Trust, ทุน, คน — สามคอขวดที่ DEPA ชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยต้องปลดล็อกก่อน Data Center จะสร้างมูลค่าจริง

Trust, ทุน, คน — สามคอขวดที่ DEPA ชี้ว่าสตาร์ทอัพไทยต้องปลดล็อกก่อน Data Center จะสร้างมูลค่าจริง

ขณะที่เม็ดเงินลงทุน Data Center ไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมาคือ “แล้วคนไทยได้อะไร” สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ชี้จุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม: ปัญหาใหญ่ของไทยไม่ใช่การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือสามคอขวดที่ต้องปลดล็อกก่อนที่ Data Center จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างแท้จริง ได้แก่ ความเชื่อมั่น (Trust) เงินทุน (Capital) และกำลังคน (Workforce)

คอขวดที่ 1: Trust — ทำไมสตาร์ทอัพไทยยังไม่ถูกไว้วางใจให้ใช้ข้อมูล

DEPA ระบุว่าปัญหาแรกคือการขาดความเชื่อมั่นในซอฟต์แวร์และผู้ประกอบการไทย ทำให้ต้องเร่งผลักดันมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในบริบทของ Data Center ความเชื่อมั่นมีความหมายสองชั้น ชั้นแรกคือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อสตาร์ทอัพไทยว่าจะรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ตามมาตรฐานสากล ชั้นที่สองคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนและพันธมิตรว่าจะสามารถวางระบบงานสำคัญไว้กับสตาร์ทอัพไทยได้โดยไม่เกิดความเสี่ยงด้าน compliance

หากสตาร์ทอัพไทยสามารถแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เช่น ISO 27001 หรือ PDPA compliance อย่างจริงจัง พวกเขาจะสามารถเข้าถึงตลาดองค์กรขนาดใหญ่และตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดผู้บริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

คอขวดที่ 2: เงินทุน — ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานสูงเกินกว่าสตาร์ทอัพจะแบกเอง

คอขวดที่สองคือเงินทุนเริ่มต้นที่มีต้นทุนสูง ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนในรูปแบบ Co-funding และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ แม้ Cloud Region ในประเทศจะช่วยลดต้นทุนการประมวลผลเมื่อเทียบกับการใช้ต่างประเทศ แต่การพัฒนา AI หรือผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ compute สูงยังต้องใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ DEPA จึงเสนอแนวคิด “National AI Computing Infrastructure” หรือ Shared AI Compute ที่เปิดให้หน่วยงานและผู้ประกอบการเข้าถึงในต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงการจัดตั้งโครงการสนับสนุนเครดิตการใช้งาน AI ให้กับสตาร์ทอัพ SME และนักวิจัยไทย

แนวคิด Shared Compute นี้มีความสำคัญ เพราะมันเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนจากการลงทุนระยะยาว (CapEx) มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) ที่ยืดหยุ่นกว่า สตาร์ทอัพสามารถเริ่มต้นทดลองไอเดียได้โดยไม่ต้องกู้เงินซื้อ GPU ราคาแพง และสามารถขยายการใช้ทรัพยากรได้ตามการเติบโตของรายได้

คอขวดที่ 3: กำลังคน — ช่องว่าง 80,000 คนที่ไม่มีใครเติมเต็มได้ในชั่วข้ามคืน

คอขวดที่สามและน่าจะยากที่สุดคือการขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษะดิจิทัลและภาษาอังกฤษ ตัวเลขที่น่ากังวลคือประเทศไทยมีช่องว่างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ประมาณ 80,000 คน ขณะที่คณะกรรมการ AI แห่งชาติตั้งเป้าผลิตบุคลากร AI 90,000 คนและนักพัฒนาคุณภาพอีก 50,000 คนภายในสองปี ด้วยงบประมาณพัฒนาบุคลากร 6,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขเป้าหมายจะดู ambitious แต่โจทย์ที่แท้จริงคือคุณภาพและความพร้อมใช้งานทันที ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ผ่านการอบรม

สำหรับสตาร์ทอัพ นี่หมายความว่าการแย่งชิงวิศวกรที่มีทักษะ Data/AI จะรุนแรงขึ้น และเงินเดือนจะสูงขึ้น BOI เองก็กำหนดให้ Data Center ต้องมีสัดส่วนผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญชาวไทยอย่างน้อย 50% ภายในสามปี ซึ่งสร้างแรงกดดันทั้งต่อผู้ประกอบการ Data Center และตลาดแรงงานโดยรวม สตาร์ทอัพที่สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นและให้ ownership กับพนักงานอาจได้เปรียบในการดึงคนเก่งเข้ามาร่วมทีม มากกว่าการแข่งกันด้วยเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

จุดเชื่อมที่สตาร์ทอัพมองข้าม: Data Center ไม่มีความหมายถ้าข้อมูลไม่มีคุณภาพ

DEPA ตั้งข้อสังเกตที่คมคายว่า แม้โครงสร้างพื้นฐานจะพร้อม แต่ความพร้อมขององค์กรธุรกิจไทยในการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพมีเพียง 50% เท่านั้น ปัญหาหลักไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน แต่คือคุณภาพของข้อมูลและระบบนิเวศที่ยังขาดความเชื่อมโยง Data Center เปรียบเสมือนถนนที่สร้างเสร็จ แต่ถ้าไม่มีรถที่ดีพอจะวิ่งบนถนนนั้น มูลค่าของถนนก็จำกัด

สตาร์ทอัพที่เล่นในเกม “data quality” และ “integration layer” จึงมีโอกาสสูง ตัวอย่างเช่น สตาร์ทอัพที่ให้บริการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) สำหรับองค์กร หรือสร้าง API ที่เชื่อมระบบ legacy ของไทยเข้ากับ cloud สมัยใหม่ จะเป็นตัวกลางที่ทำให้ Data Center มีข้อมูลที่มีมูลค่าไหลเวียนอยู่ข้างใน

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *