคงยึดมั่นในการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันงดงามของฮอกไกโด พร้อมทั้งมุ่งมั่นสู่การเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นและการพัฒนาบริการเชิงประสบการณ์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็น “ประเพณี ธรรมชาติ หรือศิลปะ” เช่นเดียวกับคอร์สแกะสลักลายไอนุที่เพิ่งเปิดตัว เพื่อมอบโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสความพิเศษในรูปแบบที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวจากต่างภูมิภาค หรือผู้มาเยือนจากต่างประเทศ

    Kobo Smith Sapporo จะยังคงยืนหยัดในการเป็นผู้ช่วยสร้างความทรงจำอันมีค่าให้กับลูกค้าทุกท่าน พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่เสน่ห์ของฮอกไกโดสู่ทั่วประเทศญี่ปุ่นและสู่สายตาของผู้คนทั่วโลกต่อไป

    <สาขาหลักซัปโปโร>

    ร้านทำแหวนแต่งงานและแหวนหมั้นด้วยมือ

    ◼︎ที่อยู่:
    〒060-0062
    Hokkaido, Sapporo-shi, Chuo-ku, Minami 2-jo Nishi 10-chome 1
    Oenon Hokkaido BLD 1F

    <Keio Plaza Hotel Sapporo>
    ร้านทำแหวนคู่ด้วยมือ
    ◼︎ที่อยู่:
    〒060-0005
    Hokkaido, Sapporo-shi, Chuo-ku, Kita 5 Nishi 7-2-1
    Keio Plaza Hotel Sapporo 1F

    ◼︎HP

    https://sapporo-smith.jp/

    ◼︎Instagram

    https://www.instagram.com/smith_sapporo_honten/

    ◼︎GoogleMap

    https://maps.app.goo.gl/KoT87WQnMDAuCDBH8

    ◼︎การสำรองที่นั่ง

    บริการนี้ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้าเท่านั้น

    กรุณาทำการสำรองผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ได้ที่:
    https://widgets.bokun.io/online-sales/96c08a89-d256-430e-8c92-8f3ccc72bcf8/product-list/94828?page=1

    ImageImageImage

  • รูปแบบความผันผวน, สัญญาณนโยบาย, และพลศาสตร์สภาพคล่องใน SET

    รูปแบบความผันผวน, สัญญาณนโยบาย, และพลศาสตร์สภาพคล่องใน SET

    ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์แสดงออกในประเทศไทยไม่เพียงแค่ผ่านผลกำไร แต่ยังผ่านความผันผวนและสภาพคล่อง ช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจะทำให้ส่วนต่างราคาหุ้น (bid-ask spread) กว้างขึ้น, ความลึกในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางลดลง, และความผันผวนที่เกิดขึ้นใน SET50 จะสูงขึ้น การจำกัดสภาพคล่องนี้ทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวเกินจริง โดยเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ, สร้างโอกาสให้นักลงทุนที่เข้าใจปฏิทินนโยบายและความไวในกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากการปรับตัวนี้

    รอบการเลือกตั้ง, การปรับเปลี่ยนในคณะรัฐมนตรี, และการปรับนโยบายมักจะทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอตัว, ส่งผลกระทบต่อผู้รับเหมา, ผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง, และผู้ให้บริการทางการเงินจากภาครัฐ ตลาดจะคาดการณ์ถึงการหยุดชะงักเหล่านี้โดยการปรับค่าตัวลงในหุ้นที่มีประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐและหมุนเวียนไปยังหุ้นที่มีความมั่นคง (เช่น โทรคมนาคม, สินค้าอุปโภคบริโภค, และสาธารณูปโภคที่มีการควบคุม) การผ่านงบประมาณและการเริ่มต้นโครงการใหม่จะส่งผลให้ตลาดหมุนกลับ, โดยรางวัลจะมอบให้แก่ผู้ที่ติดตามกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างและการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม

    ภูมิรัฐศาสตร์ภายนอกแทรกซึมผ่านพลังงานและการค้าด้วย เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งหรือการคว่ำบาตรจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งและผลิต, กดดันภาคค้าปลีกและขนส่ง แต่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและปิโตรเคมีบางประเภทสามารถได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่ขยายตัว การตอบสนองจากรัฐบาลในการตั้งอัตราภาษีหรือการปรับสูตรการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในประเทศ

    ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นตัวเสริมในกระบวนการนี้ เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ค่าเงินบาทมักจะอ่อนค่าลงซึ่งกระทบต่อการนำเข้าราคาเพิ่มขึ้นและปรับเปลี่ยนแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวสามารถเพิ่มรายได้จากการส่งออกในแง่ท้องถิ่น ขณะเดียวกันต้นทุนสำหรับบริษัทที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อดอลลาร์จะสูงขึ้น นักลงทุนจะต้องติดตามสัญญาณการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การไหลของเงินทุนจากต่างประเทศ, ทิศทาง USD/THB, และการคาดการณ์การส่งออก

    การท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนที่ผันผวนที่สุด กฎระเบียบวีซ่า, ความสัมพันธ์ทางการทูต, และความสามารถในการให้บริการของสายการบินจากประเทศแหล่งต้นทางหลัก (จีน, อาเซียน, ยุโรป, รัสเซีย) จะมีผลต่ออัตราการเข้าพักโรงแรมและการค้าปลีกปลอดภาษี แม้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในจำนวนผู้มาเยือนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผลกำไรเนื่องจากค่าใช้จ่ายคงที่สูงในการดำเนินงานโรงแรม

    การสื่อสารทางการเมืองจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานการคลังยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเส้นทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อหรือเพื่อปกป้องค่าเงินจะช่วยสนับสนุนมาร์จินดอกเบี้ยสุทธิของธนาคาร แต่ก็อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจากหนี้สินเพิ่มขึ้น หากการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเผชิญกับต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นและอาจพบว่าการขายลดลงหากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ขณะที่บริษัทที่ให้บริการสาธารณูปโภคที่มีการปรับค่าใช้จ่ายตามอัตราผ่านจะสามารถรับมือได้ดีในบางกรณี แต่ก็อาจเห็นผลกระทบที่ผันผวนในผลประกอบการรายไตรมาส

    สภาพคล่องเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์มีความตึงเครียด เมื่อเกิดความเสี่ยงจากภายนอก เงินทุนจากต่างประเทศจะไหลออกจากตลาด ซึ่งจะลดความสามารถในการสร้างตลาดของหุ้นขนาดเล็ก ทำให้หุ้นเหล่านี้มีความผันผวนสูงขึ้นและราคามักจะขยับอย่างรุนแรงในช่วงที่มีการลดความเสี่ยง นักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญสามารถใช้กลยุทธ์การเข้าซื้อแบบค่อยเป็นค่อยไป (staged entry), การตั้งราคาแบบจำกัด (price limits), และการใช้การซื้อขายตามราคาเฉลี่ย (VWAP) เพื่อลดการกระแทกของราคาหรือ slippage

    เครื่องมืออนุพันธ์ (อนุพันธ์ดัชนี, ออปชัน) เป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนจากการผันผวนของตลาด ใช้สัญญาณการเคลื่อนไหวของ USD/THB เป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์

    การจัดการความเสี่ยงมีความสำคัญไม่แพ้การเลือกหุ้น การกำหนดช่วงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น (เช่น ราคาน้ำมันสูงขึ้น, การท่องเที่ยวลดลง, FDI เพิ่มขึ้น) และปรับน้ำหนักการลงทุนตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเหล่านั้น เช่น ในสถานการณ์ที่น้ำมันราคาสูงขึ้น ให้น้ำหนักกับกลุ่มโรงกลั่นและบริษัทพลังงาน, แต่หากสถานการณ์การท่องเที่ยวลดลง ให้ลดการลงทุนในกลุ่มโรงแรมและสนามบิน และเพิ่มการลงทุนในกลุ่มที่มีการปรับตัวช้า (defensive stocks) เช่น บริษัทโทรคมนาคมหรือสินค้าอุปโภคบริโภค

    การประเมินคุณภาพของงบดุลก็มีความสำคัญเช่นกัน บริษัทที่มีเงินสดสุทธิหรือหนี้สินที่ได้รับการจัดสรรดีมักจะทำได้ดีกว่าในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง เลือกบริษัทที่มีการบริหารจัดการงบประมาณที่ดีและการป้องกันความเสี่ยงที่ชัดเจนในการเผชิญกับความไม่แน่นอน

    นักลงทุนควรมีแผงควบคุมข้อมูลที่อัปเดตอย่างสม่ำเสมอ เช่น การไหลของเงินทุนจากต่างประเทศ, การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท, อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร, ราคาน้ำมัน, การเดินทางของนักท่องเที่ยวจากแต่ละประเทศ, การขายที่ดินอุตสาหกรรม, และการดำเนินการของโครงการจากภาครัฐ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจในการปรับพอร์ตการลงทุนตามสถานการณ์

    ตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในระยะยาวก็มักจะกลับมาทำงานตามกรณีการลงทุนพื้นฐาน ดังนั้น นักลงทุนที่สามารถติดตามกระแสข้อมูลและเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ตามสถานการณ์จะสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ประเทศไทยในบริบทอาเซียน: อัตราดอกเบี้ย ความยืดหยุ่น และค่าเงินบาท

    ประเทศไทยในบริบทอาเซียน: อัตราดอกเบี้ย ความยืดหยุ่น และค่าเงินบาท

    เมื่อมองจากมุมมองภูมิภาค ภาคธนาคารของประเทศไทยผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงที่ระมัดระวังกับความก้าวหน้าในด้านดิจิทัล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดนโยบายโดยใช้เป้าหมายเงินเฟ้อที่ยืดหยุ่นและอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวที่มีการจัดการ ซึ่งมีแนวทางคล้ายคลึงกับหลายประเทศในอาเซียน สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างคือการพึ่งพาการท่องเที่ยวในเศรษฐกิจและภาระหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อและการบริโภคในทางปฏิบัติ

    ในช่วงที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ผลกระทบแรกจะเห็นได้ในสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและการกำหนดราคาเงินกู้ใหม่ ธนาคารจะปรับอัตรา MLR, MOR, และ MRR ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นสำหรับผู้กู้ที่มีสินเชื่อที่ปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะกระทบต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนองและสินเชื่อบ้านจะมีราคาสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้การซื้อบ้านชะลอตัว ในขณะเดียวกัน SMEs ที่พึ่งพาสินเชื่อหมุนเวียนและวงเงินเบิกเกินบัญชีจะต้องบริหารเงินสดอย่างรอบคอบ ซึ่งจะทำให้การเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ชะลอตัว

    เงินฝากทำหน้าที่เป็นเข็มทิศและข้อจำกัดในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ธนาคารไทยมักจะพึ่งพาเงินฝากจากบัญชีออมทรัพย์และบัญชีออมทรัพย์ปัจจุบัน (CASA) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ผู้ฝากเงินอาจจะหันไปลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น เงินฝากประจำ หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดเงิน ซึ่งจะทำให้ธนาคารต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดเงินฝากและจะส่งผลให้ต้นทุนในการระดมทุนสูงขึ้น

    เมื่อค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหว มันสามารถส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการนำเข้าได้ การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสามารถกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้า หรืออาจจะส่งผลให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งในกรณีนี้ ธปท. จะต้องพิจารณาความเสี่ยงจากภายนอกและภายในประเทศในการปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างรอบคอบ หากเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศ ในขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้การส่งออกชะลอตัวได้

    ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ก็จะช่วยให้การนำเข้าสินค้าถูกลง ซึ่งจะลดแรงกดดันจากการนำเข้าเงินเฟ้อและเปิดโอกาสให้ธปท. ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามความเหมาะสม แต่หากการปรับค่าเงินบาทไม่สมดุล หรือค่าเงินบาทอ่อนค่ามากเกินไป อาจสร้างแรงกดดันให้ธปท. ต้องพิจารณานโยบายที่รอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของค่าเงิน

    ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในช่วงที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นขึ้นอยู่กับการจัดการความเสี่ยงและการตั้งสำรองความเสี่ยง หากธนาคารสามารถปรับสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและการจัดการต้นทุนการระดมทุนได้ดี ก็สามารถใช้โอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (NIM) ได้ แต่หากการเติบโตของสินเชื่อชะลอตัวหรือมีการตั้งสำรองที่สูง ก็อาจทำให้กำไรจากการดำเนินงานลดลง

    ในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยลดลง ธนาคารอาจจะต้องเผชิญกับมาร์จินที่แคบลง แต่อาจมีการกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อและการขยายตัวในภาคการบริโภค การลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการชำระหนี้สำหรับลูกค้ารายย่อย และกระตุ้นให้มีการรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและสินเชื่อรถยนต์ ทำให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ ๆ ได้ แต่การลดลงของอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวอาจจะส่งผลให้ธนาคารมีความท้าทายในการรักษาระดับมาร์จิน

    ระบบการชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบ PromptPay และการชำระเงินผ่าน QR ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ธนาคารดิจิทัลก็เริ่มมีบทบาทสำคัญในการให้บริการทางการเงิน โดยเฉพาะในการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารแบบดั้งเดิม การใช้เทคโนโลยีช่วยให้ธนาคารสามารถประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้นและช่วยในการตัดสินใจให้สินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ การพัฒนาทางด้านการเงินที่ยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับธนาคารไทย การให้สินเชื่อสีเขียวและการส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในกลยุทธ์ของธนาคาร ในอนาคต การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ยั่งยืนจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบการเงินของประเทศไทยและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    สรุปแล้ว การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยี และการนำแนวทางการเงินที่ยั่งยืนมาใช้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับธนาคารในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวและค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวตามสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอก

  • เทคโนโลยีบล็อกเชนและสตาร์ทอัพ: ยุคใหม่ในภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีของประเทศไทย

    เทคโนโลยีบล็อกเชนและสตาร์ทอัพ: ยุคใหม่ในภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีของประเทศไทย

    ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้งาน โดยมีระบบนิเวศของสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในประเทศ เทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของสกุลเงินดิจิทัลกำลังกระจายไปในหลายภาคส่วน เช่น การเงิน การดูแลสุขภาพ โลจิสติกส์ และอื่นๆ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร และบทบาทของสตาร์ทอัพในการขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้คืออะไร

    การยอมรับเทคโนโลยีบล็อกเชนในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างแข็งขัน รัฐบาลไทยได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล โดยเฉพาะการกำหนดกรอบกฎหมายและข้อกำหนดที่ชัดเจนเพื่อให้การใช้บล็อกเชนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ได้ออกข้อกำหนดที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

    อุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทยกำลังประสบการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน สตาร์ทอัพในประเทศไทยหลายแห่งกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้บล็อกเชนในการให้บริการทางการเงิน เช่น การให้กู้ยืม การประกันภัย และการบริหารจัดการสินทรัพย์ การนำบล็อกเชนมาใช้ช่วยให้ลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับบริการจากธนาคารแบบดั้งเดิม

    เทคโนโลยีบล็อกเชนยังถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น โลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน สตาร์ทอัพที่ทำงานในภาคส่วนนี้ใช้บล็อกเชนเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการติดตามสินค้าตลอดกระบวนการผลิตและการจัดส่ง ทำให้ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่าสินค้าที่พวกเขาซื้อเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและสามารถติดตามได้

    ตลาดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เทคโนโลยีบล็อกเชนได้รับการยอมรับมากขึ้น การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้สตาร์ทอัพในประเทศไทยหลายรายพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี กระเป๋าเงินดิจิทัล และโซลูชันการชำระเงินที่ใช้บล็อกเชน

    การที่ประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้กับประเทศที่เป็นผู้นำด้านบล็อกเชน เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น ทำให้ประเทศไทยสามารถร่วมมือกับพันธมิตรในระดับนานาชาติ ซึ่งช่วยเร่งการพัฒนาและขยายตลาดให้กับสตาร์ทอัพในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ การศึกษาก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีบล็อกเชนในประเทศไทย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ เริ่มมีการจัดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน การเงินดิจิทัล และสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งช่วยเตรียมพร้อมบุคลากรที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนการเติบโตของเทคโนโลยีนี้ในอนาคต

    เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังก่อตัวเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยในยุคดิจิทัล ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาล ระบบนิเวศของสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง และความสนใจที่เพิ่มขึ้นในสกุลเงินดิจิทัล ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนในอนาคต

  • HEYONE Bangkok Pop-Up ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง คอลเลกชันลิมิเต็ดสไตล์จีนของ MIMI กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง

    HEYONE Bangkok Pop-Up ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง คอลเลกชันลิมิเต็ดสไตล์จีนของ MIMI กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง

    เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2025 แบรนด์ของเล่นดีไซน์เนอร์จากจีน HEYONE ได้เปิดงานป๊อปอัพธีมขนาดใหญ่เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ณ คอมเพล็กซ์การค้าและวัฒนธรรมชื่อดังของกรุงเทพฯ ICONSIAM ภายใต้ธีม “Heyday Playland” ที่มีพื้นที่จัดแสดงกว่า 1,000 ตารางเมตร กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของวัฒนธรรมของเล่นดีไซน์เนอร์ในกรุงเทพฯ

    จนถึงขณะนี้ งานดังกล่าวมีผู้เข้าชมและซื้อสินค้ารวมแล้วกว่า 5,000 คน สื่อกระแสหลักของไทยหลายแห่ง เช่น Daily News และ Bangkok Post ได้รายงานสดจากงาน ขณะที่คนดังอย่าง Pond Ponlawit และ ICE PARISS ก็เข้าร่วมงานด้วย เมื่อมีการเปิดตัวสินค้าลิมิเต็ดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้อิทธิพลของงานขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการของเล่นดีไซน์เนอร์ในไทยประจำเดือนกันยายนนี้

    Image

    งานเซ็นของนักออกแบบ MIMI คอลเลกชันสไตล์จีนได้รับความนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    HEYONE ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมเทรนดี้และแบ่งปันความสนุกสนานบริสุทธิ์ ปัจจุบันได้พัฒนา IP อาทิ “OZAI” “MIMI” และ “R3NA” ที่ได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ของเล่นดีไซน์เนอร์ออริจินัลจากจีนที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในงานครั้งนี้ HEYONE ได้เปิดตัว IP รุ่นใหม่ เช่น “OZAI – The Silent Tragicomedy” และ “MIMI – Full Moon Moment” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ และยังได้เปิดตัวซีรีส์บลายด์บ็อกซ์ลิมิเต็ดสำหรับต่างประเทศ “MIMI – Jiuzhou Odyssey” เมื่อวันที่ 13 กันยายน โดยมีธีมการเดินทางของ MIMI ทั่วแผ่นดินจีน ผสมผสานองค์ประกอบความงามแบบจีนดั้งเดิม เช่น ร่มกระดาษน้ำมัน โคมไฟ และม้วนหนังสือ พร้อมเนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญอย่างมณฑลเสฉวนและนครฉางอัน ถ่ายทอดเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม สินค้าถูกจำหน่ายหมดทันทีที่เปิดตัว

    นับตั้งแต่เปิดตัว MIMI ได้ออกซีรีส์แล้วมากกว่าสิบชุด ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมจีนและรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทำให้เป็นที่ชื่นชอบอย่างกว้างขวางในหมู่นักสะสม ซีรีส์อย่าง “MIMI – WuShi Xiao YaoGuai” และ “MIMI – The Poem of Nature” กลายเป็นกระแสไวรัล ส่งผลให้ MIMI ได้รับการขนานนามว่าเป็น “IP สไตล์จีนอันดับ 1” ของวงการของเล่นดีไซน์เนอร์

    Image

    ทั้งนี้ งานดังกล่าวถือเป็นการเปิดตัวออฟไลน์ครั้งแรกของซีรีส์ “MIMI – Jiuzhou Odyssey” โดยนักออกแบบ HUHU ได้จัดกิจกรรมเซ็นลายเซ็นให้แฟน ๆ พร้อมถ่ายรูปและพูดคุยอย่างใกล้ชิด รวมถึงรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานใหม่ HUHU กล่าวว่า: “ความงามแบบจีนคือหัวใจของ MIMI คอลเลกชันลิมิเต็ดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ MIMI เป็นสะพานทางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้แฟนทั่วโลกได้ชื่นชมภูมิทัศน์ของจีน และสัมผัสเสน่ห์และเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม” แฟนคนหนึ่งหลังจากได้ร่วมกิจกรรมกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า: “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบ HUHU ฉันสนใจวัฒนธรรมจีนมาโดยตลอด และ MIMI ถ่ายทอดความงามแบบจีนออกมาได้อย่างลงตัว ซีรีส์ ‘Jiuzhou Odyssey’ มีเสน่ห์ทั้งด้านการออกแบบและเรื่องราว ทำให้ฉันตั้งตารอของเล่นดีไซน์เนอร์สไตล์จีนมากยิ่งขึ้น”

    Image

    ความนิยมอย่างล้นหลามในไทย HEYONE ใช้ของเล่นดีไซน์เนอร์เผยแพร่วัฒนธรรมจีน

    นับตั้งแต่ครึ่งปีหลัง HEYONE ได้เข้าร่วมงานนิทรรศการนานาชาติขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงจัดงานป๊อปอัพในหลายประเทศทั่วโลก การร่วมมือกับศูนย์การค้า ICONSIAM ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของทัวร์ป๊อปอัพระดับโลก “Heyday Playland” ทั้งนี้ HEYONE ได้ลงทุนในตลาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมงาน Thailand Toy Expo (TTE) ต่อเนื่องถึง 3 ปีติดต่อกัน ที่งานปีนี้ HEYONE ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ซีรีส์ MIMI “Ice Age Baby Elephant” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ผลิตภัณฑ์ลิมิเต็ดธีมไทยนี้ ผสมผสานความเชื่อเรื่องช้างอันเป็นสิริมงคลของวัฒนธรรมไทยเข้ากับการออกแบบแบบจีนดั้งเดิม โดยใช้ลวดลายไทยผสานกับองค์ประกอบธีมน้ำแข็งแช่แข็ง ขณะที่ยังคงความงามแบบจีนไว้อย่างครบถ้วน และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย

    Image

    ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ของเล่นดีไซน์เนอร์ได้กลายเป็นพลังใหม่ในการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนในต่างแดน โดยโดดเด่นในตลาดต่างประเทศด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว นำโดย MIMI ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมด้วยเนื้อหาอันลึกซึ้งและความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ความสำเร็จของงานป๊อปอัพ “Heyday Playland” ในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านของเล่นดีไซน์เนอร์กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก สำหรับ HEYONE ภารกิจได้ก้าวข้ามจากการ “ขายสินค้า” ไปสู่การ “เผยแพร่วัฒนธรรม” อย่างแท้จริง

    ในอนาคต ของเล่นดีไซน์เนอร์มีแนวโน้มที่จะกลายเป็น “ภาษา” ใหม่ในการสื่อสารระหว่างจีนกับโลก ถ่ายทอดเรื่องราวของจีนอย่างมีชีวิตชีวา เผยแพร่วัฒนธรรม และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนพหุวัฒนธรรม HEYONE ในฐานะแบรนด์ชั้นนำของวงการของเล่นดีไซน์เนอร์ ได้สร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติแล้ว และจะเดินหน้ามีบทบาทสำคัญต่อไป เพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวของวัฒนธรรมของเล่นดีไซน์เนอร์จีนในระดับโลก และช่วยให้วัฒนธรรมจีนเปล่งประกายบนเวทีโลก

    เว็บไซต์ทางการ HEYONE: https://heyoneglobal.com/

  • อนาคตของธุรกิจการเกษตรในประเทศไทย: โอกาสและอุปสรรค

    อนาคตของธุรกิจการเกษตรในประเทศไทย: โอกาสและอุปสรรค

    ภาคการเกษตรเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศไทย โดยธุรกิจการเกษตรมีบทบาทสำคัญไม่เพียงแต่ในการผลิตอาหาร แต่ยังรวมถึงการแปรรูปและการส่งออกอาหารด้วย ภาคการเกษตรของไทยมีการพัฒนาที่รวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและโครงการของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการเกษตรยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคที่สามารถขัดขวางศักยภาพการเติบโตอย่างเต็มที่

    โอกาสในการเติบโตในภาคธุรกิจการเกษตรของประเทศไทย

    ภูมิประเทศทางการเกษตรของประเทศไทยมีความหลากหลายและทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการผลิตสินค้าการเกษตรหลายประเภท ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และธุรกิจการเกษตรยังคงค้นหาโอกาสในการขยายตัวในผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ความต้องการผลไม้เมืองร้อน เครื่องเทศ และสมุนไพรจากประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสร้างโอกาสในการขยายตลาดไปทั่วโลก

    การมุ่งเน้นของรัฐบาลในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรสร้างโอกาสให้กับธุรกิจการเกษตรในการลงทุนในเทคโนโลยีทันสมัย เช่น การเกษตรที่แม่นยำ การใช้โดรน เซ็นเซอร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้กับทั้งสตาร์ทอัพในท้องถิ่นและบริษัทต่างประเทศที่ต้องการลงทุนในธุรกิจการเกษตรของประเทศไทย

    ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงท่าเรือและสนามบินที่พัฒนาแล้ว การเป็นสมาชิกในหลายข้อตกลงการค้าเสรีช่วยให้ธุรกิจการเกษตรสามารถขยายตลาดออกไปได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน อินเดีย และประเทศสมาชิกอาเซียน

    อุปสรรคที่ธุรกิจการเกษตรในประเทศไทยต้องเผชิญ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีโอกาสมากมาย ธุรกิจการเกษตรในประเทศไทยก็ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญคือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และฝนที่ไม่แน่นอนกำลังส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ยากที่จะคาดการณ์ผลผลิตและวางแผนสำหรับอนาคต การไม่สามารถคาดเดาผลผลิตเป็นปัญหาสำคัญโดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกที่ต้องการความสม่ำเสมอในการผลิต

    อีกหนึ่งปัญหาคือการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ เนื่องจากภาคเกษตรกรรมในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องว่างในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ต้องการความเชี่ยวชาญทางเทคนิค การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะทำให้การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เป็นเรื่องยาก

    อีกปัญหาหนึ่งคือการผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินของธุรกิจ การผันผวนของราคาสินค้าการเกษตรสามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้ นอกจากนี้ เกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของแรงงานเกษตรกรรมในประเทศไทยมักจะประสบปัญหาจากการขาดแคลนทรัพยากรและการสนับสนุนที่ไม่เท่าเทียม

    นอกจากนี้ นโยบายทางการเกษตรยังคงมีความไม่แน่นอน แม้จะมีการสนับสนุนและการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่บางครั้งนโยบายเหล่านี้มักจะเป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างในภาคการเกษตรได้

  • การมีส่วนร่วมของ SMEs ในเศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศไทย

    การมีส่วนร่วมของ SMEs ในเศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศไทย

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นเสาหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ธุรกิจเหล่านี้มีบทบาทหลายด้านในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และกระตุ้นการแข่งขันในตลาดท้องถิ่น เมื่อ SMEs เติบโต ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแบบรวมและเป็นธรรมมากขึ้น

    SMEs คิดเป็นส่วนใหญ่ของธุรกิจในประเทศไทย โดยประมาณ 99% ของธุรกิจทั้งหมดเป็น SMEs และสร้างงานได้มากถึง 75% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งทำให้ SMEs เป็นผู้ให้บริการงานรายใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดเล็กๆ ที่มีบริษัทขนาดใหญ่ไม่มาก การจ้างงานใน SMEs จึงช่วยลดปัญหาการว่างงานและทำให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่ทั้งเมืองและชนบท

    ความสำคัญของ SMEs ในการสร้างตลาดที่มีการแข่งขันมากขึ้นนั้นไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้มักทำงานในตลาดเฉพาะกลุ่มที่ตอบสนองความต้องการและความชอบของลูกค้าในพื้นที่ ซึ่งทำให้สามารถแข่งขันได้ในลักษณะที่บริษัทใหญ่ไม่สามารถทำได้ ตัวอย่างเช่น SMEs สามารถเน้นตลาดเฉพาะที่มีความต้องการสูง หรือผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความชอบของลูกค้าในท้องถิ่น การปรับตัวนี้ช่วยเพิ่มนวัตกรรมและทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ในเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ความสัมพันธ์ระหว่าง SMEs กับเศรษฐกิจท้องถิ่นไม่ได้จำกัดเพียงแค่การสร้างงานเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อการพัฒนาโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งอีกด้วย ธุรกิจขนาดเล็กหลายๆ แห่งทำงานร่วมกับผู้จัดหาวัตถุดิบในท้องถิ่น สร้างเครือข่ายธุรกิจที่เป็นประโยชน์แก่การเจริญเติบโตของกันและกัน โซ่อุปทานที่มุ่งเน้นในท้องถิ่นช่วยกระตุ้นการค้าท้องถิ่น และทำให้เงินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในชุมชน

    รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับ SMEs โดยได้ดำเนินนโยบายหลายด้านเพื่อช่วยสนับสนุนการเติบโตของ SMEs ผ่านโครงการสนับสนุนการเงิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดภาษี และบริการพัฒนาธุรกิจ การมีนโยบายเหล่านี้ช่วยให้ SMEs สามารถขยายตัวและเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีโครงการต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลให้ SMEs สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    SMEs ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในเศรษฐกิจไทย แม้ว่าบริษัทขนาดใหญ่จะมีทรัพยากรมากมาย แต่ SMEs มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ทำให้สามารถทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ สร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขนาดเล็กในภาคเกษตรของไทยหลายแห่งได้นำแนวทางการทำเกษตรยั่งยืนมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

    ในพื้นที่ชนบท SMEs มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การเปิดธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ช่วยสร้างงาน ลดการย้ายถิ่นฐานไปยังเมืองใหญ่ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่ยังสามารถกระจายไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ได้

    สุดท้าย SMEs ยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศไทย ธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งมีรากฐานในประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมาทางวัฒนธรรม งานฝีมือ หรือการทำอาหารท้องถิ่น การอนุรักษ์วัฒนธรรมนี้ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์ทางสังคมในพื้นที่ ทำให้การท่องเที่ยวเจริญเติบโตและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว