Blog

  • จากร้านเกมสู่เวทีโลก: บทบาทของระบบนิเวศอีสปอร์ตในการบ่มเพาะนักพัฒนาเกมแข่งขันระดับแนวหน้าของไทย

    จากร้านเกมสู่เวทีโลก: บทบาทของระบบนิเวศอีสปอร์ตในการบ่มเพาะนักพัฒนาเกมแข่งขันระดับแนวหน้าของไทย

    กรุงเทพฯ, 2026 – ไทยเป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางอีสปอร์ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สิ่งที่น่าสนใจในปี 2026 คือการบรรจบกันระหว่างผู้เล่นอาชีพ ผู้จัดทัวร์นาเมนต์ และสตาร์ทอัพผู้พัฒนาเกม อีสปอร์ตไม่ใช่แค่เวทีบริโภคอีกต่อไป แต่กลายเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับครีเอเตอร์เกมท้องถิ่น

    ความคลั่งไคล้ของผู้ชมทัวร์นาเมนต์อย่าง Arena of Valor Premier League หรือ Valorant Champions Tour ในไทย ผลักดันให้สตาร์ทอัพท้องถิ่นหันมาพัฒนาเกมแนวแข่งขัน พวกเขาตระหนักว่าการมี IP เกมอีสปอร์ตของตัวเองคือกุญแจสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืน ตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอด สินค้าที่ระลึก ไปจนถึงการซื้อขายนักกีฬา

    เข้าใจ DNA ผู้เล่นสายแข่งขัน

    สตาร์ทอัพอย่าง Bangkok Fury Interactive กำลังพัฒนาเกม MOBA ที่สอดแทรกตำนานท้องถิ่น พวกเขาจ้างอดีตนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพมาเป็นนักออกแบบเกมและทีมปรับสมดุล การตัดสินใจนี้พิสูจน์แล้วว่าชาญฉลาด เพราะอดีตโปรเพลเยอร์เหล่านี้เข้าใจจังหวะการเล่น กลไกสกิล และสิ่งที่ทำให้การแข่งขันรู้สึกยุติธรรมแต่ก็ตื่นเต้น

    แนวทางนี้ทำให้เกมที่พัฒนาไม่ได้แค่ลอกสูตรเกมจากเกาหลีหรือจีน แต่ถูกออกแบบมาให้ตรงตามมาตรฐานการแข่งขันจริง เสียงตอบรับจากผู้เล่นโปรในขั้น Closed Beta คือทรัพย์สินล้ำค่าที่เงินซื้อไม่ได้

    ทัวร์นาเมนต์มหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์บ่มเพาะ

    ลีกอีสปอร์ตมหาวิทยาลัยในไทย เช่น Thailand University Esports League (TUEL) เป็นเวทีแสดงฝีมือไม่เพียงแต่สำหรับผู้เล่น แต่ยังรวมถึงทีมผู้พัฒนาที่จัดหาแพลตฟอร์มจัดการแข่งขัน สตาร์ทอัพบางรายมุ่งเน้นการพัฒนาระบบป้องกันการโกง (anti-cheat) และโหมดผู้ชม (spectator mode) ที่ดีขึ้นสำหรับทัวร์นาเมนต์ระดับล่าง

    ข้อมูลจาก Fragster แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ชมทัวร์นาเมนต์เกมที่ผลิตในไทยเริ่มไต่อันดับบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แม้ยังไม่ทาบรัศมีเกมต่างประเทศ แต่การเติบโตก็สม่ำเสมอ อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่: Fragster – Thailand Esports Market Analysis 2026

    การสร้างรายได้ผ่านชุมชน

    โมเดลธุรกิจเกมแข่งขันท้องถิ่นไม่ได้พึ่งพาการขายสกินเพียงอย่างเดียว พวกเขาใช้ความหลงใหลของแฟน ๆ ด้วยการขาย Team Pass และ Tournament Sticker ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งแบ่งให้องค์กรอีสปอร์ตท้องถิ่น นี่สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ผู้พัฒนาเกม ทีมอีสปอร์ต และผู้เล่นต่างก็เกื้อกูลกัน

    กลยุทธ์นี้ได้ผลดีในตลาดท้องถิ่นมากกว่าการไปสู้กับงบการตลาดมหาศาลของผู้ให้บริการต่างประเทศ ด้วยความเข้าใจวัฒนธรรม “ดูไปด้วยกัน” ที่ฝังรากในสังคมไทย สตาร์ทอัพเกมท้องถิ่นจึงสร้างประสบการณ์การรับชมที่เป็นส่วนตัวและเชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมได้สำเร็จ

  • TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์) จํากัด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีชั้นนําระดับโลก  ขอเดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ เร่งสนับสนุนท่อพีวีซีสำหรับระบบน้ำให้แก่ชาวบ้าน บ้านนาแล อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน 36 ครัวเรือน หลังได้รับผลกระทบจนระบบน้ำในพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน โดย TCL เร่งดำเนินการทันทีหลังได้รับการประสาน และสามารถจัดส่งท่อถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 วัน

    ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านบ้านนาแลได้ขอความช่วยเหลือไปยัง คุณกัน จอมพลัง เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ท่อเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำกลับเข้าสู่ชุมชน ก่อนที่ทางมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ จะประสานความต้องการดังกล่าวมายัง TCL ซึ่งเมื่อได้รับทราบถึงสถานการณ์และความเดือดร้อนของชาวบ้าน TCL ได้เร่งจัดเตรียมท่อพีวีซีและดำเนินการด้านการขนส่งทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

    ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ท่อพีวีซีได้ถูกส่งถึงบ้านนาแลและนำไปใช้เชื่อมต่อระบบน้ำให้กับชุมชน ช่วยให้ทั้ง 36 ครัวเรือนสามารถกลับมามีน้ำใช้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอีกครั้ง สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มูลนิธิ และคนในพื้นที่ ที่สามารถเปลี่ยนความต้องการเร่งด่วนให้กลายเป็นความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

    สำหรับ TCL ความช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการนำศักยภาพขององค์กรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ ทุกช่วงเวลามีความหมาย และการช่วยเหลือที่รวดเร็วสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    TCL ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างสังคมในวันที่ต้องการ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://www.tcl.com/th

    https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BANGKOK,
    September 2, 2026 – IMPACT Exhibition Management Co., Ltd., together with its
    public- and private-sector partners, has announced its full readiness for
    Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026), a leading regional
    exhibition and business platform for the building, construction and mining
    industries in Southeast Asia. Now in its sixth consecutive edition, BCT Expo
    2026 will be held under the theme “Empowering Net Zero in Construction &
    Mining”, highlighting the industry’s transition toward a low-carbon future and
    supporting the development of more sustainable construction and mining
    practices in Thailand and across the region. The event will take place from
    September 16–18, 2026, from 10:00 a.m. to 6:00 p.m. at Hall 7, IMPACT
    Exhibition and Convention Center, Muang Thong Thani.

    Mr. Loy Joon How,
    General Manager of IMPACT Exhibition Management Co., Ltd.,

    said the preparations for BCT Expo 2026 are well underway across all key areas,
    from the exhibition floor and technology showcase to industry conferences and
    professional training programmes. “BCT Expo 2026 is fully prepared to serve as
    a regional platform connecting industry professionals, technology providers,
    experts and decision-makers. This year, the exhibition will bring together
    technologies and solutions from more than 150 leading brands worldwide,
    alongside in-depth conferences and professional training programmes. We expect
    to welcome more than 4,000 industry professionals, experts and decision-makers
    to exchange knowledge, develop business networks and explore new technologies
    and solutions that can support the construction and mining industries in
    achieving sustainable growth.”

    “The
    exhibition comes at a time when Thailand’s construction sector continues to
    expand. According to Krungsri Research, Thailand’s construction investment grew
    by 6.1% year-on-year in the first quarter of 2026, reaching approximately THB
    365 billion, while full-year growth is projected at around 2.5–2.7%, driven in
    part by major infrastructure projects. At the same time, the country’s Net Zero
    target for 2050 is expected to accelerate the transformation of industrial
    sectors. According to SCB EIC, carbon-intensive construction materials,
    particularly steel and cement, will face increasing pressure to adopt more
    environmentally responsible production processes and technologies.”

     

    Mr. Panotsan
    Suchayanon, Deputy Director-General of the Department of Primary Industries and
    Mines (DPIM),
    highlighted the importance of sustainable
    resource management and the circular economy in supporting the transformation
    of the industrial sector. “DPIM places strong emphasis on the efficient and
    sustainable management of raw materials and mineral resources for the
    industrial sector. Advancing the circular economy can improve resource
    efficiency, reduce waste and help Thailand’s construction and mining industries
    respond more effectively to global environmental challenges.”

    Mr. Rattee
    Ruangpimonsiri Regional Manager, of Zoomlion Heavy
    Industry (Thailand) Co., Ltd.,
    one of the
    exhibitors at BCT Expo 2026, said: “Zoomlion is committed to bringing
    world-class construction machinery and technologies to the Thai and regional
    markets, with solutions designed to enhance operational efficiency while
    reducing environmental impact. We are proud to contribute to the transformation
    of Thailand’s and the region’s construction industry toward a more sustainable
    Net Zero future.”

    6 Must-See Highlights at BCT Expo 2026

    ·      
    Advanced Machinery and Technologies
    from 150 Leading Brands Worldwide

    Discover
    a comprehensive range of construction and mining machinery, materials,
    equipment, technologies, innovations and solutions, covering AI, robotics and
    smart construction from leading manufacturers and distributors from Thailand
    and around the world. Featured exhibitors include Zoomlion, Daehan Heavy
    Industry LLC, SIRIM BERHAD, Pinsiam, Topcon Positioning Asia (Thailand) and
    Japan Mass Timber Overseas Promotion Council, among others.

    ·      
    Innovations for a More Sustainable
    Industry

    Explore
    technologies and solutions specifically designed to support more sustainable
    construction and mining operations, from greenhouse gas reduction technologies
    to carbon management systems, helping businesses respond to the global transition
    toward Net Zero and raise environmental standards across the industry.

    ·      
    Built Environment &
    Construction Lighting Pavilion

    For
    the first time, BCT Expo will introduce a dedicated pavilion showcasing
    innovative lighting solutions for the built environment and construction
    sector. The pavilion will feature technologies directly from leading
    manufacturers and technology developers in Zhejiang Province, China, providing
    Thai businesses with opportunities to connect and conduct direct business discussions
    with manufacturers.

    ·      
    DPIM Circular Economy

    In
    collaboration with the Department of Primary Industries and Mines (DPIM) as a
    strategic partner, BCT Expo 2026 will present a dedicated exhibition showcasing
    practical models of the Circular Economy, alongside the “DPIM Circular Economy”
    conference programme. The programme will explore approaches to maximizing
    resource efficiency, reducing waste and minimizing environmental impacts across
    industrial operations.

    ·      
    30+ Free Industry Conference
    Sessions

    Stay
    ahead of emerging trends and gain practical insights from leading industry
    organizations and experts, including RITTA, SCG, PTT, SCB EIC and the
    Association of Siamese Architects under Royal Patronage.

    Conference
    topics will cover key issues including Net Zero Construction, Green Building,
    Digital Construction, BIM and AI for Engineering.

    ·      
    Free Professional Training with
    CPD Credits

    Enhance
    professional knowledge through specialized training sessions led by experienced
    academics and industry experts, including Asst. Prof. Dr. Thanet Weerasiri, the
    Council of Engineers, the Chonburi Occupational Safety Officers Club, and the
    Association of Lifting, Crane and Heavy Machinery Engineering.

    Licensed
    professional engineers registered with the Council of Engineers can earn
    Continuing Professional Development (CPD) credits upon completion of eligible
    training sessions.

    Business
    Opportunities and B2B Matchmaking

    Beyond technology showcases and
    educational programmes, BCT Expo 2026 will feature a dedicated Business Matching
    Programme, providing buyers, decision-makers and industry professionals with
    opportunities to arrange one-on-one business meetings, identify potential
    partners and expand their business networks across the region.

    Visitors can register
    to attend the exhibition:

    Visitor Registration https://evcnx.co/HTbBv

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Digital Disruption กับตัวแทนประกันภัยในไทย: โมเดลพบหน้าจะอยู่รอดในปี 2569 ได้หรือไม่?

    Digital Disruption กับตัวแทนประกันภัยในไทย: โมเดลพบหน้าจะอยู่รอดในปี 2569 ได้หรือไม่?

    ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา คำถามใหญ่คือ อาชีพตัวแทนประกันภัยในไทยจะสูญพันธุ์หรือไม่? คำตอบไม่ง่ายขนาดนั้น แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลจะมอบความเร็วและความสะดวกสบาย แต่ตัวแทนประกันภัยในไทยยังมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากพลังของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความไว้วางใจจากคนในพื้นที่

    พลังของความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

    วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือ “คนรู้จักคน” เป็นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่มีวงเงินสูงจะไม่มีใครซื้อผ่านแอปพลิเคชันแบบหุนหันพลันแล่น ลูกค้าต้องการคำปรึกษาแบบพบหน้า โดยเฉพาะเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดสัญญาที่ซับซ้อน แต่บทบาทของตัวแทนเริ่มเปลี่ยนจากแค่พนักงานขายมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ในปี 2569 ตัวแทนที่ทำได้เพียง “ขายเล่มกรมธรรม์” เริ่มถูกแทนที่โดยแพลตฟอร์มที่ถูกกว่า

    Hybrid Model: แนวทาง Phygital

    บริษัทประกันภัยรายใหญ่ต่างจัดหาเครื่องมือดิจิทัลขั้นสูงให้กับตัวแทนของตน กระบวนการบันทึกข้อมูลลูกค้าใช้แท็บเล็ตพร้อมระบบการพิจารณารับประกันอัตโนมัติที่ตัดสินใจได้ภายใน 5 นาที สิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพให้ตัวแทนบริการลูกค้าได้มากขึ้น กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพในการลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้า รายงานจาก คปภ. ระบุว่า 70% ของกรมธรรม์ใหม่ที่ขายผ่านตัวแทนในปี 2569 ได้รับการประมวลผลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลภายในของบริษัท

    การเติบโตของ Bancassurance และพันธมิตรค้าปลีก

    การแข่งขันไม่ได้เกิดเฉพาะระหว่างตัวแทนกับอินชัวร์เทคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงช่องทางธนาคารด้วย ความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทประกัน (Bancassurance) กำลังครองส่วนแบ่งการขายผลิตภัณฑ์ชีวิตแบบสะสมทรัพย์และยูนิตลิงก์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าธนาคารที่เข้ามาฝากเงินมักถูกนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่สูงกว่า นี่คือภัยคุกคามที่แท้จริงของตัวแทนอิสระ ซึ่งบีบให้ต้องย้ายไปยังตลาดบน (affluent) ที่ต้องการการวางแผนภาษีและมรดก

    ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับยอดขายและพฤติกรรมผู้บริโภคประกันภัยในประเทศไทย สามารถดูได้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – รายงานเสถียรภาพภาคประกันภัย

    สมรรถนะใหม่ของตัวแทน: มรดกและภาษี

    แทนที่จะขายประกันชีวิตพื้นฐาน ตัวแทนที่ประสบความสำเร็จในปี 2569 คือผู้ที่เข้าใจกฎหมายมรดกไทยและการวางแผนภาษี พวกเขาไม่ได้ขายความกลัว แต่ขายโซลูชันความมั่งคั่งระยะยาว ส่งผลให้การฝึกอบรมเพื่อรับใบอนุญาตตัวแทนปัจจุบันเพิ่มโมดูลการวางแผนการเงินที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าห้าปีก่อนมาก

  • PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ร่วมกับ Image Shining เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” ครั้งแรก เพื่อเชื่อมกลยุทธ์แบรนด์เข้ากับภาพลักษณ์และพฤติกรรมของบุคลากร แก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วน เพื่อสะท้อนผ่านตัวตนพนักงานอย่างสง่างามและเหมาะสม เริ่มจัดอบรมกันยายน 2569 นี้

    กรุงเทพฯ – 2 กันยายน 2569
    – PaM++ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด
    ร่วมกับ Image Shining ผู้เชี่ยวชาญด้าน Image Coaching และ Professional Presence เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” โปรแกรมฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับองค์กร
    ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วนกันระหว่างแบรนดิ้งและการพัฒนาบุคลากร
    โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มเปิดให้อบรมสำหรับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569
    เป็นต้นไป

    โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่พบได้บ่อยในองค์กรยุคปัจจุบัน
    เมื่อฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริการ
    และฝ่ายจัดอบรมด้านภาพลักษณ์ถูกจัดการแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
    ทั้งที่ในมุมมองของลูกค้า
    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์เดียวกันในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร
    หลักสูตร Brand Image Training จึงถูกออกแบบมาให้ทุกภาคส่วนเริ่มต้นจากความเข้าใจในแบรนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
    ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารของบุคลากรอย่างกลมกลืน

     

    จากกลยุทธ์แบรนด์ สู่การนำเสนอภาพลักษณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

    หลักสูตร “Brand Image Training” เริ่มต้นจากการทำให้บุคลากรภายในองค์กรทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
    มากกว่าเพียงแค่จดจำโลโก้ สีประจำแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำโฆษณา
    แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงจุดไหน (Brand
    Positioning) มีดีเอ็นเอและบุคลิกภาพแบบใด (Brand DNA
    & Personality) และแบรนด์ต้องการสร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกอย่างไรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในกระบวนการฝึกอบรม ทาง PaM++ จะรับหน้าที่ช่วยถ่ายทอดหลักการเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
    จากนั้น Image Shining จะนำรากฐานความเข้าใจในแบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตัวบุคคลในระดับปฏิบัติ
    ตั้งแต่ด้านภาพลักษณ์ การแต่งกายและการดูแลตนเอง (Grooming) บุคลิกภาพ ท่าทาง ภาษากาย การวางตัว
    ตลอดจนมารยาททางสังคมและการทำธุรกิจ
    เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพที่สะท้อนถึงแบรนด์ที่บุคลากรเหล่านั้นกำลังเป็นตัวแทนได้อย่างเหมาะสมและสง่างาม

    คุณปนัสพร (แพม) นพศรี Managing Director ของ PaM++ เปิดเผยว่า “หลายองค์กรมี Brand Book และลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง
    แต่ลูกค้าไม่ได้มาเห็น Brand Book พวกเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านคนที่เป็นตัวแทนขององค์กร
    บุคลากรจึงต้องเข้าใจก่อนว่าแบรนด์ยืนอยู่บนอะไร
    และต้องการสร้างความรู้สึกแบบใดให้ลูกค้า
    แล้วจึงแปลงความเข้าใจนั้นเป็นการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน”

    ขณะที่ Coach Nat ชนัดดา เจริญศิริพันธ์ Founder
    ของ Image Shining ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การดูเป็นมืออาชีพอย่างเดียวไม่พอ
    หากสิ่งที่แสดงออกยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพลักษณ์ บุคลิก
    การวางตัว และการสื่อสาร สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ”

    สามแกนหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรม
    Brand
    Image Training”

    เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    โครงสร้างการอบรมของโปรแกรมนี้จึงถูกกำหนดไว้ภายใต้สามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
    ดังนี้

    • Brand Understanding: การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ คุณค่า จุดยืน
    ตลอดจนบุคลิกภาพและวิธีการสื่อสาร
    เพื่อให้พนักงานไม่เพียงแค่รับรู้ว่าแบรนด์คืออะไร
    แต่สามารถมองภาพการสื่อสารและประสบการณ์ที่องค์กรต้องการส่งมอบได้อย่างชัดเจนร่วมกัน

    • Image Alignment: การนำตัวตนของแบรนด์มาแปลงสู่แนวทางเชิงปฏิบัติของบุคคล อาทิ
    ความประทับใจแรกพบ (First Impression) ความเป็นมืออาชีพ (Professional
    Presence) มาตรฐานการแต่งกาย โทนสี ท่าทาง ภาษากาย
    และมารยาททางสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและบริบทองค์กร

    • Brand Communication: การนำโทนเสียงของแบรนด์ (Brand Tone of Voice) มาใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกถ้อยคำ
    การใช้น้ำเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
    ไปจนถึงวิธีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า
    เพื่อสร้างมาตรฐานความสม่ำเสมอในทุกๆ จุดสัมผัสบริการ (Touchpoints)

     

    การผสมผสานสองศาสตร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร

    จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของหลักสูตร Brand Image Training คือ
    การจัดหลักสูตรแบบ Tailor-made ที่ได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหา
    รวมถึงกระบวนการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้สอดคล้องเฉพาะตัวตามตำแหน่งทางการตลาด
    ดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนโจทย์ความท้าทายจริงในธุรกิจของแต่ละองค์กร
    นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งแบรนดิ้งและการโค้ชภาพลักษณ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจมักจะพัฒนาทักษะด้านเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    โปรแกรมนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงานด่านหน้า
    (Frontline Staff) หรือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะ
    สื่อสาร หรือให้บริการลูกค้าโดยตรง
    ตลอดจนองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน
    หรือองค์กรที่กำลังก้าวผ่านสถานการณ์การรีแบรนด์ (Rebranding) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ (Relaunch) การขยายกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรบริการในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ
    การท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality)
    การบิน
    ค้าปลีก บริการสุขภาพ บริการความงามและเวลเนส
    ตลอดจนสถาบันการเงินและบริการระดับพรีเมียม

    ข้อมูลการติดต่อและเกี่ยวกับการสมัครเข้าอบรม

    องค์กรที่สนใจจองหลักสูตรหรือต้องการปรับแต่งโปรแกรมให้สอดคล้องกับธุรกิจ
    สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pamplusplus.com/brand-image-training หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับผู้จัดหลักสูตรได้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้

    • โทรศัพท์: 089-244-5588
    • LINE: @pamplusplus
    • อีเมล: answers@pamplusplus.com (หรือ pam@pamplusplus.com)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • การสร้างความแตกต่างทางการตลาดและการวางตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์: กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเพื่อหลุดพ้นจากสงครามราคา

    การสร้างความแตกต่างทางการตลาดและการวางตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์: กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเพื่อหลุดพ้นจากสงครามราคา

    การแข่งขันในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มักกลายเป็นกับดักที่เหนื่อยล้า สงครามราคาไม่รู้จบและอัตรากำไรที่บางลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยสามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ด้วยกลยุทธ์การวางตำแหน่งที่รอบคอบ พวกเขาจงใจนำสินค้าไปยังกลุ่มตลาดเฉพาะที่ชื่นชอบความเป็นเอกลักษณ์ คุณภาพ และเรื่องราว จึงสามารถตั้งราคาสูงได้โดยไม่เสียลูกค้า

    การแบ่งส่วนตลาดที่ตรงเป้าหมาย

    กลยุทธ์การสร้างแบรนด์สมัยใหม่ต้องการความเด็ดขาดในการเลือกตลาดเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยไม่พยายามเอาใจทุกคนอีกต่อไป แบรนด์สบู่ออร์แกนิกจากเกาะสมุยเป็นตัวอย่างที่เจาะจงกลุ่มนักท่องเที่ยวสปาและผู้บริโภคเมืองที่ใส่ใจสุขภาพผิว ด้วยการวางตำแหน่งที่ชัดเจน ข้อความการตลาดจึงคมชัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาไม่ต้องแข่งขันกับสบู่โรงงานราคาถูกในร้านสะดวกซื้อ แต่กลายเป็นตัวเลือกแรกในบูติกความงาม

    การสร้างหมวดหมู่ใหม่

    แทนที่จะเป็นผู้เล่นอันดับสองในหมวดที่แออัดแล้ว ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเก่งในการสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มใหม่ ตัวอย่างเช่น นวัตกรรม “น้ำผึ้งมะพร้าว” หรือ “ช็อกโกแลตทุเรียน” ที่ผสมผสานวัตถุดิบดั้งเดิมกับฟอร์แมตสมัยใหม่ กลยุทธ์นี้สร้างมหาสมุทรสีครามที่สินค้านั้นเป็นราชาในหมวดของตนเอง เมื่อสินค้ากลายเป็นมาตรฐานของหมวดใหม่ มูลค่าขายจะอยู่ในระดับสูงมากโดยอัตโนมัติเพราะไม่มีคู่เทียบโดยตรง

    การสร้างแบรนด์ทางอารมณ์และไลฟ์สไตล์

    การเพิ่มมูลค่าไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ใช้สอย แต่เป็นภาพลักษณ์ที่ติดตัว ผลิตภัณฑ์เช่นชาสมุนไพรไทยปัจจุบันถูกวางตำแหน่งให้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีผ่อนคลายและสติ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มดับกระหาย กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เช่นนี้เปลี่ยนการรับรู้ของผู้บริโภคจากประโยชน์ใช้สอยไปสู่ความพึงพอใจทางอารมณ์ ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อความรู้สึกสงบและพิเศษที่แบรนด์มอบให้

    คุณภาพเป็นรากฐานหลัก

    กลยุทธ์การวางตำแหน่งและสร้างความแตกต่างจะไม่สำเร็จหากปราศจากคุณภาพสินค้าจริง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยที่ยกระดับสำเร็จล้วนรับประกันว่าวัตถุดิบและกระบวนการผลิตยอดเยี่ยมจริง พวกเขาทำให้มาตรฐานคุณภาพสากลเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับปรุงคุณภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่แข็งกร้าวขึ้นในตลาดโลกปี 2026: https://www.boi.go.th/

  • Margin of Safety: สูตรลับของวอร์เรน บัฟเฟตต์ในการล่าหุ้นลดราคาในภาคเศรษฐกิจจริงของไทย

    Margin of Safety: สูตรลับของวอร์เรน บัฟเฟตต์ในการล่าหุ้นลดราคาในภาคเศรษฐกิจจริงของไทย

    ในปรัชญา การลงทุนแบบเน้นคุณค่า หลักการ “ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย” (Margin of Safety) ถือเป็นกฎศักดิ์สิทธิ์ แนวคิดนี้สอนว่าเราต้องซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมินไว้อย่างมาก เพื่อให้มีกันชนรองรับเมื่อการคำนวณของเราผิดพลาด การประยุกต์ใช้หลักการนี้ในตลาดไทยต้องมีการปรับการคำนวณความเสี่ยง

    ประเทศไทยมีความเสี่ยงเฉพาะที่หาได้ยากในประเทศพัฒนาแล้ว: ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์จากน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม การพึ่งพาการส่งออกสูง ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทซึ่งสามารถกัดกร่อนกำไรของบริษัทได้ ดังนั้นการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมจึงต้องอนุรักษ์นิยมมากขึ้น

    การคำนวณมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value)

    มีสองวิธีที่นิยมใช้ประเมินมูลค่าหุ้นใน SET:

    1. วิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF): คาดการณ์กระแสเงินสดอิสระของบริษัทล่วงหน้า 5-10 ปี แล้วคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน สำหรับหุ้นไทย ควรใช้อัตราคิดลดที่สูง (เช่น 10-12%) เพื่อชดเชยความเสี่ยงของ ตลาดเกิดใหม่
    2. การประเมินมูลค่าเชิงเปรียบเทียบ (Relative Valuation): เปรียบเทียบอัตราส่วน EV/EBITDA ของหุ้นเป้าหมายกับค่าเฉลี่ยห้าปีย้อนหลัง หากบริษัทขนาดใหญ่ในไทยมักซื้อขายที่ EV/EBITDA ประมาณ 8 เท่า แต่ตอนนี้อยู่ที่ 5 เท่า นั่นคือสัญญาณของส่วนลดก้อนใหญ่

    มุ่งเน้นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets)

    ภาคส่วนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย ในไทยคือภาคเศรษฐกิจจริง หุ้นอย่างท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐาน หรือผู้บริหารศูนย์การค้ามีมูลค่าสินทรัพย์ที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น หุ้นอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ในกรุงเทพฯ ที่มีอาคารจริง หากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในตลาดหลักทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าประเมินขายอาคารเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย ที่หนามาก

    ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เกี่ยวกับผลการดำเนินงานและสถิติรายภาคปี 2026 มีประโยชน์อย่างยิ่งในการดูว่าภาคใดกำลังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ ดูข้อมูลได้ที่ https://www.set.or.th/en/home ผ่านเว็บไซต์นี้ คุณสามารถจัดเรียงหุ้นตาม P/BV และภาคธุรกิจได้แบบเรียลไทม์

    ด้วยการรักษาวินัย ส่วนต่างแห่งความปลอดภัย อย่างเคร่งครัด นักลงทุนไม่เพียงแสวงหากำไร แต่ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าเงินทุนของพวกเขาปลอดภัยจากพายุเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม โดยมีผู้จัดแสดงมากกว่า 350 รายเข้าร่วมงาน การเข้าร่วมงาน Techsauce เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในครั้งนี้ iFLYTEK ได้นำเสนอ AI Agent ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ เทคโนโลยี AI หลายภาษา และโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับองค์กร ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บูธของ iFLYTEK ดึงดูดสื่อกระแสหลักหลายสิบสำนักจากประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบให้เข้าร่วมชมการสาธิตผลิตภัณฑ์และรายงานข่าว นอกจากนี้ iFLYTEK ยังได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” ภายในงาน

    ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากโครงการนำร่องไปสู่การนำไปใช้งานในวงกว้าง องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับการประยุกต์ใช้ AI Agent การปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะ และการติดตั้งใช้งานภายในประเทศ ตามรายงาน AI in Southeast Asia: An Era of Opportunity ของ McKinsey พบว่า 46% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวข้ามระยะนำร่องของ AI และเข้าสู่การนำ AI มาใช้งานในวงกว้างแล้ว อย่างไรก็ตาม บุคลากร การบูรณาการ AI ผลตอบแทนจากการลงทุน และการกำกับดูแล ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรจำเป็นต้องรับมือเพื่อขยายการใช้งาน AI ให้มากยิ่งขึ้น

    เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดท้องถิ่น iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents (OceanDoc, OceanPraxis, OceanNote และ OceanTranslate); Astron Agent and Workflow Development Platform; GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์; WallEX; AI Translation Screen; Stars MaaS; และ All-in-One Solutions ผลิตภัณฑ์และโซลูชันเหล่านี้ร่วมกันตอบโจทย์สถานการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่แอปพลิเคชันสำหรับองค์กร บริการสาธารณะ การสื่อสารข้ามภาษา ไปจนถึงพื้นที่อัจฉริยะ

    Enterprise AI Agents ลดอุปสรรคในการนำ AI มาใช้งานในองค์กร

    ภายในงาน iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents และ Astron Agent and Workflow Development Platform ซึ่งครอบคลุมกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แอปพลิเคชัน AI ที่พร้อมใช้งานไปจนถึงการพัฒนา AI Agent แบบกำหนดเอง

    Enterprise AI Agents ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ตระกูล Ocean เป็นศูนย์กลาง รองรับ 4 สถานการณ์สำคัญ ได้แก่ การสร้างเอกสาร การจัดการประชุม การแปลหลายภาษา และการฝึกอบรมทักษะทางธุรกิจ โดยสามารถให้บริการได้ทั้งในรูปแบบ SaaS และการติดตั้งใช้งานแบบ Private Deployment

    OceanDoc สามารถสร้างงานนำเสนอ PowerPoint จากข้อความ และรองรับการจัดรูปแบบด้วย AI รวมถึงการซ้อมนำเสนอหลายภาษาด้วย AI OceanNote ให้บริการถอดเสียงจากเสียงและวิดีโอการประชุมเป็นหลายภาษา การระบุผู้พูด การสกัดประเด็นสำคัญ และการจัดระเบียบรายการงานที่ต้องดำเนินการ OceanTranslate สามารถแปลข้อความ เอกสาร เสียง วิดีโอ และรูปภาพได้มากกว่า 100 ภาษา พร้อมคงรูปแบบของเอกสารและรองรับคำศัพท์เฉพาะอุตสาหกรรมที่กำหนดเอง OceanPraxis จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การบริการลูกค้าและการฝึกอบรมพนักงานผ่านการสวมบทบาทและการทบทวนบทสนทนา

    AI Agent ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นบน Astron โดย Astron Agent รองรับการรับรู้เจตนา การแยกย่อยงาน การเรียกใช้เครื่องมือ และการวางแผนหลายขั้นตอน และสามารถเชื่อมต่อกับฐานความรู้ขององค์กร ปลั๊กอิน และระบบของบุคคลที่สามได้ Astron Workflow เชื่อมต่อ Large Language Models เครื่องมือ Robotic Process Automation (RPA) และอินเทอร์เฟซภายนอกผ่านระบบภาพ เพื่อสร้าง ติดตั้งใช้งาน และประสานกระบวนการทางธุรกิจ โดยรองรับตรรกะที่ซับซ้อน รวมถึงการแตกแขนง การทำงานแบบวนซ้ำ และการกำหนดเวลาสำหรับงานย่อย ในฐานะแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ส Astron Workflow ยังรองรับการพัฒนาแบบกำหนดเอง การดีบักเวิร์กโฟลว์ การจัดการเวอร์ชัน การติดตั้งใช้งาน การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา

     

    นวัตกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ นำ AI Agent เข้าสู่สภาพแวดล้อมจริง

    เมื่อ AI เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการทำงานบนโลกดิจิทัลไปสู่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ AI จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในด้านการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติ

    GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมด้านบริการสาธารณะทางกายภาพ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำอัจฉริยะภายในงาน Techsauce โดยช่วยผู้เข้าร่วมงานค้นหาบริษัท ค้นหาบูธ และนำทางภายในงาน ด้วยขีดความสามารถแบบครบวงจรที่ครอบคลุมการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติ และความจำ GuideX ผสานเทคโนโลยีมัลติโมดัล รวมถึงการเปิดใช้งานด้วยใบหน้า การระบุตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียง การจดจำท่าทาง และการรับรู้เชิงพื้นที่ โดยสามารถทำความเข้าใจคำขอของผู้ใช้แบบเรียลไทม์และดึงข้อมูลจากงานมาใช้ในการตอบคำถาม

    GuideX รองรับมากกว่า 30 ภาษา และมีตัวเลือกมนุษย์ดิจิทัลและเสียงพูดที่หลากหลาย ปัจจุบัน GuideX ให้บริการข้อมูลที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในประเทศไทย และยังถูกนำไปใช้งานในโครงการของ Federal Authority for Identity, Citizenship, Customs & Port Security ในกรุงอาบูดาบี และ SMRT ในสิงคโปร์

    WallEX สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม SpaceMind Agentic สำหรับพื้นที่อัจฉริยะ โดยมีแผงควบคุมอัจฉริยะเป็นศูนย์กลาง และผสานเซ็นเซอร์เข้ากับระบบไฟบรรยากาศ Nurmina โดยขยายขีดความสามารถของ AI Agent ไปสู่โรงแรม ที่พักอาศัยระดับพรีเมียม และอาคารพาณิชย์ ผ่านการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ WallEX เชื่อมต่อและควบคุมระบบไฟ ผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยยกระดับพื้นที่อัจฉริยะจากการควบคุมอุปกรณ์ไปสู่บริการพื้นที่อัจฉริยะ

     

    AI Translation Screen ได้รับการออกแบบมาสำหรับสถานการณ์การให้บริการข้ามภาษา โดยผสานการรู้จำเสียงพูดหลายภาษา การแปลแบบเรียลไทม์ Large Language Model Spark ของ iFLYTEK และเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนแบบมัลติโมดัล รองรับ 101 ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย พร้อมการระบุภาษาโดยอัตโนมัติ และให้บริการทั้งการบริการลูกค้าผ่านมนุษย์ดิจิทัลและการบริการลูกค้าระยะไกล ในระหว่างงาน ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ได้เยี่ยมชมบูธของ iFLYTEK และทดลองใช้งาน AI Translation Screen ด้วยตนเอง เขาได้ชื่นชมประสิทธิภาพของเทคโนโลยี AI ของจีนในการประยุกต์ใช้ด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสารหลายภาษา โดยกล่าวว่า “เทคโนโลยี AI ของจีนยอดเยี่ยม”

     

    โซลูชันบนคลาวด์และแบบติดตั้งภายในองค์กร รองรับความต้องการด้านการติดตั้งใช้งาน AI ในต่างประเทศที่หลากหลาย

    เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการติดตั้งใช้งานที่แตกต่างกันขององค์กร iFLYTEK ได้นำเสนอ Stars MaaS และ All-in-One Solutions ในฐานะตัวเลือกโครงสร้างพื้นฐาน AI สองรูปแบบที่เสริมซึ่งกันและกัน

    Stars MaaS ได้รับการออกแบบสำหรับองค์กรและนักพัฒนาทั่วโลก โดยให้บริการความสามารถด้าน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงโมเดล การปรับแต่งโมเดล การประเมินผล การพัฒนา AI Agent ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานบริการ แพลตฟอร์มดังกล่าวรวบรวม Foundation Model ชั้นนำมากกว่า 50 โมเดล รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek รองรับการเข้าถึงผ่าน API แบบรวมศูนย์ การปรับแต่งโมเดลอย่างยืดหยุ่น และระบบนิเวศเครื่องมือที่ครอบคลุมการพัฒนา AI Agent, RPA และ Model Context Protocol (MCP)

    All-in-One Solutions ตอบสนองความต้องการของลูกค้าภาครัฐและองค์กรในต่างประเทศ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ต้องการเก็บข้อมูลไว้ภายในสภาพแวดล้อมของตนเอง ติดตั้ง AI ภายในพื้นที่ และรักษาการควบคุมระบบของตนเอง โซลูชันดังกล่าวผสานรวมพลังประมวลผล โมเดล ชุดเครื่องมือ และแอปพลิเคชัน AI Agent โดยมีการกำหนดค่าผลิตภัณฑ์ที่รวมถึงอุปกรณ์แบบบูรณาการสำหรับการฝึกและการอนุมานขนาด 4U All-in-One Solutions รองรับ LLM หลายรูปแบบ รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek

     

    โดยไม่ต้องพึ่งพาบริการ Public Cloud องค์กรสามารถให้บริการ Large Model ภายในพื้นที่ และสร้างแอปพลิเคชันทางธุรกิจผ่านการปรับแต่งโมเดล ฐานความรู้ส่วนตัว Knowledge Distillation และการพัฒนา AI Agent

    All-in-One Solutions ได้ถูกนำไปใช้งานในวงกว้างแล้วในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโทรคมนาคมและสื่อ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างการฝึกข้อมูลและประสิทธิภาพด้านการประมวลผล โซลูชันดังกล่าวสามารถเพิ่มความแม่นยำในการรู้จำภาษาท้องถิ่นในตลาดต่างประเทศได้ 10%-15% เมื่อเทียบกับระดับเดิม* นอกจากนี้ โซลูชันค้นหาอัจฉริยะสำหรับองค์กรที่สร้างขึ้นบน All-in-One Solutions กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำรายหนึ่งในประเทศไทย

    เสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในประเทศไทย iFLYTEK ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

    ในด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา iFLYTEK ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Zense บริษัทด้านความบันเทิงในประเทศไทย เพื่อร่วมกันดำเนินการวิจัยและพัฒนาในท้องถิ่นในด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการรู้จำเสียงพูดภาษาไทยและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ

    ในด้านการติดตั้งใช้งานจริง AI Translation Screen ได้ถูกนำไปใช้งานที่ Siam Paragon และ ICONSIAM ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้าปลีกและไลฟ์สไตล์สำคัญสองแห่งในกรุงเทพฯ เพื่อให้บริการแปลภาษาแบบเรียลไทม์และช่วยเหลือผู้มาเยือนสำหรับนักเดินทางจากต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มนุษย์ดิจิทัล GuideX ให้บริการข้อมูลในมากกว่า 30 ภาษา รวมถึงภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี iFLYTEK ยังได้ให้บริการล่ามพร้อมกันด้วย AI ในภาษาจีน อังกฤษ และไทย สำหรับ China Mobile Southeast Asia Cooperation Conference

    เพื่อเป็นการยอมรับในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และการพัฒนาระบบนิเวศ iFLYTEK ได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” หลังจากได้รับการคัดเลือกจากบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 50 แห่งในงาน Techsauce ประจำปีนี้

     

    เริ่มต้นจากประเทศไทย iFLYTEK กำลังเดินหน้าสร้างความร่วมมือในระดับท้องถิ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในด้านบริการสาธารณะ โทรคมนาคม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร และพื้นที่อัจฉริยะ พร้อมนำขีดความสามารถด้าน AI ไปสู่สถานการณ์ทางธุรกิจจริงที่เพิ่มมากขึ้นและหลากหลายยิ่งขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    *ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากค่าประมาณที่ได้จากการติดตั้งใช้งานของลูกค้า

     

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์: เกราะป้องกันที่แท้จริงของการทรานส์ฟอร์มสาขาแบงก์ไทยยุคไร้เงินสด

    ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์: เกราะป้องกันที่แท้จริงของการทรานส์ฟอร์มสาขาแบงก์ไทยยุคไร้เงินสด

    เมื่อสาขาของธนาคารเปลี่ยนจากป้อมปราการเหล็กหนาที่เก็บเงินสด มาเป็นจุดเชื่อมต่อดิจิทัลที่เน้นบริการผ่านคลาวด์และอุปกรณ์พกพา “ความเสี่ยง” ก็เปลี่ยนรูปแบบไปโดยสิ้นเชิง ภัยคุกคามไม่ได้มาจากการปล้นจี้ด้วยอาวุธอีกต่อไป แต่มาจากแฮกเกอร์ที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร การทรานส์ฟอร์มสาขาของธนาคารไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์สวยหรือเทคโนโลยีล้ำ แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์

    สาขาไฮบริด: จุดเปราะบางใหม่ที่ต้องระวัง

    สาขารูปแบบใหม่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ IoT และเครื่องมือดิจิทัล ซึ่งแต่ละชิ้นล้วนเป็นประตูที่แฮกเกอร์อาจใช้เจาะเข้าระบบหลักของธนาคารได้ หากไม่มีการจัดการที่ดีพอ ตัวอย่างเช่น เครื่องฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติ หรือแม้แต่กล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนต้องถูกติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่อัปเดตอยู่เสมอ ธนาคารไทยจึงต้องลงทุนอย่างหนักในการทำ Network Segmentation เพื่อแยกเครือข่ายของอุปกรณ์ในสาขาออกจากเครือข่ายฐานข้อมูลลูกค้าหลัก เพื่อป้องกันการโจมตีแบบเจาะจากจุดเล็กๆ แล้วลามไปทั้งระบบ

    การยืนยันตัวตนทางชีวมิติ (Biometrics)

    การทรานส์ฟอร์มสาขาได้ยกระดับการยืนยันตัวตนจากลายเซ็นและบัตรประชาชน สู่ระบบสแกนใบหน้า (Face Recognition) และลายนิ้วมือ ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในธนาคารชั้นนำของไทย เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสะดวกเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน การทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงในสาขาส่วนใหญ่จะต้องยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลกลางของรัฐบาลแล้ว ทำให้การปลอมแปลงตัวตนทำได้ยากขึ้นหลายเท่าตัว

    การให้ความรู้พนักงานคือด่านแรก

    แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน “มนุษย์” ยังคงเป็นจุดอ่อนที่สุดของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ธนาคารไทยจึงปรับหลักสูตรการอบรมพนักงานสาขาใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่สอนเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่ต้องสอนวิธีสังเกตอีเมลฟิชชิ่ง วิศวกรรมสังคม (Social Engineering) และแนวทางปฏิบัติเมื่อระบบถูกโจมตี พนักงานต้องเข้าใจว่าพวกเขาคือด่านหน้าในการปกป้องข้อมูลลูกค้า

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ยังคงเตือนถึงภัยการเงินออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารเองก็ออกมาตรการจำกัดวงเงินโอนต่อวันและยกระดับการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนทำธุรกรรมบนโมบายล์แบงก์กิ้ง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดการป้องกันภัยไซเบอร์จากฐานสาขา ดูรายละเอียดประกาศและมาตรการล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ สกมช.

  • Vietnam Wedding Week 2026 ปิดฉาก “The Love City” รวมแฟชั่นเจ้าสาว ประสบการณ์ และทุกองค์ประกอบของโลกแห่งงานแต่งไว้ในที่เดียว

    Vietnam Wedding Week 2026 ปิดฉาก “The Love City” รวมแฟชั่นเจ้าสาว ประสบการณ์ และทุกองค์ประกอบของโลกแห่งงานแต่งไว้ในที่เดียว

    นครโฮจิมินห์, สิงหาคม 2026 – หลังจัดงานตลอด 2 วันที่ White Palace Hoang Van Thu งาน Vietnam Wedding Week 2026 ได้ปิดฉาก “The Love City” อย่างเป็นทางการ พร้อมรวมแฟชั่นเจ้าสาว แบรนด์เกี่ยวกับงานแต่ง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการ ศิลปิน และคู่รักไว้ในพื้นที่เดียวกัน

    Vietnam Wedding Week 2026 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology โดยมุ่งนำเสนอแพลตฟอร์มด้านงานแต่งที่ครบวงจรและตอบโจทย์การใช้งานจริง ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับค้นหาแรงบันดาลใจในวันสำคัญเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้คู่รักได้ค้นหา สัมผัส พูดคุย เปรียบเทียบ และค่อย ๆ เข้าใกล้การตัดสินใจที่เหมาะกับหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต

    หัวใจสำคัญของงานคือ Bridal Fashion Show 2026 ซึ่งตลอด 2 วัน มีดีไซเนอร์และแบรนด์ 7 รายร่วมถ่ายทอด 7 มุมมองที่แตกต่างของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัย ขณะที่ดนตรีและการแสดงสดเข้ามาเติมเต็มบรรยากาศบนรันเวย์ จนกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์สำคัญของ “The Love City”

    THE LOVE CITY – เมืองที่ออกแบบขึ้นเพื่อทุกช่วงของการเดินทางสู่วันแต่งงาน

    “The Love City” ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะชีวิตของเมืองที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดของ Vietnam Wedding Week ให้กลายเป็นการเดินทางแห่งการค้นพบ โดยแต่ละโซนเปรียบเสมือนจุดหมายที่เชื่อมโยงกับความต้องการ คำถาม และแต่ละขั้นตอนของการเตรียมงานแต่ง

    ตั้งแต่พื้นที่เช็กอิน รันเวย์แฟชั่นเจ้าสาว โซนประสบการณ์จากแบรนด์ พื้นที่ให้คำปรึกษา เวิร์กช็อป ไปจนถึงกิจกรรมอินเทอร์แอ็กทีฟ ผู้เข้าร่วมงานไม่ได้เพียงเดินชมงานนิทรรศการ แต่ได้ก้าวเข้าไปสำรวจระบบนิเวศของงานแต่งที่เชื่อมโยงถึงกัน

    ชุดแต่งงานและสูทสำหรับเจ้าบ่าวถูกนำเสนอเคียงคู่กับบริการด้านความงาม เครื่องประดับ การถ่ายภาพ สถานที่จัดงาน การตกแต่ง เวดดิ้งแพลนนิ่ง อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว รวมถึงบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนวันแต่งงาน ไปจนถึงชีวิตหลังวันสำคัญ

    คุณค่าที่จับต้องได้ของรูปแบบงานนี้คือ คู่รักไม่จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งที่แยกออกจากกัน แต่สามารถเห็นผลิตภัณฑ์จริง พูดคุย ซักถาม รับคำแนะนำ เปรียบเทียบทางเลือก และพบกับผู้คนหรือแบรนด์ที่อยู่เบื้องหลังบริการต่าง ๆ ได้ภายในเส้นทางเดียว

    แรงบันดาลใจจึงไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ชัดเจนและมีข้อมูลมากขึ้น

    7 รันเวย์ 7 มุมมองใหม่ของแฟชั่นงานแต่งยุคปัจจุบัน

    Bridal Fashion Show 2026 เปรียบเสมือนหัวใจด้านความคิดสร้างสรรค์ของ “The Love City” เมื่อ Le Hoa Bridal, Lam Bridal, Minh Tuan Couture, FALVAON by Luu Viet Anh, DO LONG BRIDAL, ADAM STORE และ LOVINE BRIDAL by Thanh Ho ต่างนำเสนอจุดยืนและมุมมองเฉพาะตัวผ่านรันเวย์เดียวกัน

    ตลอดทั้งโปรแกรม ผู้ชมได้สัมผัสกับภาษาการออกแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่โครงสร้างของชุดที่โดดเด่น ความโรแมนติกอันประณีต ความหรูหราในแบบกูตูร์ การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม ซิลูเอตเจ้าสาวที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ไปจนถึงแฟชั่นบุรุษร่วมสมัย และการตีความความโรแมนติกในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

    แทนที่จะนำเสนอภาพจำเพียงแบบเดียวว่าคู่บ่าวสาว “ควร” มีหน้าตาอย่างไร รันเวย์ทั้ง 7 โชว์กลับช่วยเปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ที่หลากหลายมากขึ้น

    สำหรับผู้เข้าร่วมงาน ความหลากหลายนี้ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของ Vietnam Wedding Week นั่นคือ คู่รักทุกคู่ต่างมีเรื่องราวของตัวเอง และแฟชั่นงานแต่งในยุคปัจจุบันก็เปิดกว้างมากขึ้นสำหรับความแตกต่างเหล่านั้น

    เมื่อแฟชั่น ดนตรี และการแสดง มาพบกันบนเวทีเดียว

    ประสบการณ์บนรันเวย์ได้รับการต่อยอดผ่านดนตรีและการแสดงสด โดย 2PILLZ เข้าร่วมในฐานะ Music Producer for the Runway พร้อมนำเสนอ Special Performance ที่ช่วยสร้างเส้นทางทางอารมณ์ให้กับตลอดทั้งโปรแกรมแฟชั่น

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม THƠM ได้เข้ามาเติมอีกหนึ่งมิติให้กับประสบการณ์บนรันเวย์ผ่านการแสดงสด ขณะที่ในวันที่ 23 สิงหาคม NAOMI ยังคงสานต่อบรรยากาศและพลังของการแสดงบนเวที

    แฟชั่น เสียง ดนตรี การเคลื่อนไหว และแสง ถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างให้กับแต่ละโชว์

    ผลลัพธ์คือรันเวย์ที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงการนำเสนอคอลเลกชันต่อเนื่องกันเท่านั้น แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สดที่ใหญ่ขึ้นของ “The Love City”

    จากแรงบันดาลใจ สู่การตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้จริง

    หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ Vietnam Wedding Week 2026 คือ การเดินทางไม่ได้จบลงเมื่อเหล่านางแบบและนายแบบก้าวลงจากรันเวย์

    หลังจากได้ค้นพบคอลเลกชันที่น่าสนใจ หรือได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นโชว์ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเดินหน้าสำรวจระบบนิเวศของงานแต่งที่อยู่รอบตัวได้ต่อ

    พื้นที่ของแบรนด์และการให้คำปรึกษาช่วยเปลี่ยนแนวคิดกว้าง ๆ ให้กลายเป็นคำถามที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น สไตล์แบบไหนเหมาะกับเรา บริการใดตอบโจทย์ความต้องการของคู่รัก ควรพูดคุยกับใครเป็นลำดับต่อไป หรือมีเรื่องใดที่ต้องตัดสินใจก่อนถึงวันแต่งงาน

    ขณะเดียวกัน เวิร์กช็อปและกิจกรรมเชิงประสบการณ์ยังช่วยเพิ่มอีกหนึ่งมิติที่นำไปใช้ได้จริง ด้วยการนำความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางภายในงาน

    ด้วยเหตุนี้ ระยะห่างระหว่างการได้เห็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ กับการนำไปสู่การตัดสินใจจริง จึงลดลง

    YEAH1 และ LIVEN TECHNOLOGY เชื่อมทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน

    โครงสร้างของ “The Love City” สะท้อนวิสัยทัศน์ของความร่วมมือเบื้องหลัง Vietnam Wedding Week 2026 ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย YEAH1 และ LIVEN Technology เพื่อนำองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเดินทางสู่วันแต่งงานมาเชื่อมโยงไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

    แฟชั่นยังคงเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดหลักของงาน แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นประตูสู่ประสบการณ์อื่น ๆ

    แฟชั่นโชว์หนึ่งโชว์อาจนำไปสู่การลองชุด การเข้ารับคำปรึกษา การพูดคุยกับผู้ให้บริการ หรือการค้นพบภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าคู่รักต้องการให้งานแต่งของตัวเองมีหน้าตาและความรู้สึกแบบใด

    แนวทางนี้ทำให้ Vietnam Wedding Week มีบทบาทที่มากกว่างานจัดแสดงในรูปแบบดั้งเดิม และกลายเป็นพื้นที่นัดพบที่ความคิดสร้างสรรค์ ธุรกิจ ความเชี่ยวชาญ และความต้องการของผู้บริโภค สามารถมาบรรจบและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ในพื้นที่เดียว

    จุดนัดพบใหม่ของแฟชั่นเวียดนามและอุตสาหกรรมงานแต่ง

    สำหรับคู่รัก “The Love City” คือพื้นที่ที่สามารถเดินเข้ามาพร้อมคำถาม และกลับออกไปพร้อมทางเลือกที่ชัดเจนขึ้น

    สำหรับแบรนด์และผู้ให้บริการ งานนี้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจของผู้คนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ชีวิตคู่

    สำหรับวงการแฟชั่นเจ้าสาวของเวียดนาม โปรแกรมรันเวย์ทั้ง 7 โชว์ได้สร้างอีกหนึ่งเวทีให้กับภาษาการออกแบบที่หลากหลาย ได้พบกับสาธารณชน และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของงานแต่งในยุคปัจจุบัน

    กูตูร์สามารถอยู่เคียงข้างแฟชั่นบุรุษ การอ้างอิงถึงวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกับความมินิมอลร่วมสมัย ขณะที่ความตื่นตาตื่นใจและความใกล้ชิดเป็นส่วนตัวก็สามารถมีพื้นที่อยู่ร่วมกันได้เช่นกัน

    โดยมี Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน Vietnam Wedding Week 2026 ในฐานะ Promotional Partners งานนี้ยังได้ขยายการสื่อสารและการเชื่อมต่อไปสู่เครือข่ายในแวดวงครีเอทีฟและอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น

    แม้ “The Love City” จะปิดฉากลงแล้ว แต่แนวคิดสำคัญเบื้องหลังงานยังคงชัดเจนว่า งานเกี่ยวกับการแต่งงานสามารถเป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับค้นหาแรงบันดาลใจ

    เมื่อแฟชั่น ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และทางเลือกที่นำไปใช้ได้จริง ถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับคู่รักในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

    This press release has also been published on VRITIMES