Author: marketing@vritimes.com

  • Zeroboard ลงนามบันทึกความเข้าใจกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการลดคาร์บอน

    Zeroboard ลงนามบันทึกความเข้าใจกับนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการลดคาร์บอน

    ร่วมสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยผ่านการแสดงภาพก๊าซเรือนกระจกในเขตอุตสาหกรรม

    Zeroboard Inc.(เขตมินาโตะ โตเกียว CEO: มิชิทากะ โทเคชิ ต่อไปนี้เรียกว่า “บริษัทของเรา”) ซึ่งเป็นบริษัทที่สนับสนุนการบริหารจัดการความยั่งยืนขององค์กร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ บริษัท โรจนะ อินดัสเทรียล ปาร์ก จำกัด (มหาชน) (ต่อไปนี้เรียกว่า “โรจนะ”) ซึ่งเป็น บริษัท อุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ บริษัททั้งสองมีเป้าหมายที่จะร่วมกันพัฒนาและจัดทำโปรแกรมให้แก่บริษัทต่างๆ ที่กำลังดำเนินการเพื่อสร้างภาพและลด ปริมาณ emission ก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ดำเนินการโดยบริษัท Rojana ในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดเผยข้อมูลขอบเขต 1 ถึง 3 และ ปริมาณ emission ก๊าซเรือนกระจกในระดับผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารจัดการแบบปลอดคาร์บอน

    สอดคล้องกับนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของรัฐบาลไทย เราจะสนับสนุนการตอบสนองเชิงปฏิบัติของบริษัทผู้เช่าด้วยการจัดตั้งระบบการแสดงภาพและลด ปริมาณ emission ในระดับเขตอุตสาหกรรม สำหรับบริษัทผู้เช่า นี่จะเป็นโอกาสในการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำต่อมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลระดับสากลและคำขอจากพันธมิตรทางธุรกิจ

    ความเป็นมาและวัตถุประสงค์

    รัฐบาลไทยได้กำหนดเป้าหมายระดับชาติ “ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2593” และ “ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608” และกำลังดำเนินการเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้การเปิดเผยข้อมูล ปริมาณ emission ก๊าซเรือนกระจกเป็นข้อบังคับ โดยคำนึงถึงแนวโน้มนโยบายเหล่านี้ วัตถุประสงค์ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้คือเพื่อแสดงภาพ ปริมาณ emission ในระดับเขตอุตสาหกรรมและกำหนดแผนการลดการปล่อยมลพิษที่มีประสิทธิผลซึ่งนำโดยภาคเอกชน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการตอบสนองต่อ ปริมาณ emission Scope 3 (การปล่อยก๊าซตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน) ซึ่งคาดว่าจะแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต โดยใช้ บริการ คลาวด์การแสดงภาพก๊าซเรือนกระจกของเรา เราจะช่วยลดภาระงานของบริษัทผู้เช่าและเร่งดำเนินการลดคาร์บอนในทางปฏิบัติ

    ภาพรวม ของ เนื้อหา

    1. การจัดตั้งโครงการสนับสนุนการจัดการการปล่อยคาร์บอนโดยใช้ บริการ คลาวด์การแสดงภาพก๊าซเรือนกระจกของ Zeroboard และโซลูชันการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม Rojana

    2. รองรับการคำนวณขั้นสูง การจัดการ และการรายงานการ ปริมาณ emission สำหรับขอบเขต 1 ถึง 3 และ ปริมาณ emission ในระดับผลิตภัณฑ์

    3. ร่วมจัดสัมมนาและเวิร์คช็อปสนับสนุนการลดคาร์บอนให้กับบริษัทผู้เช่า

    ในอนาคต ทั้งสองบริษัทจะขยายแผนงานของตนในประเทศไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และโดยการสนับสนุนการลดคาร์บอนของบริษัทต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างการมีส่วนสนับสนุนในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนทั่วทั้งภูมิภาค

  • Zeroboard signs MOU with Rojana Industrial Park, Thailand to promote decarbonization

    Zeroboard signs MOU with Rojana Industrial Park, Thailand to promote decarbonization

    Contributing to Thailand’s carbon neutrality through GHG visualization in industrial parks

    Zeroboard Inc.(Minato-ku, Tokyo, CEO: Michitaka Tokeiji, hereinafter referred to as “our company”), a company that supports corporate sustainability management, has signed a memorandum of understanding (MOU) with ROJANA INDUSTRIAL PARK PUBLIC CO., LTD. (hereinafter referred to as “Rojana”), a major industrial Company in Thailand, to support decarbonization.

    Through this partnership, the two companies aim to jointly develop and provide programs to companies working to visualize and reduce their GHG (greenhouse gas) emission amount in multiple industrial estates operated by Rojana in Thailand, to facilitate disclosure of Scope 1 to 3 and product-level GHG emission amount, as well as to promote the transition to decarbonized management.

    In line with the Thai government’s decarbonization policy, we will support the practical response of tenant companies by establishing a system for visualizing and reducing emission amount at the industrial park level. This will provide an opportunity for tenant companies to respond efficiently and appropriately to international disclosure standards and requests from business partners.

    Background and Objectives

    The Thai government has set national goals of “carbon neutral by 2050” and “net zero by 2065,” and is working to ensure transparency and mandatory disclosure of GHG emission amount. In light of these policy trends, this MOU aims to visualize emission amount at the industrial estate level and to establish an effective emission reduction scheme led by the private sector.

    In particular, in response to Scope 3 emission amount(emissions throughout the entire supply chain), which are expected to become more widespread in the future, by utilizing our GHG visualization cloud Service, we will help reduce the workload of tenant companies and accelerate practical decarbonization actions.

    Overview of Contents

    1. Establishment of a decarbonized management support scheme utilizing Zeroboard’s GHG visualization cloud Service and Rojana Group’s GHG reduction solutions

    2. Support for advanced calculation, management and reporting of emission amount for Scope 1 to 3 and product-level emission amount

    3. Jointly hosting decarbonization support seminars and workshops for tenant companies

    Going forward, the two companies will gradually expand their initiatives within Thailand and, by supporting the decarbonization of companies, strengthen their contribution to achieving carbon neutrality throughout the region.

  • เปิดให้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับงาน Travel & Tech Asia 2025 กับการมุ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    เปิดให้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับงาน Travel & Tech Asia 2025 กับการมุ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    Travel & Tech Asia 2025 งานนิทรรศการและการประชุมระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ ได้ประกาศเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ โดยงานดังกล่าวได้ถูกจัดโดย VNU Asia Pacific ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 15 พฤษภาคม 2568 – งาน Travel & Tech Asia 2025 งานนิทรรศการและการประชุมระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างยิ่งใหญ่ ได้ประกาศเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ  โดยงานดังกล่าวได้ถูกจัดโดย VNU Asia Pacific ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คนตลอดระยะเวลา 2 วัน รวมถึงผู้ซื้อที่มีศักยภาพจากภาครัฐ สมาคม หอการค้า ผู้นำด้านการท่องเที่ยว และเครือโรงแรมในประเทศไทย เพื่อร่วมค้นหาทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม และการบริการ ผ่านมุมมองของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    งานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเผยแพร่โครงการริเริ่มและกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น จุดหมายปลายทางอัจฉริยะ (Smart Tourism Destination) แห่งภูมิภาค

    นอกจากนี้งาน Travel & Tech Asia 2025  ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายองค์กรพันธมิตรชั้นนำที่มุ่งส่งเสริมนวัตกรรมและการเชื่อมโยงชุมชนยุคใหม่ ได้แก่สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ(ไทย) (TICA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Institute) สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด สมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) สภาหอการค้าเนเธอร์แลนด์-ไทย (NTCC)  และหอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC)

    ผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสรับชมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเเบรนด์ชั้นนำ ซึ่งได้แก่ SiteMinder ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย Exely ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการบริการที่มุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายโดยตรงให้เเก่โรงเเรม Hoteliers.Guru ผู้ให้บริการโซลูชันการจัดการโรงแรม PMS Boxes ระบบบริหารจัดการที่พักแบบครบวงจร, Carmen Software ซอฟต์แวร์จัดการการเงินของโรงแรม และ Dowhat ผู้ให้บริการโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ

    โดยมีการนำเสนอโซลูชั่นการชำระเงินที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพซึ่งออกแบบมาสำหรับภาคการท่องเที่ยวจาก BridgerPay Sunrate และ Lianlian Pay รวมทั้ง Xendit ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้เข้าชมสามารถมาค้นพบในงาน

    นอกเหนือจากการแสดงนิทรรศการ งาน Travel & Tech Asia 2025 ยังมีมีการสัมมนาที่นำเสนอข้อมูลวิชาการเชิงลึกจากองค์กรที่มีชื่อเสียงและบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (PATA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)  สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) รวมทั้งเเบรนด์ชั้นนำ อาทิ Booking.com, Agoda, Cloudbeds,  AMEX Global Business Travel, Accenture Song และอื่นๆ อีกมากมาย

    <img style="width: 100%;" src="https://imagedelivery.net/H6_s_Eb_ylTWnSEV3HlmYQ/8766f1fa-3000-4e99-1311-28c352a7e500/public" alt="
    ” />

    คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานฝ่ายธุรกิจ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “Travel & Tech Asia 2025 จะเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และยกระดับภูมิทัศน์การแข่งขันในภาคการท่องเที่ยวและการบริการของภูมิภาคเอเชีย เราจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาลงทะเบียนและสำรวจการเปลี่ยนผ่านอนาคตของการท่องเที่ยวไปด้วยกัน”

    คุณสุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย SiteMinder กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นแพลตฟอร์มการให้บริการและบริหารรายได้ของโรงแรมชั้นนำของโลก เราตระหนักถึงคุณค่าของการสนับสนุนงานแสดงเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวแบบ B2B ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วและเปิดกว้างต่อนวัตกรรมดิจิทัล เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบปะกับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมในงานนี้ และที่สำคัญคือ ผู้ร่วมงานจะสามารถเรียนรู้ว่าโซลูชันอันล้ำสมัยของเราช่วยให้โรงแรมและที่พักในท้องถิ่นสามารถเติบโตได้อย่างไร ในขณะที่แนวโน้มการเดินทางเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน”ขอเชิญชวนผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Travel & Tech Asia 2025 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของก้าวที่สำคัญการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 

    สามารถลงทะเบียนเพื่อรับบัตรเข้างานฟรีได้ที่: https://evcnx.co/tta2503 รับข่าวสาร และข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเวบไซต์: https://travelandtechasia.com 

  • VNU Asia Pacific และ NCSA ขยายความร่วมมือเพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาค

    VNU Asia Pacific และ NCSA ขยายความร่วมมือเพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในภูมิภาค

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 พฤษภาคม 2568 – วีเอ็นยู เอเชียแปซิฟิก และสำนักงานความปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) มีความภูมิใจที่จะประกาศความร่วมมืออย่างต่อเนื่องสำหรับงาน Cybersec Asia 2026 และ 2027 หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานปี 2568 ซึ่งครั้งนี้จะช่วยยกระดับสถานะของประเทศนานาชาติที่เข้าร่วม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับภูมิภาค

    งาน Cybersec Asia x Thailand International Cyber Week 2025 (สนับสนุนโดย NCSA) ครั้งล่าสุด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 และ 23 มกราคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ งานดังกล่าวมีผู้แสดงสินค้า 102 รายจาก 12 ประเทศ ผู้เข้าชมงานกว่า 3,100 ราย และมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการรวม 3,390 ตารางเมตร งานนี้มีผู้บรรยายระดับท้องถิ่น 80 คนและระดับนานาชาติ 20 คน รวมถึง pavilionsจาก 5 ประเทศ ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567 และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเกี่ยวข้องและการเข้าถึงที่เติบโตขึ้นของแพลตฟอร์มนี้

    เมื่อมองไปข้างหน้าถึง Cybersec Asia x Thailand International Cyber ​​Week 2026 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 4–5 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านความร่วมมือระหว่าง VNU Asia Pacific และ NCSA โดยจะยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือในระดับภูมิภาคต่อไป งานดังกล่าวจะถูกจัดขึ้นที่ Plenary Halls ของ QSNCC และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน มีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 140 ราย และกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 100 คน โดยจะมีเวที 3 เวที ได้แก่ เวทีหลัก เวทีเทคโนโลยี และเวทีนวัตกรรม นิทรรศการนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร และมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมมากขึ้นผ่านองค์ประกอบเชิงโต้ตอบ เช่น hackathons การแข่งหาธงที่ซ่อนอยู่ในโจทย์ต่าง ๆ เวิร์กช็อปทางเทคนิค และการจัดแสดงนวัตกรรม 

    นอกจากนี้ Cybersec Asia 2026 ยังจะเน้นย้ำถึงโดเมนเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI การเรียนรู้ของเครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย ความปลอดภัยของ OT การเข้ารหัสควอนตัม และความปลอดภัยหลังควอนตัม ด้วยความพยายามในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เพิ่มมากขึ้น งานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญจากอุตสาหกรรมในประเทศ และต่างประเทศ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และองค์กรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมก่อนงานมากมาย เช่น การพบปะชุมชนและการจับคู่ธุรกิจ ซึ่งจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วม

    จัสติน พอล ซีอีโอของ VNU Asia Pacific ได้แบ่งปันมุมมองของเขาเกี่ยวกับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องว่า “การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Cybersec Asia สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความเกี่ยวข้องที่เพิ่มมากขึ้นของความปลอดภัยทางไซเบอร์ในทุกภาคส่วน ในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว งานนี้ยังสอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ โดยนำเสนอแพลตฟอร์มที่สำคัญสำหรับการสนทนา นวัตกรรม และความร่วมมือ เราภูมิใจที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ NCSA ต่อไปเพื่อขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลที่ปลอดภัย และวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับความเป็นเลิศด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ต่อไป” 

    เช่นเดียวกับงาน Thailand International Cyber ​​Week (TICW) ที่ผ่านมา ยังคงเป็นองค์ประกอบหลักของงาน โดยVNU Asia Pacific รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้บูรณาการ TICW เข้ากับงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีความริเริ่มร่วมกันในด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ การดำเนินงาน และการจัดทำเนื้อหา ความร่วมมือนี้จะมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับผู้เข้าร่วมทุกคนผ่านพื้นที่จัดแสดงร่วมกัน โปรแกรมเนื้อหาที่คัดเลือกร่วมกัน โอกาสในการสร้างเครือข่ายร่วมกัน และกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมที่สอดคล้องกัน

    Image

    พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ประเทศไทย กล่าวว่า “Cybersec Asia x Thailand International Cyber ​​Week เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการผลักดันวาระความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับชาติของประเทศไทยและส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของเรากับ VNU Asia Pacific จะนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ได้แก่ หน่วยงานของรัฐ ผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและระดับโลก มาร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินการร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความรู้ และนวัตกรรมที่เสริมสร้างอนาคตดิจิทัลของเรา” 

    งานดังกล่าวจะยังคงใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Cybersec Asia x Thailand International Cyber ​​Week (powered by NCSA) 2026 ทั้งสองฝ่ายจะยังคงดำเนินแคมเปญการตลาดร่วมกันและพยายามปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกัน เพื่อให้มีการมองเห็นที่ชัดเจนในสื่อต่างๆ ของงาน เว็บไซต์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ความร่วมมือที่กำลังดำเนินอยู่นี้ยังรวมถึงการร่วมจัดโปรแกรมการประชุมคุณภาพสูงและการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องกับผู้อิทธิพลในอุตสาหกรรมหลัก วิทยากรชั้นนำ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่างานจะยังคงมีความเกี่ยวข้อง สร้างแรงกระเพื่อม และมุ่งเน้นที่อนาคต

    สามารถเข้าชมเวบไซต์เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม https://cybersec-asia.net

  • ASEAN Sparks พร้อมเร่งผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ASEAN Sparks พร้อมเร่งผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    โครงการ ASEAN Sparks ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว! ขับเคลื่อนโดยศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) ด้วยการสนับสนุนจากกองทุน Japan-ASEAN Integrated Fund และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) โปรแกรมนี้มีระยะเวลา 3 เฟส เพื่อเสริมศักยภาพให้กับสตาร์ทอัพด้านพลังงานสะอาดทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการขยายธุรกิจ สร้างเครือข่าย และขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวก สมัครเข้าร่วม ASEAN Sparks: Ignite ได้ถึงวันที่ 27 พฤษภาคมนี้!

    จาการ์ตา, 6 พฤษภาคม 2025 — ศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) ได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านกองทุน Japan-ASEAN Integrated Fund (JAIF) ได้เปิดตัวโครงการขับเคลื่อนสำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพและนักนวัตกรรมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ ASEAN Sparks

    ASEAN Sparks เป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับแรงกดดันของการใช้พลังงานและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเร่งการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ (climate tech) โปรแกรมนี้มุ่งเสริมศักยภาพให้กับสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้น ด้วยเครื่องมือ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายที่จำเป็นในการขยายธุรกิจ พร้อมส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่มีความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานสะอาด ให้เกิดผลกระทบอย่างแท้จริงในภูมิภาค

    ด้วยความร่วมมือกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ทำให้ ASEAN Sparks ถูกออกแบบให้เป็นแนวทางในพัฒนาที่มีโครงสร้างชัดเจนและสามารถวัดผลได้ ประกอบด้วย 3 เฟส ได้แก่ Ignite, Catalyse และ Elevate

    JMT Senior Programme Officer and the Energy and Mineral Division of the ASEAN Secretariat provide briefing to the ACE.

    จุดประกายอนาคตของพลังงานในภูมิภาค

    โปรแกรมจะเริ่มต้นด้วยเฟส Ignite ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะแนวคิดในระยะเริ่มต้น และเสริมสร้างทักษะสำคัญให้กับผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ ในการต่อยอดธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมที่มีศักยภาพสูงจะได้ก้าวสู่เฟส Catalyse ซึ่งจะได้รับคำเนะนำเฉพาะด้าน การฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาด และการสนับสนุนพัฒนาเชิงกลยุทธ์

    เฟสสุดท้าย Elevate คือช่วงที่สตาร์ทอัพที่มีผลงานโดดเด่นจะได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาของตนในงาน Grand Pitching Day ที่จะจัดขึ้นในงาน ASEAN Energy Business Forum ครั้งที่ 25 (AEBF-25) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยผู้เข้าร่วมจะมีโอกาสเชื่อมโยงกับนักลงทุน พันธมิตรภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสในการระดมทุน หาพันธมิตรในธุรกิจ และการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน

    การเร่งรัดขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อรับมือความท้าทายของสภาพอากาศในภูมิภาค

    ท่ามกลางความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โปรแกรมนี้จะมุ่งเน้นใน 6 ด้านหลักของพลังงาน ได้แก่ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พลังงานหมุนเวียน สมาร์ทกริด ระบบกักเก็บพลังงาน การคมนาคมสะอาด และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและภูมิสภาพอากาศ

    “โปรแกรมนี้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการพลังงานอาเซียน (APAEC) โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนและสถาบันการเงิน” ดร. Zulfikar Yurnaid รักษาการผู้จัดการฝ่ายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงานของ ACE กล่าว “ด้วยการส่งเสริมนวัตกรรมและผู้ประกอบการในพลังงานสะอาด ASEAN Sparks ให้สนับสนุนโดยตรงในการพัฒนาและการนำโซลูชันที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพนำไปใช้งานจริงในภูมิภาค”

    Internet Vibes: A Brief Guide to Renewable Energy Advantages (2021)

    สร้างความร่วมมือกันและระบบนิเวศครอบคลุมทุกภาคส่วน

    นอกเหนือจากการสร้างขีดความสามารถ ASEAN Sparks ยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบนิเวศระดับภูมิภาค ด้วยการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา สตาร์ทอัพ ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและครอบคลุม

    เพื่อให้แนวทางดำเนินงานมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งโปรแกรม ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่เข้าร่วมจะได้รับใบรับรองตามกรอบแนวทางของ ASEAN Sparks โดยมีการทำความเข้าใจร่วมกันในขอบเขตวิธีการศึกษา การใช้เครื่องมือ และเป้าหมายเชิงผลกระทบ เพื่อส่งมอบคำแนะนำที่มีประสิทธิภาพในทุกเฟสของโปรแกรม

    การคัดเลือกสตาร์ทอัพจะอิงจากระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของทีม ความมุ่งมั่น การส่งผลกระทบของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนศักยภาพทางการตลาดและความสามารถในการขยายตัว

    ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

    ASEAN Sparks คือแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างเเละมีความหลากหลายสำหรับนักนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อประสานความร่วมมือในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลก และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ข้อ 7: พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ และ SDG ข้อ 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ตลอดระยะเวลาโครงการ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนจากที่ปรึกษาและผู้ให้คำเนะนำในการพัฒนาโซลูชันหลายด้าน ทั้งทางเทคโนโลยี ธุรกิจ และผลกระทบทางสังคม

    โปรแกรม ASEAN Sparks เริ่มต้นตั้งแต่เดือน มิถุนายน ถึง ตุลาคม 2025 ขอเชิญชวนนักวิจัย ผู้ประกอบการ และนักนวัตกรรมที่สนใจสมัครเข้าร่วม ASEAN Sparks: Ignite ภายในวันที่ 27 พฤษภาคม 2025

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่: go.aseanenergy.org/ApplySPARKS

  • วีอาร์ไทม์ส จับมือ โนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์ของโนวา

    วีอาร์ไทม์ส จับมือ โนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์ของโนวา

    กรุงเทพฯ 20 พฤษภาคม 2568 – วีอาร์ไทม์ส (VRITIMES) แพลตฟอร์มกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และเทคโนโลยีสื่อชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ โนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์ (NOVA Online Thailand) ผู้ให้บริการคอร์สเรียนภาษาออนไลน์ชั้นนำ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ข่าวประชาสัมพันธ์ของวีอาร์ไทม์สในประเทศไทยจะได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของโนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์โดยตรง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเนื้อหาและขยายการมองเห็น

    ความร่วมมือนี้ช่วยให้วีอาร์ไทม์สใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่แข็งแกร่งของโนวา ออนไลน์ในประเทศไทย ในการกระจายข่าวสารและข้อมูลสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้บริการคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และการสื่อสารทางธุรกิจออนไลน์แบบโต้ตอบ ถือเป็นช่องทางที่เชื่อถือได้ในการนำเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ของวีอาร์ไทม์สสู่ตลาดไทย

    “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ขยายการดำเนินงานในประเทศไทยผ่านความร่วมมือกับโนวา ออนไลน์ ไทยแลนด์ การเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ของเราในเว็บไซต์ของโนวาจะช่วยให้เราสื่อสารกับผู้อ่านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงการสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” เฟอร์รี บายู ซีอีโอของวีอาร์ไทม์ส กล่าว

    ความร่วมมือนี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย โดยผสานความเชี่ยวชาญของวีอาร์ไทม์สในด้านการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์เข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่แข็งแกร่งของโนวา ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการสื่อสารและการมีส่วนร่วมในตลาดไทยได้อย่างดียิ่งขึ้น

  • VRITIMES แสดงโซลูชันนวัตกรรมด้านสื่อในการประชุม Hospitality Thailand 2025

    VRITIMES แสดงโซลูชันนวัตกรรมด้านสื่อในการประชุม Hospitality Thailand 2025

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 14 พฤษภาคม 2025 – VRITIMES สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสื่อชั้นนำที่เชี่ยวชาญในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และการวิเคราะห์ข้อมูล มีความภูมิใจที่จะประกาศการเข้าร่วมเป็นผู้แสดงในงานการประชุม Hospitality Thailand 2025 (HTC2025) ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ที่ Eastin Grand Hotel Sathorn กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมากกว่า 350 คนเข้าร่วมการประชุมเพื่อสำรวจอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

    งาน HTC2025 เป็นส่วนหนึ่งของ Thai Tourism & Hospitality Week ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักในการประชุมของผู้นำในอุตสาหกรรมการโรงแรม โดยมีการนำเสนอบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ การบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ และการทำเวิร์กช็อปที่มุ่งเน้นการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การออกแบบโรงแรม การเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของแขก

    VRITIMES กำลังแสดงโซลูชันที่นวัตกรรมซึ่งออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลการวิเคราะห์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการนำเสนอแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับสื่อมวลชน VRITIMES มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร

    “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน HTC2025 และได้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของเราสามารถช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมการโรงแรมในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเฟอร์รี บายู ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ VRITIMES กล่าว “การเข้าร่วมในงานนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย”

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VRITIMES และบริการต่างๆ โปรดเยี่ยมชมที่ https://www.vritimes.com

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 14 พฤษภาคม 2025 – VRITIMES สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสื่อชั้นนำที่เชี่ยวชาญในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และการวิเคราะห์ข้อมูล มีความภูมิใจที่จะประกาศการเข้าร่วมเป็นผู้แสดงในงานการประชุม Hospitality Thailand 2025 (HTC2025) ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ที่ Eastin Grand Hotel Sathorn กรุงเทพฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมากกว่า 350 คนเข้าร่วมการประชุมเพื่อสำรวจอนาคตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

    งาน HTC2025 เป็นส่วนหนึ่งของ Thai Tourism & Hospitality Week ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักในการประชุมของผู้นำในอุตสาหกรรมการโรงแรม โดยมีการนำเสนอบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ การบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญ และการทำเวิร์กช็อปที่มุ่งเน้นการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น การออกแบบโรงแรม การเพิ่มประสิทธิภาพรายได้ และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของแขก

    VRITIMES กำลังแสดงโซลูชันที่นวัตกรรมซึ่งออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลการวิเคราะห์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการนำเสนอแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับสื่อมวลชน VRITIMES มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารข้อความได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร

    “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าร่วมงาน HTC2025 และได้แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของเราสามารถช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมการโรงแรมในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเฟอร์รี บายู ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ VRITIMES กล่าว “การเข้าร่วมในงานนี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย”

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VRITIMES และบริการต่างๆ โปรดเยี่ยมชมที่ https://www.vritimes.com

  • 10 อันดับแอปพลิเคชันที่คนอยากลบมากที่สุดในปี 2025

    10 อันดับแอปพลิเคชันที่คนอยากลบมากที่สุดในปี 2025

    ในยุคดิจิทัลที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในเรื่องการทำงาน การสื่อสาร และความบันเทิง แต่ไม่ใช่ทุกแอปที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีเสมอไป บางแอปอาจสร้างความรำคาญ ส่งผลเสียต่อความเป็นส่วนตัว หรือแม้แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิต จนทำให้หลายคนตัดสินใจลบทิ้ง

    ในยุคดิจิทัลที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในเรื่องการทำงาน การสื่อสาร และความบันเทิง แต่ไม่ใช่ทุกแอปที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีเสมอไป บางแอปอาจสร้างความรำคาญ ส่งผลเสียต่อความเป็นส่วนตัว หรือแม้แต่กระทบต่อคุณภาพชีวิต หลายๆคนที่มีลูกหรือพ่อแม่ ที่อายุเยอะแล้วก็อยากจะลดความเสี่ยงของการใช้งานแอพเหล่านี้ การลบก็เป็นทางออกของหลายๆ ครอบครัวครับ

    จากการสำรวจล่าสุดในปี 2025 พบว่ามีแอปพลิเคชัน 10 อันดับที่ผู้ใช้ “อยากลบ” ออกจากเครื่องมากที่สุด มาดูกันว่ามีแอปไหนบ้าง และเพราะเหตุผลใด

    ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลตัวเลขที่เราเก็บตั้งแต่ช่วง ธันวาคม 2567 – เมษายน 2568

    1. Fineeasy – แอปเงินกู้ออนไลน์ที่มีปัญหาการทวงหนี้

    Fineeasy ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง และพฤติกรรมการทวงหนี้ที่ก้าวร้าว หลายคนเลือกที่จะลบแอปนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    2. TikTok – ประเด็นความปลอดภัยและการใช้เวลาอย่างสิ้นเปลือง

    แม้จะได้รับความนิยมทั่วโลก แต่ TikTok ก็ถูกมองว่าเป็นแหล่ง “ดูดเวลา” ที่ทำให้ผู้ใช้งานเสียสมาธิ อีกทั้งยังมีประเด็นความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

    3. Twitter – สงครามคอมเมนต์และข่าวปลอม

    Twitter กลายเป็นสนามรบของการโต้เถียง ข่าวปลอม และการใช้ภาษาหยาบคาย จนทำให้ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเลิกใช้งานและลบออก

    4. Snapchat – ความนิยมที่ลดลงและปัญหาความเป็นส่วนตัว

    ด้วยการที่ฟีเจอร์เด่น ๆ ถูกนำไปใช้ในแอปอื่น ๆ ความนิยมของ Snapchat ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับประเด็นเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนตัว ทำให้ผู้ใช้หลายคนหันหลังให้

    5. Telegram – เสี่ยงต่อสแปมและกลุ่มเนื้อหาไม่เหมาะสม

    แม้ Telegram จะเด่นเรื่องความปลอดภัย แต่ปัญหาสแปม กลุ่มเนื้อหาผิดกฎหมาย และความซับซ้อนในการใช้งาน ก็ทำให้หลายคนตัดสินใจลบออก

    6. Facebook – แอปที่ใช้พื้นที่เยอะและเต็มไปด้วยโฆษณา

    Facebook มีปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่โทรศัพท์มากเกินไป การแสดงโฆษณาจำนวนมาก และข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ส่งผลให้คนเริ่มหันหลังให้กับแพลตฟอร์มนี้

    7. Tinder – บัญชีปลอมและความผิดหวังในการหาคู่

    ปัญหาบัญชีปลอมและการเสียเงินเพื่อเข้าถึงฟีเจอร์พิเศษ ทำให้ Tinder กลายเป็นหนึ่งในแอปที่หลายคนเลือกจะลบทิ้งหลังจากใช้งานได้ไม่นาน

    8. LINE – ความหน่วงและปัญหาการแจ้งเตือน

    ถึงแม้ LINE จะเป็นแอปแชทยอดนิยมในไทย แต่ปัญหาการหน่วง การแจ้งเตือนไม่เสถียร และขนาดไฟล์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ใช้หลายรายเริ่มพิจารณาลบทิ้ง

    9. Instagram – ความกดดันจากโซเชียลมีเดีย

    Instagram ทำให้ผู้ใช้หลายคนรู้สึกเครียดเกี่ยวกับรูปลักษณ์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีปัญหาบัญชีปลอม และเนื้อหาที่ทำให้ติดโซเชียลโดยไม่รู้ตัว

    10. WhatsApp – กังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัว

    การเปลี่ยนแปลงนโยบายความเป็นส่วนตัวของ WhatsApp ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากกังวล และเลือกที่จะย้ายไปใช้แอปแชทอื่นที่มีความปลอดภัยสูงกว่า

    สรุป

    แม้แต่แอปที่ได้รับความนิยมสูงก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกลบได้ หากไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการ หรือสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ได้ การเลือกติดตั้งหรือเลิกใช้แอปพลิเคชันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และระดับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

    หากคุณต้องการข้อมูลฉบับเต็ม พร้อมรูปภาพประกอบอื่น ๆ เพื่อนำไปเผยแพร่ ติดต่อที่ Aemorph หรือตามข้อมูลการติดต่อได้เลยครับ

  • At Expo 2025, Glico Highlights Innovation Through “Cellular-Care” Research and “Rice Soft Candy”

    At Expo 2025, Glico Highlights Innovation Through “Cellular-Care” Research and “Rice Soft Candy”

    Ezaki Glico Co., Ltd. is a Silver Partner of the Expo’s Signature Pavilion “EARTH MART” and a Premium Partner of the “Osaka Healthcare Pavilion” at Expo 2025 Osaka, Kansai. As part of its participation in both pavilions, Glico held a press briefing on April 30 to share two key announcements: a newly obtained patent related to its “Cellular-care” research, and the development of “Rice soft candy” for the Expo 2025. At the “Osaka Healthcare Pavilion”, Glico is presenting an exhibition focused on “Cellular-care”. The company has been accelerating research on aging prevention and has announced that it has obtained a patent for demonstrating the senescent cell–removing effect of Persian silk tree. In addition to the details of the research that led to the patent, the briefing also covered the story behind “Rice soft candy”, which is being distributed exclusively at the Signature Pavilion “EARTH MART”. This newsletter provides a summary of the press releases announced today.

    ① Accelerating Research on Aging Prevention

    Glico demonstrates senescent cell removal by Persian silk tree and obtains patent —Discovered from Glico’s Library of 6,000 Curated Ingredients —

    Ezaki Glico Co., Ltd. conducted research to identify ingredients that act on the causes of aging, selecting approximately 6,000 candidates from its curated ingredient library, with a focus on those suitable for food applications. As a result, Glico demonstrated that Persian silk tree removes senescent cells (senolysis*1), and has now obtained a Patent (Patent No. 7659690). This marks the first patent in Japan for the removal of senescent cells using Persian silk tree. Moving forward, the Glico Group will continue its research, including validation in humans, to further explore its potential in aging-related applications.

    For more information, please visit https://www.glico.com/global/news/46993/.

    ② Each Piece Encapsulates the Gentle Essence of Rice and a Vision for the Future of Our Planet

    Glico develops “Rice soft candy” using rice-derived ingredients To be distributed exclusively inside “EARTH MART” at Expo 2025 Osaka, Kansai from the End of May

    Rice flour and riceRice soft candy

    Ezaki Glico Co., Ltd. is a Silver Partner of the Expo’s Signature Pavilion “EARTH MART” at Expo 2025 Osaka, Kansai. Under the pavilion’s theme, “Thinking about the lives through eating”, Glico has developed “Rice soft candy” by applying the soft-candy-making technology it has cultivated since its founding—using rice, Japan’s staple food, as the key ingredient. “Rice soft candy” will be offered free of charge to pavilion visitors exclusively within “EARTH MART”, starting from the End of May. The Glico Group will continue to share the value of Japanese food culture with the world and offer new ideas that contribute to “Healthier days, Wellbeing for life”.

    For more information, please visit https://www.glico.com/global/news/47011.

    *1 Senolysis: Refers to the selective removal of senescent cells. The term is derived from seno (senescence) and lysis (destruction or breakdown).

    [Notes of caution]

    This document is an English translation of the Japanese original. In the event of any differences or inconsistencies between the Japanese and English versions, the Japanese language version shall take precedence.

  • ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานเทคโนโลยีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ Travel & Tech Asia 2025 – พบกันเดือนกรกฎาคม 2568

    ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานเทคโนโลยีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ Travel & Tech Asia 2025 – พบกันเดือนกรกฎาคม 2568

    Travel & Tech Asia 2025 เตรียมเปิดตัวงานประชุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเดินทางชั้นนำของภูมิภาคเป็นครั้งแรก จัดโดย วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค งานนี้ได้รวบรวมผู้มากประสบการณ์จากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสำรวจอนาคตของการเดินทาง การให้บริการ และการท่องเที่ยวผ่านมุมมองของการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ด้วยการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยงานจะถูกจัดขึ้นในพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะเน้นย้ำถึงโครงการริเริ่มที่ก้าวล้ำ และกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทางประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวอย่างอัจฉริยะ

    Travel & Tech Asia 2025
    ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่มีอิทธิพล
    ซึ่งมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรม และการสร้างชุมชนที่เชื่อมโยงและพร้อมสำหรับอนาคต
    ซึ่งรวมถึง PATA (สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก),
    TCEB (สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ
    (องค์การมหาชน)), TICA (สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย),
    NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ), DUGA (สมาคมรัฐบาลดิจิทัล),
    DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล), สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่,
    สมาคม MarTech, EABC (สภาธุรกิจยุโรป), และ
    TICC (หอการค้าไทย-อิตาเลียน) นอกจากนี้ สมาคมโฮสเทล
    (ประเทศไทย) จะสนับสนุน และส่งเสริมผู้เยี่ยมเข้างาน รวมถึงการมีส่วนร่วมภายในภาคการบริการ

    ช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบในการขับเคลื่อนการเดินทางด้วยเทคโนโลยี

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเอเชียกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
    นวัตกรรม และเทคโนโลยีสามารถปลดล็อกการเติบโตที่ยั่งยืน
    ประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น และความยืดหยุ่นในระยะยาว งาน Travel &
    Tech Asia 2025
    จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสำหรับการอภิปราย การทำงานร่วมกัน และแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกที่นำไปปฏิบัติได้จริง

    “การฟื้นตัวหลังโรคระบาดใหญ่
    ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น การแตกกระจายทางดิจิทัล
    และความคาดหวังของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป
    ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อผู้ประกอบการด้านการเดินทางและจุดหมายปลายทาง” คุณปนัดดา
    ก๋งม้า รองประธานฝ่ายธุรกิจ ของ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ผู้จัดงาน Travel
    & Tech Asia กล่าว “Travel & Tech Asia 2025
    จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางโซลูชันที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมโยงนวัตกรรมกับการประยุกต์ที่ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง
    ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนในลักษณะเฉพาะตัวที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
    และเครื่องมือระยะยาว งานนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมไม่เพียงแต่ปรับตัว แต่ยังเพิ่มความมั่นใจไปสู่ปี
    2568 และต่อๆ ไป”

    แนวโน้มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่กำหนดรูปแบบการเดินทางได้

    นอกจากงานแสดงเทคโนโลยีล้ำสมัยจากผู้แสดงสินค้าของเราแล้ว
    ผู้เข้าร่วมยังมีโอกาสยกระดับความรู้โดยการเรียนรู้โดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและจากผู้นำในอุตสาหกรรม
    Travel & Tech Asia 2025
    จะนำเสนอหัวข้อการประชุมหลักหกหัวข้อที่เน้นแนวโน้มและนวัตกรรมที่สำคัญซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเดินทางในปัจจุบัน:

    – การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและนวัตกรรม: การนำนวัติกรรมทางดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคการเดินทางและการบริการ

    – การเพิ่มขึ้นของ AI และระบบอัตโนมัติ:
    เน้นไปที่ Generative AI ที่มีกำลังปรับเปลี่ยนการบริการลูกค้า
    การตลาด และวิธีการดำเนินงาน

    – นักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป:
    สำรวจพฤติกรรม ความชอบ และความคาดหวังของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป

    – การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล: การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
    สร้างกลยุทธ์และคาดการณ์แนวโน้ม

    – การเดินทางที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม:
    มีการให้คำวามสำคัญเกี่ยวกับความยั่งยืน รวมถึงผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน

    Image

    ไฮไลท์ผู้บรรยาย

    เข้าร่วมเพื่อรับข้อมูลเชิงลึกจากองค์กรชั้นนำ
    เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
    (PATA), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
    (DEPA) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนี้
    ผู้นำระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม เช่น Booking.com, Agoda, Cloudbeds,
    AMEX Global Business Travel และ Accenture Song จะแบ่งปันประสบการณ์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกในการบูรณาการเทคโนโลยี
    นวัตกรรมจากประสบการณ์ลูกค้า และกลยุทธ์ดิจิทัล

    ติดตามเพื่อเข้าร่วมชมงาน

    การลงทะเบียนจะเปิดในเดือนพฤษภาคม
    2568 อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเทคโนโลยีการเดินทางที่ล้ำสมัยที่สุดในเอเชีย
    ติดตามข่าวสารและเยี่ยมชม: https://travelandtechasia.com