การล้มละลายของบริษัทประกันภัยรายใหญ่ในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยโควิดและประกันภัยรถยนต์ ได้สร้างบาดแผลลึกต่อความเชื่อมั่นของประชาชน กลยุทธ์การจัดการวิกฤตของหน่วยงานกำกับดูแลและบริษัทที่เหลืออยู่ในตลาดจึงกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของ การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk Management)
การฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้วยหลัก Governance
เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้สินจากการเคลม ผู้บริหารบริษัทที่ยังอยู่รอดต้องรีบสร้างกำแพงป้องกันภาพลักษณ์ทันที กลยุทธ์ที่ใช้คือการเปิดเผยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio – CAR) ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ การพิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทมีสภาพคล่องสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ช่วยหยุดยั้งการแห่ถอนกรมธรรม์ (Policy Lapse) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของกองทุนประกันวินาศภัย
หลังวิกฤตการล้มละลาย กองทุนประกันวินาศภัยได้ปรับปรุงขั้นตอนการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วขึ้น โดยนำระบบ Blockchain มาช่วยในการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้เอาประกันภัย เพื่อลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการทุจริตซ้ำซ้อน ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานการบริการภาครัฐ
ข้อมูลอัปเดต: จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประจำไตรมาสแรกของปี 2026 พบว่าจำนวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจ่ายเงินล่าช้าลดลงร้อยละ 60 หลังมีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบสถานะใบอนุญาตและข้อมูลบริษัทได้ที่ https://www.oic.or.th
การเปลี่ยนผ่านสู่การประกันภัยแบบเฉพาะบุคคล
บริษัทประกันชั้นนำของไทยหันมาใช้กลยุทธ์ Risk-Based Pricing โดยใช้ข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) มากำหนดเบี้ยประกัน แนวทางนี้ช่วยคัดกรองลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำเข้ามาในพอร์ตมากขึ้น ลดภาระการเคลมโดยรวมของบริษัท และสร้างรายได้ใหม่ในกลุ่มคนรักสุขภาพ เป็นการบริหารความเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤตการขาดทุนจากอัตราการเคลมที่สูงเกินจริง

Leave a Reply