Blog

  • BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    การขุดคริปโตเคอร์เรนซีบนคลาวด์ การขุด

    BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    Image

    ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศกลยุทธ์การพัฒนา “ทุนคริปโต” อย่างเป็นทางการ โดยเสนอการผลักดันอย่างเต็มรูปแบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล และเศรษฐกิจแห่งพลังการประมวลผล หลายรัฐได้นำมาตรการลดหย่อนภาษีและเปิดรับสมัครใบอนุญาตเพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีคริปโตเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง โดยทั่วไปแล้ว ตลาดเชื่อว่าเงินปันผลตามนโยบายชุดนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินโลกเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับนักลงทุนทั่วไปในการเข้าร่วม

    ในขณะที่กลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น “การซื้อและกักตุน” เหรียญค่อยๆ หมดความนิยม นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงหันมาใช้วิธีการที่มีความเสถียร มีประสิทธิภาพ และเชิงรับมากขึ้น นั่นคือ การขุดคริปโตเคอร์เรนซีบนคลาวด์ การขุดบนคลาวด์กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสะสมความมั่งคั่งในยุคนี้ ด้วยนโยบายที่เอื้ออำนวยและการลดต้นทุนด้านพลังงาน

    การขุดบนคลาวด์คืออะไร?

    การขุดบนคลาวด์ (Cloud Mining) คือวิธีการขุดที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์หรือสร้างฟาร์มขุด ด้วยการเช่าพลังประมวลผลจากแพลตฟอร์มและซื้อสัญญาอัจฉริยะ แพลตฟอร์มจะเชื่อมต่อผู้ใช้กับกลุ่มขุดทั่วโลกโดยอัตโนมัติเพื่อทำการขุด และจ่ายผลกำไรโดยอัตโนมัติทุกวัน ผู้ใช้เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิค

    BTC Miner Cloud Mining: สัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมให้บริการแล้ว!

    ในฐานะแพลตฟอร์มการขุดบนคลาวด์ชั้นนำของโลก BTC Miner ได้เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ยหลายชุด สัญญาระดับไฮเอนด์บางสัญญาให้ผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็น “การรับประกันเงินต้นและผลตอบแทน” อย่างแท้จริง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง

    ข้อดีหลักของการขุดบนคลาวด์:

    Zero Entry: ไม่จำเป็นต้องซื้อฮาร์ดแวร์หรือมีประสบการณ์ทางเทคนิค และลงทะเบียนเพื่อรับโบนัสทดลองขุดมูลค่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    ไม่ต้องติดตั้ง: แพลตฟอร์มจะจัดสรรพลังประมวลผลโดยอัตโนมัติ และจัดการการขุดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

    สภาพคล่องสูง: ระยะเวลาสัญญาที่ยืดหยุ่น โดยมีการลงทุนขั้นต่ำ 1 วัน ชำระผลกำไรรายวัน และสามารถถอนเงินได้ทุกเมื่อ

    ประหยัดพลังงาน: แพลตฟอร์มนี้ผสานรวมกับฟาร์มขุดสีเขียว เช่น ไอซ์แลนด์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

    ห้าจุดเด่นของแพลตฟอร์ม BTC Miner:

    ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ: แพลตฟอร์มนี้มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหราชอาณาจักร มีระบบที่เสถียร และข้อมูลที่โปร่งใส

    ตัวเลือกสัญญาที่หลากหลาย: เลือกสัญญาได้หลากหลายรูปแบบ และกลไกการรับประกันเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งานทั่วไป

    รองรับหลายสกุลเงิน: สามารถฝากและถอนเงินสำหรับสกุลเงินดิจิทัลหลักๆ เช่น BTC, ETH, USDT, XRP และ DOGE

    การชำระเงินทันที: ฝากผลกำไรรายวัน และสามารถถอนเงินได้ทุกเมื่อ โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่อง

    สิทธิประโยชน์จากการเชิญชวน: รับค่าคอมมิชชั่นจากการโปรโมตแพลตฟอร์มของคุณ และรับส่วนแบ่งกำไรตลอดชีพจากการชวนเพื่อนมาลงทุน

    เริ่มต้นอย่างไร? การเข้าร่วมแพลตฟอร์มการขุดบนคลาวด์ BTC Miner เป็นเรื่องง่ายเพียงสามขั้นตอน:

    เยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและลงทะเบียนด้วยที่อยู่อีเมลของคุณ → https://btcminer.net

    หลังจากลงทะเบียนสำเร็จ คุณจะได้รับเครดิตทดลองใช้ฟรีมูลค่า 500 ดอลลาร์โดยอัตโนมัติ

    เลือกสัญญา สั่งซื้อได้ในคลิกเดียว และรับข้อมูลการชำระเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    สัญญา BTC Miner:

    สัญญา $500 ระยะเวลา 1 วัน รายได้ต่อวัน $2 [สัญญาฟรี]

    สัญญา $200 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $10 กำไรรวม $20

    สัญญา $300 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $6.63 กำไรรวม $13.26

    สัญญา $1,000 ระยะเวลา 3 วัน รายได้ต่อวัน $23.8 กำไรรวม $71.4

    สัญญา $2,500 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $62.75 กำไรรวม: $313.75

    สัญญา $5,000 ระยะเวลา 8 วัน รายได้ต่อวัน: $137.50 กำไรรวม: $1,100

    สัญญา $10,000 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $300 กำไรรวม: $1,500

    สัญญาทั้งหมดจะสรุปผลทุก 24 ชั่วโมง

    วางแผนสำหรับอนาคต เริ่มเลย

    ด้วยการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก การบูรณาการอย่างต่อเนื่องของ ด้วยพลังแห่งพลังงานสีเขียวและพลังประมวลผล AI ประกอบกับการปรับปรุงกฎระเบียบระดับชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การขุดบนคลาวด์กำลังกลายเป็นกระแสหลักและเป็นไปตามมาตรฐาน BTC Miner จะยังคงยึดมั่นในหลักการ “เสถียรภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใส” เพื่อสร้างระบบนิเวศการขุดบนคลาวด์ระดับโลกที่ทุกคนเข้าถึงได้และให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน

    อนาคตเป็นของผู้ที่วางแผนล่วงหน้า BTC Miner จะเคียงข้างคุณสู่ทศวรรษทองของคริปโต

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://btcminer.net

    อีเมลอย่างเป็นทางการ: info@btcminer.net

    ที่อยู่บริษัท: 17 Whitworth Drive, Randlay, Telford, Shropshire

    รหัสไปรษณีย์: TF3 2NN

    สื่อ: Kevin Byers

  • การเผชิญหน้ากับข้อบังคับและการค้นหาโอกาสในตลาดประเทศไทยสำหรับบริษัทข้ามชาติ

    การเผชิญหน้ากับข้อบังคับและการค้นหาโอกาสในตลาดประเทศไทยสำหรับบริษัทข้ามชาติ

    ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตลาดที่มีโอกาสมากมายสำหรับบริษัทข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างชาติจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านข้อบังคับและการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น

    โอกาสในตลาดประเทศไทย

    ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในหลายๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการผลิตและเทคโนโลยี ภาคการผลิตในประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากในภูมิภาคอาเซียน และมีบริษัทข้ามชาติหลายแห่งที่ลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้แรงงานที่มีทักษะและต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

    นอกจากนี้ ภาคอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการใช้สมาร์ทโฟนและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน

    การปฏิบัติตามข้อบังคับ

    แม้จะมีโอกาสมากมายในตลาดประเทศไทย แต่บริษัทข้ามชาติยังต้องเข้าใจข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในบางภาคส่วน เช่น อสังหาริมทรัพย์และสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับใบอนุญาตและภาษีที่ต้องปฏิบัติตาม

    การปรับตัวกับวัฒนธรรมท้องถิ่น

    การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทข้ามชาติควรทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและใช้กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม เช่น การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย

    สรุป

    ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากสำหรับบริษัทข้ามชาติ แต่การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจะต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อบังคับและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งสามารถช่วยให้บริษัทต่างชาติประสบความสำเร็จได้

  • การจัดการการเงินอย่างมืออาชีพ: กุญแจความสำเร็จของ SMEs ไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    การจัดการการเงินอย่างมืออาชีพ: กุญแจความสำเร็จของ SMEs ไทยในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    การจัดการการเงินที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของธุรกิจ SMEs ในประเทศไทย ผู้ประกอบการที่มีการจัดการการเงินที่เหมาะสมสามารถเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและยังคงรักษาการเติบโตของธุรกิจได้

    การบริหารจัดการกระแสเงินสด
    ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยมักจะมีความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการกระแสเงินสด (cash flow) อย่างดี พวกเขาตรวจสอบรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจไม่ขาดสภาพคล่อง

    หลีกเลี่ยงหนี้สินเกินตัว
    อีกหนึ่งหลักการที่สำคัญของผู้ประกอบการไทยคือการหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่เกินความจำเป็น ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะเติบโตธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยใช้กำไรที่ได้จากการขายมาลงทุนในธุรกิจ

    การกระจายแหล่งรายได้
    การกระจายแหล่งรายได้จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจ SMEs มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

  • ทำไม “อินโดนีเซีย” จึงควรเป็นตลาดถัดไปของคุณ?

    ทำไม “อินโดนีเซีย” จึงควรเป็นตลาดถัดไปของคุณ?

    กรุงเทพฯ, 1 สิงหาคม 2568 — ไทยและอินโดนีเซีย
    สองประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ยังคงเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
    ด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตที่สั่งสมมากว่าเจ็ดทศวรรษ
    โดยการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี[1] และรัฐบาลทั้งสองประเทศต่างส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างแข็งขัน
    สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสอันสดใสสำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการขยายสู่ตลาดอินโดนีเซีย

    ความใกล้ชิดในระดับภูมิภาคไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น
    แต่ยังปรากฏในพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกด้วย ในปี 2567 เพียงปีเดียว
    มีชาวอินโดนีเซียเกือบ 870,000 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทย[2] และกลับไปพร้อมความนิยมในสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้น
    ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว แฟชั่น ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม แบรนด์ต่าง
    ๆ อาทิ Cathy Doll, Gentle Woman และ Jelly Bunny
    ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย
    สะท้อนถึงถึงความสนใจในสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยที่เพิ่มมากขึ้น

    ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียพร้อมเปิดรับสินค้าไทย

    สินค้าไทยหลายรายการได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ก่อนที่แบรนด์เหล่านั้นจะเปิดตลาดในอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ
    หลากหลายสินค้าถูกค้นพบครั้งแรกจากบริการรับฝากซื้อของที่รู้จักกันในชื่อ ‘jastip’
    (Jastip – ย่อมาจาก “jasa titip” หรือบริการช้อปปิ้งส่วนบุคคล)
    ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่แท้จริงที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพของสินค้า
    ราคาที่แข่งขันได้ และความนิยมที่แพร่หลายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
    สัญญาณเบื้องต้นเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นว่าอินโดนีเซียเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยที่ต้องการขยายฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ด้วยจำนวนประชากรกว่า 283 ล้านคน
    ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก
    พร้อมด้วยชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
    อินโดนีเซียจึงถือเป็นฐานผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับโลกดิจิทัลและตอบสนองต่อเทรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกได้เป็นอย่างดี
    การซื้อของออนไลน์ได้กลายเป็นพฤติกรรมหลักของผู้บริโภคทุกวัย
    ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งของประเทศ โดยในปี 2567
    อินโดนีเซียมีมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซสูงถึง 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] ในขณะที่ภาคอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตถึง
    19% และมีมูลค่ากว่า 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน[4] ความคล้ายคลึงในพฤติกรรมดิจิทัลนี้ชี้ให้เห็นว่า
    อินโดนีเซียคือจุดหมายปลายทางต่อไปที่เหมาะสมและคุ้นเคยสำหรับแบรนด์ไทยในการขยายธุรกิจในภูมิภาค

    ภูมิทัศน์การค้าที่เอื้อต่อการเติบโตและโอกาสในตลาดดิจิทัลของอินโดนีเซียt

    ภูมิทัศน์การค้าที่เอื้อต่อการเติบโตและโอกาสในตลาดดิจิทัลของอินโดนีเซีย

    ในปี 2566
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้กำหนดเป้าหมายให้การค้าข้ามพรมแดนมีสัดส่วนถึง
    20% ของการค้าโดยรวม โดยอาศัยข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ATIGA)
    ซึ่งยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ซื้อขายระหว่างไทยและอินโดนีเซียมากกว่า 98%
    นับตั้งแต่ปี 2553[5] ด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่น้อยลง
    แบรนด์ต่างๆ จึงสามารถเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น

    สำหรับแบรนด์ไทยที่มองหาการเติบโตในภูมิภาค
    อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ฐานผู้บริโภคมีส่วนร่วมทางดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้จำหน่ายสินค้ารายใหม่
    โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงามและการดูแลส่วนบุคคล
    ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศ
    ด้วยการเติบโตของพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย
    จากข้อมูลของ SIRCLO ผู้ให้บริการโซลูชันอีคอมเมิร์ซชั้นนำของอินโดนีเซีย ระบุว่า
    ในปี 2567 เพียงปีเดียว ยอดการทำธุรกรรมออนไลน์ในกลุ่มนี้เติบโตถึง 62.07% และ
    Statista คาดการณ์ว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 9.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี
    2568[6]

    หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ วิดีโอคอมเมิร์ซ
    ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์
    ไปจนถึงไลฟ์สดแบบอินเตอร์แอคทีฟที่จัดโดยแบรนด์ต่าง ๆ
    โดยรูปแบบวิดีโอนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นหาและสั่งซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย
    และด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 157 ล้านคน
    ปัจจุบันอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศที่มีฐานผู้ใช้ TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย[7] ซึ่งในปี 2566 เพียงปีเดียว
    มูลค่าธุรกรรมผ่าน TikTok Shop ในประเทศสูงถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[8]

    Image

    ตัวอย่างของ
    SKIN1004 ที่สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่นผ่านการถ่ายทอดสดและคอนเทนต์
    TikTok 
    via SIRCLO
    StreamLab.

    SKIN1004 แบรนด์สกินแคร์จากเกาหลีใต้
    ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจที่เผยให้เห็นว่าการใช้วิดีโอคอมเมิร์ซและกลยุทธ์แบบลคัลไลเซชันอย่างมีประสิทธิภาพนั้นสามารถขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างมีนัยสำคัญ
    โดยนับตั้งแต่เปิดตัวการไลฟ์สดบน TikTok ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2566 SKIN1004
    มียอดมูลค่าการขายรวม (GMV) เพิ่มขึ้น 103.10% และยอดผู้ชมเพิ่มขึ้น 272.13%
    ภายในเดือนพฤษภาคม 2568

    การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เป็นผลมาจากกลยุทธ์แบบ
    one-size-fits-all
    แต่เกิดจากแนวทางที่ปรับแต่งให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในอินโดนีเซีย
    และเพื่อปรับการรับรู้ในตัวแบรนด์ให้เข้ากับท้องถิ่น SKIN1004 จึงได้ร่วมมือกับ
    SIRCLO
    ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ในการบริหารจัดการกลยุทธ์การถ่ายทอดสดผ่าน
    SIRCLO StreamLab ซึ่งให้บริการด้านโซเชียลคอมเมิร์ซแบบครบวงจร
    ความร่วมมือนี้ทำให้ SKIN1004 กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีผลงานดีที่สุดในแคมเปญ
    double-day ‘Guncang 8.8’ ของ TikTok ในเดือนสิงหาคม 2567 โดยมีอัตรา GMV
    เพิ่มขึ้น 914% เมื่อเทียบกับวันปกติ

    ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับผู้สนับสนุนในท้องถิ่นที่เข้าใจภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซีย
    ด้วยบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการบนมาร์เก็ตเพลส การจัดส่งขั้นสุดท้าย
    ไปจนถึงการกระตุ้นยอดขายผ่านโซเชียลมีเดีย SIRCLO พร้อมมอบการสนับสนุนแบรนด์ต่าง ๆ
    ด้วยโซลูชันที่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทและพฤติกรรมของตลาดในแต่ละพื้นที่ SIRCLO Commerce ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ
    สามารถพึ่งพาโซลูชันด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่การลงรายการสินค้า
    การจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า ไปจนถึงบริการดูแลลูกค้า นอกจากนี้ SIRCLO StreamLab ยังช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลด้วยการผลิตคอนเทนต์เฉพาะท้องถิ่น
    ดำเนินกลยุทธ์การถ่ายทอดสด และร่วมมือกับพันธมิตรด้านการตลาด
    เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและการมองเห็นแบรนด์ โดยบริการแบบบูรณาการเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ระดับโลกสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่
    ขณะที่ SIRCLO รับหน้าที่ดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ให้

    Brian Marshal ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ
    SIRCLO
    กล่าวว่า
    “การเข้าทำตลาดในประเทศที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างอินโดนีเซีย
    เราเชื่อว่าบทบาทของพันธมิตรในท้องถิ่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสนับสนุนด้านปฏิบัติการเท่านั้น
    แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างแบรนด์ระดับโลกกับผู้บริโภคในท้องถิ่น ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมของผู้บริโภคและระบบดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    SIRCLO มุ่งมั่นที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
    มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน”

    [1] https://www.ekon.go.id/publikasi/detail/6376/selain-pererat-hubungan-diplomatik-indonesia-thailand-juga-tingkatkan-perdagangan-bilateral-dan-investasi-di-berbagai-sektor

    [2] https://www.kompas.id/artikel/thailand-indonesia-sepanjang-masa-tumbuh-bersama

    [3] https://services.google.com/fh/files/misc/indonesia_e_conomy_sea_2024_report.pdf

    [4] https://services.google.com/fh/files/misc/thailand_e_conomy_sea_2024_report.pdf

    [5] https://www.eria.org/uploads/media/Books/2021-Impact-of-the-ATIGA-on-Intra-ASEAN-Trade/09_Ch.5-Analysis-Tariff.pdf

    [4] https://www.statista.com/topics/7509/fmcg-market-in-indonesia/#topicOverview

    [5] https://www.cnbcindonesia.com/research/20250126205256-128-606097/makin-kecanduan-warga-ri-pengguna-tiktok-terbanyak-di-dunia

    [6] https://swa.co.id/read/455167/yang-lain-tumbang-tiktok-shop-menjulang-transaksi-mencapai-rp100-triliun-pada-2024

    [7] https://www.cnbcindonesia.com/research/20250126205256-128-606097/makin-kecanduan-warga-ri-pengguna-tiktok-terbanyak-di-dunia

    [8]  https://swa.co.id/read/455167/yang-lain-tumbang-tiktok-shop-menjulang-transaksi-mencapai-rp100-triliun-pada-2024

  • หุ้นยอดนิยมในประเทศไทย: บริษัทในภาคการบริโภคที่มีศักยภาพสูง

    หุ้นยอดนิยมในประเทศไทย: บริษัทในภาคการบริโภคที่มีศักยภาพสูง

    ประเทศไทยมีตลาดการบริโภคขนาดใหญ่ และหลายบริษัทชั้นนำในภาคนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดการบริโภค บริษัทต่างๆ ในภาคนี้จึงมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี

    1. Thai Beverage
    Thai Beverage เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่สุดในภาคการบริโภค โดยมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลากหลายประเภท เช่น เบียร์ Chang และเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ด้วยการครองตลาดในหลายประเภทผลิตภัณฑ์ Thai Beverage มีการเติบโตที่มั่นคงและเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุน

    2. CP All
    CP All เป็นบริษัทที่ดำเนินการร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศไทย ซึ่งมีสาขามากกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ด้วยการเติบโตของตลาดค้าปลีกในประเทศไทย CP All จึงมีแนวโน้มในการเติบโตที่ดีและน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

    3. Central Group
    Central Group เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเกี่ยวข้องกับหลายธุรกิจทั้งค้าปลีก, อสังหาริมทรัพย์ และอีคอมเมิร์ซ บริษัทนี้ดำเนินการศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง การเติบโตของชนชั้นกลางในประเทศไทยทำให้ Central Group มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ภาคการบริโภคในประเทศไทยยังคงเติบโตและหุ้นของบริษัทเหล่านี้ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจของธนาคารอิสลามในประเทศไทย: การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจของธนาคารอิสลามในประเทศไทย: การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ

    ธนาคารอิสลามในประเทศไทยไม่ได้เพียงแค่ให้บริการทางการเงินที่เป็นไปตามหลักการของศาสนาอิสลาม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่สอดคล้องกับหลักการอิสลามสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคารทั่วไปได้เข้าถึงการบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น

    การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    ในประเทศไทย มีกลุ่มประชากรมุสลิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีอัตราความยากจนที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ การเข้าถึงบริการธนาคารและสินเชื่อที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องยากสำหรับประชากรในพื้นที่เหล่านี้ เนื่องจากธนาคารทั่วไปมักจะกำหนดข้อกำหนดที่เข้มงวดในการให้สินเชื่อ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนาอิสลามที่ห้ามการคิดดอกเบี้ย

    ธนาคารอิสลามจึงช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้โดยการเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย แต่ยังคงสามารถเข้าถึงการเงินได้ในรูปแบบที่ยุติธรรมและโปร่งใส เช่น การใช้สัญญามูราบาฮะ (Murabaha) ซึ่งเป็นการซื้อขายสินค้าด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่ตกลงกันไว้ หรือการใช้สัญญาอิยาระ (Ijarah) ที่เป็นสัญญาเช่าซึ่งไม่เรียกเก็บดอกเบี้ย

    ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการเงินได้ แต่ยังช่วยให้พวกเขาสามารถวางแผนการเงินในระยะยาวและลดภาระทางการเงินลงได้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับคือการมีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และช่วยลดช่องว่างทางสังคมระหว่างกลุ่มคนในพื้นที่ต่างๆ

    การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

    นอกจากการสนับสนุนผู้บริโภคทั่วไปแล้ว ธนาคารอิสลามยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชากรมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ เช่น ภาคใต้ของประเทศไทย ธนาคารอิสลามสามารถเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือสินเชื่อที่มีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเติบโตได้

    โดยการสนับสนุนธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย ธนาคารอิสลามสามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการเติบโตสามารถขยายกิจการได้ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและประเทศ

    การลดภาระจากการคิดดอกเบี้ย

    หนึ่งในข้อดีที่สำคัญของธนาคารอิสลามคือการไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากการให้สินเชื่อ ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะสำหรับประชาชนที่มีรายได้ไม่สูงนัก การที่ไม่ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยสูงทำให้การกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา การซื้อบ้าน หรือการลงทุนในธุรกิจสามารถทำได้ง่ายขึ้นและมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

    ด้วยวิธีนี้ ธนาคารอิสลามไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศไทย แต่ยังสร้างความยุติธรรมในระบบการเงินของประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม

  • ความท้าทายที่สตาร์ทอัพฟินเทคในประเทศไทยต้องเผชิญ: กฎระเบียบและความปลอดภัยของข้อมูล

    ความท้าทายที่สตาร์ทอัพฟินเทคในประเทศไทยต้องเผชิญ: กฎระเบียบและความปลอดภัยของข้อมูล

    แม้ว่าอุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงมีความท้าทายบางประการที่ต้องเผชิญสำหรับสตาร์ทอัพฟินเทคที่ต้องการดำเนินการในตลาดนี้ โดยปัญหาหลักที่มักเกิดขึ้นคือกฎระเบียบที่ยังไม่สมบูรณ์และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล

    ความท้าทายแรกคือเรื่องของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับฟินเทคในประเทศไทย แม้ว่า

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะได้ดำเนินการออกกรอบกฎระเบียบที่สนับสนุนการพัฒนาฟินเทค แต่ยังมีช่องว่างในการกำหนดกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น บล็อกเชน หรือบริการชำระเงินที่ใช้ AI ข้อกังวลคือกฎระเบียบที่มีอยู่บางประการอาจยังคงค่อนข้างเคร่งครัดและไม่สามารถสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายภาษีและกฎหมายที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของสตาร์ทอัพฟินเทค การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขยายตัวของบริษัท

    ปัญหาที่สองที่สำคัญคือเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูล เมื่อธุรกรรมทางการเงินส่วนใหญ่ถูกดำเนินการทางออนไลน์ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่สำคัญกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สตาร์ทอัพฟินเทคจำเป็นต้องมั่นใจว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้จากภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น การแฮกข้อมูลหรือการโจมตีไซเบอร์

    ดังนั้นการร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยหรือหน่วยงานกำกับดูแลในการปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดจะเป็นสิ่งสำคัญ สตาร์ทอัพฟินเทคจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพและการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้

    แม้ว่าจะมีความท้าทายเหล่านี้ แต่สตาร์ทอัพฟินเทคในประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตและพัฒนาได้มาก ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อเนื่อง การร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะช่วยสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ ในการขยายอุตสาหกรรมฟินเทคในประเทศไทย

  • การส่งเสริมสุขภาพของประชาชนผ่านองค์กรสังคมในประเทศไทย

    การส่งเสริมสุขภาพของประชาชนผ่านองค์กรสังคมในประเทศไทย

    สุขภาพของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญในประเทศไทย โดยแม้ว่าประเทศจะมีการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังคงมีความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มคนที่ถูกทิ้งข้าง องค์กรสังคมมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างนี้

    มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพแห่งประเทศไทย (ThaiHealth) เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพทั่วประเทศ พวกเขาพยายามเพิ่มความตระหนักรู้ในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี การป้องกันโรค และการปรับปรุงการเข้าถึงบริการสุขภาพ ผ่านกิจกรรมต่างๆ พวกเขาส่งเสริมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกาย รวมถึงการรณรงค์ให้หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์

    นอกจากนี้ แพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières) ยังมีบทบาทสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ถูกทิ้งข้าง รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทที่เข้าถึงยาก องค์กรนี้จัดให้มีการดูแลทางการแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งให้การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคด้วยการให้วัคซีนและการรักษาเชิงป้องกัน

    โปรแกรมสุขภาพที่มุ่งเน้นชุมชนก็ได้รับการพัฒนาในประเทศไทยอย่างมาก มูลนิธิพัฒนาสุขภาพชุมชน (CHDF) ได้ทำงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตในระดับท้องถิ่น โดยการฝึกอบรมทักษะทางการแพทย์พื้นฐานให้แก่ชุมชน และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีราคาย่อมเยา

    ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐบาล องค์กรสังคม และประชาชน การพัฒนาสุขภาพของประชาชนในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะได้รับการปรับปรุงในทิศทางที่ดีขึ้น

  • SMEs ในประเทศไทย: แรงขับเคลื่อนที่ไม่เคยเห็นในเศรษฐกิจประเทศ

    SMEs ในประเทศไทย: แรงขับเคลื่อนที่ไม่เคยเห็นในเศรษฐกิจประเทศ

    ประเทศไทยมี SMEs ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยภาคธุรกิจเหล่านี้สร้างงานและช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในประเทศ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงบทบาทของ SMEs ในการสร้างงานและส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศไทย

    SMEs เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ

    ภาค SMEs ในประเทศไทยมีส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าบริการและการสร้างโอกาสในการทำงาน การมีธุรกิจขนาดเล็กช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกระจายการลงทุนไปยังพื้นที่ชนบทและต่างจังหวัด

    การสร้างงานผ่าน SMEs

    SMEs สร้างงานให้กับประชาชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในภาคเกษตรกรรม การค้าปลีก หรือบริการ สร้างโอกาสในการทำงานสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการหางานที่ไม่อยู่ในภาคธุรกิจใหญ่ การเปิดโอกาสให้กับคนที่ต้องการทำงานในภาคธุรกิจขนาดเล็กเป็นสิ่งที่สำคัญ

    แนวทางในการสนับสนุน

    ภาครัฐไทยได้จัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุน SMEs โดยการฝึกอบรมและให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งช่วยให้ SMEs ขยายตัวและสร้างงานได้มากขึ้น สิ่งนี้ช่วยให้ภาคเศรษฐกิจขนาดเล็กสามารถพัฒนาไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สรุป

    SMEs เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนจะช่วยให้ SMEs เติบโตและสามารถสร้างงานได้มากขึ้นในอนาคต

  • ASUENE Presents Japan-Thailand Decarbonization Partnership at Government-Led Energy Dialogue, Showcasing Progress with Banpu NEXT

    ASUENE Presents Japan-Thailand Decarbonization Partnership at Government-Led Energy Dialogue, Showcasing Progress with Banpu NEXT

    ASUENE Inc. participated in the 7th Japan-Thailand Energy Policy Dialogue, co-hosted by Japan’s Ministry of Economy, Trade and Industry (METI) and Thailand’s Ministry of Energy, held on July 15, 2025, in Pattaya, Thailand. Building on its partnership with local clean energy leader Banpu NEXT, ASUENE shared progress in their collaborative efforts toward realizing a decarbonized society in Thailand.

    (Top right)Dr. Chumpol Sripraparkorn, Manager - Net Zero & Sustainability Consulting of Banpu NEXT Co., Ltd. / (From left front row) Dr. Sompop Pattanariyankool, Deputy Permanent Secretary of Energy, Ministry of Energy/Dr. Prasert Sinsukprasert, Permanent Secretary of Energy, Ministry of Energy/ Shiho Shintani, Country Manager of ASUENE (Thailand) Ltd. / Mr. KIHARA Shinichi, Director-General for Energy and Environmental Policy, Agency for Natural Resources and Energy, METI

    About the 7th Japan–Thailand Energy Policy Dialogue

    The Japan–Thailand Energy Policy Dialogue, co-hosted by Japan’s METI and Thailand’s Ministry of Energy, is an annual official dialogue between the two governments. Aimed at strengthening bilateral cooperation through policy discussions on decarbonization and energy transition, the dialogue features not only intergovernmental exchanges but also showcases initiatives from the private sector. The 7th dialogue covered a wide range of topics including the latest energy policy trends, hydrogen and ammonia, renewable energy, energy efficiency, EV/HEV and battery, and financing through public–private collaboration.

    ASUENE–Banpu NEXT Partnership Introduction

    In January 2025, ASUENE signed a Memorandum of Understanding with Banpu NEXT, a subsidiary of Banpu, a leading Net Zero Solutions provider in the Asia-Pacific region, to promote decarbonized management practices across Thailand. At the 7th Japan–Thailand Energy Policy Dialogue, this partnership was introduced as a representative example of private-sector collaboration, highlighting both the scope of the initiative and its future direction.

    ASUENE, ASUENE’s cloud-based platform, is Asia’s leading carbon accounting solution for GHG measurement, reduction, and reporting. Through this partnership, the two companies are enhancing collaboration to accelerate net-zero efforts by expanding the adoption of GHG tracking across the business sector.

    Moving forward, ASUENE will continue working with Banpu NEXT to build a practical business collaboration model in the decarbonization field between Japan and Thailand, contributing to the realization of a more sustainable society.

    ASUENE Company Profile

    ASUENE Inc. is a leading Climate Tech company in Japan with the mission of ”Changing the world for the next generation”. We provide “ASUENE”, a carbon accounting platform to measure, report and reduce carbon emissions of companies and we contribute to the net zero society.