Blog

  • ไม่ใช่ทองธรรมดา: Gold Futures กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมใหม่ในการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อในประเทศไทยได้อย่างไร

    ไม่ใช่ทองธรรมดา: Gold Futures กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมใหม่ในการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อในประเทศไทยได้อย่างไร

    ท่ามกลางเงามืดของภาวะถดถอยโลกและความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายธนาคารกลางสหรัฐ นักลงทุนในไทยแห่แสวงหาที่หลบภัย ตัวเลือกของพวกเขาไม่จำกัดเพียงทองคำแท่งหรือเครื่องประดับ แต่ขยับสู่ตราสารที่ทันสมัยกว่า สภาพคล่องสูงกว่า และเข้าถึงง่ายกว่า: Gold Futures ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อิงโลหะมีค่าชนิดนี้มีปริมาณการเติบโตอย่างน่าทึ่ง แซงหน้าผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อื่นๆ ในไตรมาสแรกของปี 2026

    พลวัตของราคาและปัจจัยขับเคลื่อน

    ราคาทองคำโลกต้นปี 2026 ได้รับอานิสงส์จากการคาดการณ์ปรับลดดอกเบี้ยและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม สำหรับเทรดเดอร์ไทย กำไรไม่ได้มาจากแนวโน้มขาขึ้นของโลกราคาเดียว แต่ยังมาจากความผันผวนของค่าเงินบาทอีกด้วย เมื่อบาทอ่อนค่าต่อดอลลาร์ ราคาทองคำในประเทศ (เป็นบาท) มักพุ่งแรงกว่าราคาทองโลก ปรากฏการณ์การแยกตัวนี้สร้างโอกาสเทรดที่ไม่เหมือนใครสำหรับนักเก็งกำไรท้องถิ่นที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์มหภาคสองชั้น

    Gold Online Futures ใน TFEX มอบความยืดหยุ่นที่ทองคำจริงไม่มี หลักประกันที่ต้องใช้ควบคุมสัญญาหนึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าตามสัญญา เปิดโอกาสให้นักลงทุนทุนน้อยมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวของราคาทองระหว่างประเทศ แต่จุดเด่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการไม่มีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา (Storage) ต่างจากการซื้อทองแท่งที่ต้องมีตู้เซฟหรือบริการเก็บรักษาแบบเสียเงิน การถือสถานะฟิวเจอร์สเป็นเพียงเรื่องการจัดการบัญชีหลักทรัพย์

    บริบทจริง: การกระจายความเสี่ยงยุคภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด

    ความตึงเครียดในหลายภูมิภาคโลกต้นปี 2026 ตั้งแต่สงครามการค้าไปจนถึงสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน มักจุดชนวนการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ชุมชนเทรดเดอร์ในกรุงเทพฯ ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ฟอรัมสนทนาออนไลน์และกลุ่มสัญญาณเทรดในโซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการถกกลยุทธ์ “Buy on Dip” สำหรับ Gold Futures ตลาดตอบสนองด้วยปริมาณธุรกรรมพุ่งสูงในช่วงที่ข่าวภูมิรัฐศาสตร์เชิงลบกระทบตลาดหุ้น

    นอกจากการเก็งกำไร ผู้จัดการความมั่งคั่งในไทยเริ่มจัดสรรพอร์ตส่วนเล็กของลูกค้าเข้าสู่ Gold Futures เพื่อป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เพราะแม้เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มควบคุมได้ แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้อนำเข้าและราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังเป็นภัยคุกคามจริง ฟิวเจอร์สทองคำกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพกว่าการซื้อกองทุนรวมทองคำที่มีค่าธรรมเนียมจัดการรายปี

    คลื่นผู้เข้าร่วมรายใหม่

    น่าสนใจว่ากลุ่มประชากรเทรดเดอร์ Gold Futures ในไทยอายุน้อยลง กลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ที่คุ้นเคยกับแอปเทรดมองว่าทองคำไม่ใช่แค่มรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อขายได้ภายในไม่กี่วินาที สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ TFEX ที่ต้องการเข้าถึงนักลงทุนรุ่นใหม่ผ่านความร่วมมือกับแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัล

  • LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    ก่อนเข้าสู่ช่วง Milan Fashion Week LA TRỊNH atelier เตรียมนำเสนอคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สานต่อแนวทางการนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรม ความเป็นหญิง และงานหัตถศิลป์เวียดนามสู่ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier พัฒนาแนวทางสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแนวคิดด้านการออกแบบจากมิลานเข้ากับศักยภาพด้านงานฝีมือและการผลิตที่ประณีตของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายในการสร้างแบรนด์แฟชั่นที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามและสามารถสื่อสารผ่านภาษาการออกแบบในระดับสากล

    สำหรับ LA TRỊNH atelier แฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คุณค่าดั้งเดิมของเวียดนามได้รับการตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและส่งต่อสู่ผู้ชมทั่วโลก

    แบรนด์ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่มีคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมให้ความสำคัญกับโครงสร้างเสื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างผลงานกับผู้สวมใส่

    จากมิลาน สู่เส้นทางสร้างสรรค์ที่มีเวียดนามเป็นรากฐาน

    เบื้องหลังทิศทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier คือ Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานเป็นนักออกแบบแฟชั่นและสไตลิสต์ในมิลาน

    Namie Trịnh พัฒนาภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์จากแนวทางเซอร์เรียลลิสม์ โดยผสมผสานงาน Ready-to-Wear และ Couture เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างรูปทรงที่ชัดเจนกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติของร่างกายและเนื้อผ้า

    คอลเลกชันแรก “Ám Hoa – Cenere Fiorità” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวทางสร้างสรรค์ดังกล่าว โดยนำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของเวียดนามมาผสานกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยในระดับสากล

    คอลเลกชันได้รับแรงบันดาลใจหลักจากผลงานจิตรกรรม “หญิงสาวกับดอกลิลลี่” (Thiếu nữ bên hoa huệ) ของศิลปินชื่อดังชาวเวียดนาม Tô Ngọc Vân ถ่ายทอดภาพความงดงามและความสง่างามของผู้หญิงเวียดนามผ่านเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรมเรียบง่ายและวัสดุที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน

    ผลงานแต่ละชิ้นสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างเรขาคณิตที่ชัดเจนกับความนุ่มนวลตามธรรมชาติของรูปทรง ทุกชิ้นสะท้อนการทดลองด้านงานฝีมืออย่างละเอียดอ่อน พร้อมถ่ายทอดลายเซ็นของนักออกแบบและรักษาความสง่างามของศาสตร์แห่งการตัดเย็บแบบดั้งเดิม

    จากรากฐานดังกล่าว LA TRỊNH atelier เดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยคอลเลกชัน “Gods Within Her” ซึ่งจะเปิดตัวที่มิลานในเดือนกันยายน 2026

    “Gods Within Her” เมื่อความเป็นหญิงกลายเป็นภาษาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม

    “Gods Within Her” หรือ “เทพเจ้าภายในตัวเธอ” คือบทใหม่ในเส้นทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier ที่สำรวจการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดาและความงดงามของความเป็นหญิงที่ก้าวข้ามกาลเวลา

    หญิงสาวในคอลเลกชันเดินทางผ่านวิหารโบราณ ภูเขาในตำนาน และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านชั้นของสัญลักษณ์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

    คอลเลกชันประกอบด้วย 30 ผลงาน ที่สำรวจ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย พร้อมนำงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมมาสนทนากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย

    บนรันเวย์มิลาน สัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาของแฟชั่น โดยมีความงาม ความลึกลับ และความเป็นหญิงเป็นพื้นที่ร่วมระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียเข้าใกล้ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติมากขึ้น พร้อมสานต่อความตั้งใจในการอนุรักษ์และยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์

    คอลเลกชันยังสะท้อนแนวคิดของ แฟชั่นที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าในระยะยาวของการออกแบบ วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

    ผู้ร่วมเดินทางในการนำเรื่องราวเวียดนามสู่เวทีโลก

    เส้นทางสู่เวทีนานาชาติของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ พันธมิตร และเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีความมุ่งหมายร่วมกันในการนำคุณค่าและเรื่องราวจากเวียดนามสู่ระดับสากล

    พันธมิตรระดับ Diamond – Nguyên Xuân

    หนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของการนำเสนอ “Gods Within Her” ที่มิลานคือ Nguyên Xuân แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม ในบทบาท พันธมิตรระดับ Diamond

    ความร่วมมือระหว่าง Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier สะท้อนความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์เวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการสืบสานและส่งต่อคุณค่าที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามในบริบทร่วมสมัย

    สำหรับ LA TRỊNH atelier การสนับสนุนจาก พันธมิตรระดับ Diamond อย่าง Nguyên Xuân มีส่วนสำคัญในการเสริมทรัพยากรสำหรับการนำคอลเลกชันสู่มิลาน และสะท้อนถึงแนวทางร่วมในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ของเวียดนามให้สามารถสร้างตัวตนและนำเสนอผลงานบนเวทีนานาชาติ

    พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier

    Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการขยายเครือข่ายไปยังพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยเปิดโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายนานาชาติในแวดวงแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์

    การมีส่วนร่วมของ Italian Atelier ยังช่วยเชื่อมโยง LA TRỊNH atelier เข้ากับความสนใจและโอกาสความร่วมมือที่เหมาะสม ขณะที่แบรนด์กำลังค่อย ๆ สร้างตำแหน่งของตนเองในยุโรป

    พันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency

    CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ พร้อมช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศ

    บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เรื่องราวของ “Gods Within Her” รวมถึงเรื่องราวของ Namie Trịnh และเส้นทางของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามในมิลาน เข้าถึงผู้ชมและชุมชนสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติมากขึ้น

    จากปรากสู่มิลาน: การเชื่อมโยงที่เปิดโอกาสใหม่

    ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์ที่มิลาน LA TRỊNH atelier กำลังขยายเครือข่ายความร่วมมือในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือความร่วมมือกับ Cinexia Productions & Beauty Tech World ซึ่งได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

    ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขยายเครือข่ายระดับนานาชาติของ LA TRỊNH atelier และสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ศิลปะ ความงาม สื่อ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    สำหรับแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามที่กำลังศึกษาและทำงานอยู่ในมิลาน การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเหล่านี้เปิดโอกาสให้เรื่องราวความคิดสร้างสรรค์จากเวียดนามได้รับการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และพัฒนาภายในบริบทนานาชาติ

    และ “Gods Within Her” ที่มิลาน คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

    พลังจากชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในยุโรป

    เส้นทางของ LA TRỊNH atelier ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนจาก ชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป ทั้งกลุ่มนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองที่อาศัย ศึกษา และทำงานอยู่ในยุโรป

    เครือข่ายดังกล่าวมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามกับยุโรป และสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้นำเสนอศักยภาพและเรื่องราวด้านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองสู่โลก

    งาน “Gods Within Her” ได้รับเกียรติจาก จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของโครงการในการสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและนำเสนอคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวเวียดนามในยุโรป

    การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวสร้างสรรค์จากเวียดนามก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    “Gods Within Her” บทใหม่ของ LA TRỊNH atelier ที่มิลาน

    สำหรับ LA TRỊNH atelier มิลานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแฟชั่นโชว์

    แต่เป็นพื้นที่ที่แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามจะได้ทดลองสร้างบทสนทนาระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับความร่วมสมัย ระหว่างเวียดนามกับโลก และระหว่างงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมกับแนวคิดการออกแบบใหม่

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการเล่าเรื่องราวของผู้หญิง ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้

    ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ของเวียดนามที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกผ่านความสามารถ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของตนเอง

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milan, Italy

    จำนวนผู้เข้าร่วม: แขก VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงชุมชนและสมาคมชาวเวียดนามในยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    เป็นครั้งแรกที่ LA TRỊNH atelier แบรนด์แฟชั่นจากเวียดนามประกาศจัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยคอลเลกชันประกอบด้วยผลงาน 30 ลุค ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย ผ่านการผสมผสานงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมเข้ากับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    แรงบันดาลใจและทิศทางด้านศิลปะ

    “Gods Within Her” คือบทหนึ่งของเรื่องราวการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดา ผู้ก้าวเดินอย่างสง่างามผ่านวิหารโบราณและภูเขาในตำนานอันลึกลับที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวและชั้นของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    การผสานกันของสัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกจะได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษาของแฟชั่นบนรันเวย์ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นสำคัญของยุโรป

    “Gods Within Her” ยังสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตำนานร่วมสมัยกับคุณค่าที่ยั่งยืนของธรรมชาติและมนุษย์ ผ่านแนวคิดการกลับคืนสู่คุณค่าดั้งเดิม การเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสะท้อนถึงความท้าทายที่มนุษย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญ เพื่อกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง

    หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือแนวคิดเรื่อง การเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม ข้ามรุ่น และข้ามพรมแดน โดยมีผู้หญิงและความเป็นหญิงเป็นศูนย์กลาง

    สารสำคัญของงาน

    ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงในแวดวงสร้างสรรค์ รวมถึงสัญลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียสู่เวทีโลกสืบสานและยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ LA TRỊNH atelier แบรนด์เวียดนามที่มุ่งสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติเฉลิมฉลองพลังของความเป็นหญิงร่วมสมัย ความลึกลับ และความงดงามที่พลิ้วไหวและโรแมนติกสนับสนุน Vietnam Children’s Fund และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    การสนับสนุนจากพันธมิตร ภาคธุรกิจ และชุมชนเวียดนามในยุโรป

    งานครั้งนี้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป

    จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงโรม: LA TRỊNH atelier รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับจดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและการทูตพันธมิตรระดับ Diamond – แบรนด์ Nguyên Xuân: ความร่วมมือระหว่างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำคุณค่าและแบรนด์เวียดนามสู่เวทีนานาชาติ พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองบนแผนที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier:Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการเชื่อมโยงกับพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายระดับนานาชาติพันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency:CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Cinexia Productions & Beauty Tech World: งานครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง LA TRỊNH atelier กับ Cinexia Productions & Beauty Tech World โดยมีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กพลังของชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป: เครือข่ายนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองในยุโรป มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามและยุโรปเข้าด้วยกัน พร้อมส่งต่อเรื่องราวและคุณค่าที่มีความหมายในระดับสากล

    ข้อมูลเกี่ยวกับดีไซเนอร์และ LA TRỊNH atelier

    Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ LA TRỊNH atelier ปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานในฐานะดีไซเนอร์และสไตลิสต์ในเมืองมิลาน

    ด้วยแนวทางการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเซอร์เรียลลิสม์ Namie Trịnh ผสมผสานงาน Ready-to-Wear เข้ากับงาน Couture แบบชิ้นเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านมุมมองใหม่ของนักออกแบบรุ่นใหม่

    ประสบการณ์ในการจัดการนิทรรศการเวียดนามในงาน Milan Design Week 2024 รวมถึงผลงานคอลเลกชัน “Ám Hoa” ได้รับความสนใจจากสื่อในระดับนานาชาติ

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30

    น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milano, Italyจำนวนผู้เข้าร่วม: แขก

    VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงสมาคมและชุมชนชาวเวียดนามจากทั่วทวีปยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    เกี่ยวกับ LA TRỊNH atelier

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier เป็นแบรนด์แฟชั่นและงานสร้างสรรค์ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามและผู้มีเชื้อสายเวียดนามที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในอิตาลี

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาสู่เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป LA TRỊNH atelier ให้ความสำคัญกับความเป็นหญิงและแฟชั่นที่ยั่งยืน โดยเคารพธรรมชาติผ่านการเลือกใช้วัสดุ และมุ่งนำเสนอเรื่องราวที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้าง

    แบรนด์ต้องการนำเสนอภาพของเวียดนามที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปิดรับการแลกเปลี่ยน และยังคงยึดโยงกับเรื่องราวดั้งเดิมของผู้คนและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

    ปรัชญาของ LA TRỊNH atelier มุ่งเน้นการออกแบบที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์ในระยะยาว ให้ความสำคัญกับความประณีตในการตัดเย็บ เทคนิคการสร้างแพตเทิร์นและโครงสร้างเสื้อผ้า ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างเสื้อผ้ากับผู้สวมใส่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ปิดช่องว่างสินเชื่อ: บทบาทสำคัญของแพลตฟอร์มฟินเทคในการจัดหาเงินทุนห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารไทย

    ปิดช่องว่างสินเชื่อ: บทบาทสำคัญของแพลตฟอร์มฟินเทคในการจัดหาเงินทุนห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหารไทย

    กรุงเทพฯ, 2569 – ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในนาม “ครัวของโลก” แต่น่าเศร้าที่ครัวนั้นมักขาด “เชื้อเพลิง” ในรูปของเงินทุนหมุนเวียน อุตสาหกรรมการผลิตอาหารซึ่งถูกครอบงำโดยผู้จัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรและผู้ประกอบการแปรรูประดับกลาง กำลังเผชิญกับช่องว่างสินเชื่อที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาภาคการผลิตย่อยทั้งหมด ธนาคารแบบดั้งเดิมมักไม่เต็มใจปล่อยกู้เพราะสินทรัพย์ของพวกเขาคือเครื่องทำความเย็นและที่ดินเช่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ถาวร

    การพลิกโฉมโดยแพลตฟอร์มดิจิทัล

    ในปี 2569 แพลตฟอร์มการจัดหาเงินทุนในห่วงโซ่อุปทานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Fintech SCF) ประสบความสำเร็จในการเติมเต็มช่องว่างที่ธนาคารแบบดั้งเดิมทิ้งไว้ แพลตฟอร์มอย่าง Supply Chain Finance จากธนาคารดิจิทัลและสตาร์ทอัพอิสระใช้ข้อมูลธุรกรรมการขายรายวันเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต แทนที่จะพึ่งพางบการเงินรายปีเพียงอย่างเดียว

    สิ่งนี้ทำงานอย่างไรสำหรับโรงงานอาหาร? ตัวอย่างเช่น โรงงานสับปะรดกระป๋องในประจวบคีรีขันธ์มีสัญญาจัดหาวัตถุดิบประจำกับผู้ส่งออกรายใหญ่ เพียงอัปโหลดสัญญาและประวัติการส่งมอบขึ้นแพลตฟอร์ม ระบบ AI ก็สามารถกำหนดวงเงินสินเชื่อได้ทันที เงินสามารถอนุมัติได้ภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อนำไปซื้อสับปะรดสดจากเกษตรกรในท้องถิ่น

    บล็อกเชนเพื่อความไว้วางใจ

    การใช้เทคโนโลยี บล็อกเชน เป็นตัวสร้างความแตกต่างหลักในปี 2569 หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดในการจัดหาเงินทุนห่วงโซ่อุปทานคือการปลอมแปลงใบแจ้งหนี้หรือข้อพิพาทด้านข้อมูลระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ด้วยบล็อกเชน ใบแจ้งหนี้ทุกฉบับที่ออกไม่สามารถแก้ไขได้ (immutable) และผู้ให้กู้สามารถตรวจสอบได้ทันที

    สิ่งนี้ลดต้นทุนการตรวจสอบบัญชีและเร่งกระบวนการ due diligence ลงอย่างมาก รายงานจาก ธนาคารโลก (World Bank) เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของห่วงโซ่อุปทานอาเซียนระบุว่า การนำเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์มาใช้สามารถลดต้นทุนธุรกรรมการจัดหาเงินทุนได้มากถึง 30% อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.worldbank.org/en/region/eap

    รักษาอัตรากำไรท่ามกลางความผันผวนของราคา

    ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาหารโลกในปี 2569 ยังคงผันผวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญและวิกฤตปุ๋ย ผู้ผลิตอาหารต้องสามารถซื้อวัตถุดิบจำนวนมากได้เมื่อราคากำลังตก หากไม่มีสินเชื่อที่รวดเร็ว พวกเขาจะแพ้คู่แข่งจากประเทศอื่น

    Fintech SCF มอบความยืดหยุ่นในการเบิกใช้ตามความต้องการ โรงงานไม่จำเป็นต้องกู้เงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว พวกเขาสามารถถอนเงินได้เฉพาะเมื่อมีความต้องการส่งออกเพิ่มขึ้นหรือเมื่อมีข้อเสนอราคาวัตถุดิบถูก นี่คือรูปแบบการบริหารเงินสดที่แม่นยำกว่าและสอดคล้องกับธรรมชาติของภาคการผลิตอาหารที่มีฤดูกาลสูง

  • จากร้านเกมสู่เวทีโลก: บทบาทของระบบนิเวศอีสปอร์ตในการบ่มเพาะนักพัฒนาเกมแข่งขันระดับแนวหน้าของไทย

    จากร้านเกมสู่เวทีโลก: บทบาทของระบบนิเวศอีสปอร์ตในการบ่มเพาะนักพัฒนาเกมแข่งขันระดับแนวหน้าของไทย

    กรุงเทพฯ, 2026 – ไทยเป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางอีสปอร์ตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สิ่งที่น่าสนใจในปี 2026 คือการบรรจบกันระหว่างผู้เล่นอาชีพ ผู้จัดทัวร์นาเมนต์ และสตาร์ทอัพผู้พัฒนาเกม อีสปอร์ตไม่ใช่แค่เวทีบริโภคอีกต่อไป แต่กลายเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับครีเอเตอร์เกมท้องถิ่น

    ความคลั่งไคล้ของผู้ชมทัวร์นาเมนต์อย่าง Arena of Valor Premier League หรือ Valorant Champions Tour ในไทย ผลักดันให้สตาร์ทอัพท้องถิ่นหันมาพัฒนาเกมแนวแข่งขัน พวกเขาตระหนักว่าการมี IP เกมอีสปอร์ตของตัวเองคือกุญแจสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ยั่งยืน ตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอด สินค้าที่ระลึก ไปจนถึงการซื้อขายนักกีฬา

    เข้าใจ DNA ผู้เล่นสายแข่งขัน

    สตาร์ทอัพอย่าง Bangkok Fury Interactive กำลังพัฒนาเกม MOBA ที่สอดแทรกตำนานท้องถิ่น พวกเขาจ้างอดีตนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพมาเป็นนักออกแบบเกมและทีมปรับสมดุล การตัดสินใจนี้พิสูจน์แล้วว่าชาญฉลาด เพราะอดีตโปรเพลเยอร์เหล่านี้เข้าใจจังหวะการเล่น กลไกสกิล และสิ่งที่ทำให้การแข่งขันรู้สึกยุติธรรมแต่ก็ตื่นเต้น

    แนวทางนี้ทำให้เกมที่พัฒนาไม่ได้แค่ลอกสูตรเกมจากเกาหลีหรือจีน แต่ถูกออกแบบมาให้ตรงตามมาตรฐานการแข่งขันจริง เสียงตอบรับจากผู้เล่นโปรในขั้น Closed Beta คือทรัพย์สินล้ำค่าที่เงินซื้อไม่ได้

    ทัวร์นาเมนต์มหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์บ่มเพาะ

    ลีกอีสปอร์ตมหาวิทยาลัยในไทย เช่น Thailand University Esports League (TUEL) เป็นเวทีแสดงฝีมือไม่เพียงแต่สำหรับผู้เล่น แต่ยังรวมถึงทีมผู้พัฒนาที่จัดหาแพลตฟอร์มจัดการแข่งขัน สตาร์ทอัพบางรายมุ่งเน้นการพัฒนาระบบป้องกันการโกง (anti-cheat) และโหมดผู้ชม (spectator mode) ที่ดีขึ้นสำหรับทัวร์นาเมนต์ระดับล่าง

    ข้อมูลจาก Fragster แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ชมทัวร์นาเมนต์เกมที่ผลิตในไทยเริ่มไต่อันดับบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง แม้ยังไม่ทาบรัศมีเกมต่างประเทศ แต่การเติบโตก็สม่ำเสมอ อ่านบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่: Fragster – Thailand Esports Market Analysis 2026

    การสร้างรายได้ผ่านชุมชน

    โมเดลธุรกิจเกมแข่งขันท้องถิ่นไม่ได้พึ่งพาการขายสกินเพียงอย่างเดียว พวกเขาใช้ความหลงใหลของแฟน ๆ ด้วยการขาย Team Pass และ Tournament Sticker ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งแบ่งให้องค์กรอีสปอร์ตท้องถิ่น นี่สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ผู้พัฒนาเกม ทีมอีสปอร์ต และผู้เล่นต่างก็เกื้อกูลกัน

    กลยุทธ์นี้ได้ผลดีในตลาดท้องถิ่นมากกว่าการไปสู้กับงบการตลาดมหาศาลของผู้ให้บริการต่างประเทศ ด้วยความเข้าใจวัฒนธรรม “ดูไปด้วยกัน” ที่ฝังรากในสังคมไทย สตาร์ทอัพเกมท้องถิ่นจึงสร้างประสบการณ์การรับชมที่เป็นส่วนตัวและเชื่อมโยงกับรากวัฒนธรรมได้สำเร็จ

  • TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์) จํากัด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีชั้นนําระดับโลก  ขอเดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ เร่งสนับสนุนท่อพีวีซีสำหรับระบบน้ำให้แก่ชาวบ้าน บ้านนาแล อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน 36 ครัวเรือน หลังได้รับผลกระทบจนระบบน้ำในพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน โดย TCL เร่งดำเนินการทันทีหลังได้รับการประสาน และสามารถจัดส่งท่อถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 วัน

    ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านบ้านนาแลได้ขอความช่วยเหลือไปยัง คุณกัน จอมพลัง เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ท่อเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำกลับเข้าสู่ชุมชน ก่อนที่ทางมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ จะประสานความต้องการดังกล่าวมายัง TCL ซึ่งเมื่อได้รับทราบถึงสถานการณ์และความเดือดร้อนของชาวบ้าน TCL ได้เร่งจัดเตรียมท่อพีวีซีและดำเนินการด้านการขนส่งทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

    ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ท่อพีวีซีได้ถูกส่งถึงบ้านนาแลและนำไปใช้เชื่อมต่อระบบน้ำให้กับชุมชน ช่วยให้ทั้ง 36 ครัวเรือนสามารถกลับมามีน้ำใช้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอีกครั้ง สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มูลนิธิ และคนในพื้นที่ ที่สามารถเปลี่ยนความต้องการเร่งด่วนให้กลายเป็นความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

    สำหรับ TCL ความช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการนำศักยภาพขององค์กรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ ทุกช่วงเวลามีความหมาย และการช่วยเหลือที่รวดเร็วสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    TCL ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างสังคมในวันที่ต้องการ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://www.tcl.com/th

    https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BANGKOK,
    September 2, 2026 – IMPACT Exhibition Management Co., Ltd., together with its
    public- and private-sector partners, has announced its full readiness for
    Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026), a leading regional
    exhibition and business platform for the building, construction and mining
    industries in Southeast Asia. Now in its sixth consecutive edition, BCT Expo
    2026 will be held under the theme “Empowering Net Zero in Construction &
    Mining”, highlighting the industry’s transition toward a low-carbon future and
    supporting the development of more sustainable construction and mining
    practices in Thailand and across the region. The event will take place from
    September 16–18, 2026, from 10:00 a.m. to 6:00 p.m. at Hall 7, IMPACT
    Exhibition and Convention Center, Muang Thong Thani.

    Mr. Loy Joon How,
    General Manager of IMPACT Exhibition Management Co., Ltd.,

    said the preparations for BCT Expo 2026 are well underway across all key areas,
    from the exhibition floor and technology showcase to industry conferences and
    professional training programmes. “BCT Expo 2026 is fully prepared to serve as
    a regional platform connecting industry professionals, technology providers,
    experts and decision-makers. This year, the exhibition will bring together
    technologies and solutions from more than 150 leading brands worldwide,
    alongside in-depth conferences and professional training programmes. We expect
    to welcome more than 4,000 industry professionals, experts and decision-makers
    to exchange knowledge, develop business networks and explore new technologies
    and solutions that can support the construction and mining industries in
    achieving sustainable growth.”

    “The
    exhibition comes at a time when Thailand’s construction sector continues to
    expand. According to Krungsri Research, Thailand’s construction investment grew
    by 6.1% year-on-year in the first quarter of 2026, reaching approximately THB
    365 billion, while full-year growth is projected at around 2.5–2.7%, driven in
    part by major infrastructure projects. At the same time, the country’s Net Zero
    target for 2050 is expected to accelerate the transformation of industrial
    sectors. According to SCB EIC, carbon-intensive construction materials,
    particularly steel and cement, will face increasing pressure to adopt more
    environmentally responsible production processes and technologies.”

     

    Mr. Panotsan
    Suchayanon, Deputy Director-General of the Department of Primary Industries and
    Mines (DPIM),
    highlighted the importance of sustainable
    resource management and the circular economy in supporting the transformation
    of the industrial sector. “DPIM places strong emphasis on the efficient and
    sustainable management of raw materials and mineral resources for the
    industrial sector. Advancing the circular economy can improve resource
    efficiency, reduce waste and help Thailand’s construction and mining industries
    respond more effectively to global environmental challenges.”

    Mr. Rattee
    Ruangpimonsiri Regional Manager, of Zoomlion Heavy
    Industry (Thailand) Co., Ltd.,
    one of the
    exhibitors at BCT Expo 2026, said: “Zoomlion is committed to bringing
    world-class construction machinery and technologies to the Thai and regional
    markets, with solutions designed to enhance operational efficiency while
    reducing environmental impact. We are proud to contribute to the transformation
    of Thailand’s and the region’s construction industry toward a more sustainable
    Net Zero future.”

    6 Must-See Highlights at BCT Expo 2026

    ·      
    Advanced Machinery and Technologies
    from 150 Leading Brands Worldwide

    Discover
    a comprehensive range of construction and mining machinery, materials,
    equipment, technologies, innovations and solutions, covering AI, robotics and
    smart construction from leading manufacturers and distributors from Thailand
    and around the world. Featured exhibitors include Zoomlion, Daehan Heavy
    Industry LLC, SIRIM BERHAD, Pinsiam, Topcon Positioning Asia (Thailand) and
    Japan Mass Timber Overseas Promotion Council, among others.

    ·      
    Innovations for a More Sustainable
    Industry

    Explore
    technologies and solutions specifically designed to support more sustainable
    construction and mining operations, from greenhouse gas reduction technologies
    to carbon management systems, helping businesses respond to the global transition
    toward Net Zero and raise environmental standards across the industry.

    ·      
    Built Environment &
    Construction Lighting Pavilion

    For
    the first time, BCT Expo will introduce a dedicated pavilion showcasing
    innovative lighting solutions for the built environment and construction
    sector. The pavilion will feature technologies directly from leading
    manufacturers and technology developers in Zhejiang Province, China, providing
    Thai businesses with opportunities to connect and conduct direct business discussions
    with manufacturers.

    ·      
    DPIM Circular Economy

    In
    collaboration with the Department of Primary Industries and Mines (DPIM) as a
    strategic partner, BCT Expo 2026 will present a dedicated exhibition showcasing
    practical models of the Circular Economy, alongside the “DPIM Circular Economy”
    conference programme. The programme will explore approaches to maximizing
    resource efficiency, reducing waste and minimizing environmental impacts across
    industrial operations.

    ·      
    30+ Free Industry Conference
    Sessions

    Stay
    ahead of emerging trends and gain practical insights from leading industry
    organizations and experts, including RITTA, SCG, PTT, SCB EIC and the
    Association of Siamese Architects under Royal Patronage.

    Conference
    topics will cover key issues including Net Zero Construction, Green Building,
    Digital Construction, BIM and AI for Engineering.

    ·      
    Free Professional Training with
    CPD Credits

    Enhance
    professional knowledge through specialized training sessions led by experienced
    academics and industry experts, including Asst. Prof. Dr. Thanet Weerasiri, the
    Council of Engineers, the Chonburi Occupational Safety Officers Club, and the
    Association of Lifting, Crane and Heavy Machinery Engineering.

    Licensed
    professional engineers registered with the Council of Engineers can earn
    Continuing Professional Development (CPD) credits upon completion of eligible
    training sessions.

    Business
    Opportunities and B2B Matchmaking

    Beyond technology showcases and
    educational programmes, BCT Expo 2026 will feature a dedicated Business Matching
    Programme, providing buyers, decision-makers and industry professionals with
    opportunities to arrange one-on-one business meetings, identify potential
    partners and expand their business networks across the region.

    Visitors can register
    to attend the exhibition:

    Visitor Registration https://evcnx.co/HTbBv

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Digital Disruption กับตัวแทนประกันภัยในไทย: โมเดลพบหน้าจะอยู่รอดในปี 2569 ได้หรือไม่?

    Digital Disruption กับตัวแทนประกันภัยในไทย: โมเดลพบหน้าจะอยู่รอดในปี 2569 ได้หรือไม่?

    ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่ถาโถมเข้ามา คำถามใหญ่คือ อาชีพตัวแทนประกันภัยในไทยจะสูญพันธุ์หรือไม่? คำตอบไม่ง่ายขนาดนั้น แม้แพลตฟอร์มดิจิทัลจะมอบความเร็วและความสะดวกสบาย แต่ตัวแทนประกันภัยในไทยยังมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากพลังของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความไว้วางใจจากคนในพื้นที่

    พลังของความสัมพันธ์ส่วนบุคคล

    วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือ “คนรู้จักคน” เป็นอย่างมาก ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่มีวงเงินสูงจะไม่มีใครซื้อผ่านแอปพลิเคชันแบบหุนหันพลันแล่น ลูกค้าต้องการคำปรึกษาแบบพบหน้า โดยเฉพาะเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดสัญญาที่ซับซ้อน แต่บทบาทของตัวแทนเริ่มเปลี่ยนจากแค่พนักงานขายมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ในปี 2569 ตัวแทนที่ทำได้เพียง “ขายเล่มกรมธรรม์” เริ่มถูกแทนที่โดยแพลตฟอร์มที่ถูกกว่า

    Hybrid Model: แนวทาง Phygital

    บริษัทประกันภัยรายใหญ่ต่างจัดหาเครื่องมือดิจิทัลขั้นสูงให้กับตัวแทนของตน กระบวนการบันทึกข้อมูลลูกค้าใช้แท็บเล็ตพร้อมระบบการพิจารณารับประกันอัตโนมัติที่ตัดสินใจได้ภายใน 5 นาที สิ่งนี้ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพให้ตัวแทนบริการลูกค้าได้มากขึ้น กลยุทธ์นี้มีประสิทธิภาพในการลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งลูกค้า รายงานจาก คปภ. ระบุว่า 70% ของกรมธรรม์ใหม่ที่ขายผ่านตัวแทนในปี 2569 ได้รับการประมวลผลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลภายในของบริษัท

    การเติบโตของ Bancassurance และพันธมิตรค้าปลีก

    การแข่งขันไม่ได้เกิดเฉพาะระหว่างตัวแทนกับอินชัวร์เทคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงช่องทางธนาคารด้วย ความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทประกัน (Bancassurance) กำลังครองส่วนแบ่งการขายผลิตภัณฑ์ชีวิตแบบสะสมทรัพย์และยูนิตลิงก์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าธนาคารที่เข้ามาฝากเงินมักถูกนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันที่ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่สูงกว่า นี่คือภัยคุกคามที่แท้จริงของตัวแทนอิสระ ซึ่งบีบให้ต้องย้ายไปยังตลาดบน (affluent) ที่ต้องการการวางแผนภาษีและมรดก

    ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับยอดขายและพฤติกรรมผู้บริโภคประกันภัยในประเทศไทย สามารถดูได้จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – รายงานเสถียรภาพภาคประกันภัย

    สมรรถนะใหม่ของตัวแทน: มรดกและภาษี

    แทนที่จะขายประกันชีวิตพื้นฐาน ตัวแทนที่ประสบความสำเร็จในปี 2569 คือผู้ที่เข้าใจกฎหมายมรดกไทยและการวางแผนภาษี พวกเขาไม่ได้ขายความกลัว แต่ขายโซลูชันความมั่งคั่งระยะยาว ส่งผลให้การฝึกอบรมเพื่อรับใบอนุญาตตัวแทนปัจจุบันเพิ่มโมดูลการวางแผนการเงินที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าห้าปีก่อนมาก

  • PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ร่วมกับ Image Shining เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” ครั้งแรก เพื่อเชื่อมกลยุทธ์แบรนด์เข้ากับภาพลักษณ์และพฤติกรรมของบุคลากร แก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วน เพื่อสะท้อนผ่านตัวตนพนักงานอย่างสง่างามและเหมาะสม เริ่มจัดอบรมกันยายน 2569 นี้

    กรุงเทพฯ – 2 กันยายน 2569
    – PaM++ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด
    ร่วมกับ Image Shining ผู้เชี่ยวชาญด้าน Image Coaching และ Professional Presence เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” โปรแกรมฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับองค์กร
    ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วนกันระหว่างแบรนดิ้งและการพัฒนาบุคลากร
    โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มเปิดให้อบรมสำหรับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569
    เป็นต้นไป

    โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่พบได้บ่อยในองค์กรยุคปัจจุบัน
    เมื่อฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริการ
    และฝ่ายจัดอบรมด้านภาพลักษณ์ถูกจัดการแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
    ทั้งที่ในมุมมองของลูกค้า
    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์เดียวกันในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร
    หลักสูตร Brand Image Training จึงถูกออกแบบมาให้ทุกภาคส่วนเริ่มต้นจากความเข้าใจในแบรนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
    ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารของบุคลากรอย่างกลมกลืน

     

    จากกลยุทธ์แบรนด์ สู่การนำเสนอภาพลักษณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

    หลักสูตร “Brand Image Training” เริ่มต้นจากการทำให้บุคลากรภายในองค์กรทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
    มากกว่าเพียงแค่จดจำโลโก้ สีประจำแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำโฆษณา
    แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงจุดไหน (Brand
    Positioning) มีดีเอ็นเอและบุคลิกภาพแบบใด (Brand DNA
    & Personality) และแบรนด์ต้องการสร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกอย่างไรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในกระบวนการฝึกอบรม ทาง PaM++ จะรับหน้าที่ช่วยถ่ายทอดหลักการเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
    จากนั้น Image Shining จะนำรากฐานความเข้าใจในแบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตัวบุคคลในระดับปฏิบัติ
    ตั้งแต่ด้านภาพลักษณ์ การแต่งกายและการดูแลตนเอง (Grooming) บุคลิกภาพ ท่าทาง ภาษากาย การวางตัว
    ตลอดจนมารยาททางสังคมและการทำธุรกิจ
    เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพที่สะท้อนถึงแบรนด์ที่บุคลากรเหล่านั้นกำลังเป็นตัวแทนได้อย่างเหมาะสมและสง่างาม

    คุณปนัสพร (แพม) นพศรี Managing Director ของ PaM++ เปิดเผยว่า “หลายองค์กรมี Brand Book และลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง
    แต่ลูกค้าไม่ได้มาเห็น Brand Book พวกเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านคนที่เป็นตัวแทนขององค์กร
    บุคลากรจึงต้องเข้าใจก่อนว่าแบรนด์ยืนอยู่บนอะไร
    และต้องการสร้างความรู้สึกแบบใดให้ลูกค้า
    แล้วจึงแปลงความเข้าใจนั้นเป็นการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน”

    ขณะที่ Coach Nat ชนัดดา เจริญศิริพันธ์ Founder
    ของ Image Shining ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การดูเป็นมืออาชีพอย่างเดียวไม่พอ
    หากสิ่งที่แสดงออกยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพลักษณ์ บุคลิก
    การวางตัว และการสื่อสาร สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ”

    สามแกนหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรม
    Brand
    Image Training”

    เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    โครงสร้างการอบรมของโปรแกรมนี้จึงถูกกำหนดไว้ภายใต้สามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
    ดังนี้

    • Brand Understanding: การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ คุณค่า จุดยืน
    ตลอดจนบุคลิกภาพและวิธีการสื่อสาร
    เพื่อให้พนักงานไม่เพียงแค่รับรู้ว่าแบรนด์คืออะไร
    แต่สามารถมองภาพการสื่อสารและประสบการณ์ที่องค์กรต้องการส่งมอบได้อย่างชัดเจนร่วมกัน

    • Image Alignment: การนำตัวตนของแบรนด์มาแปลงสู่แนวทางเชิงปฏิบัติของบุคคล อาทิ
    ความประทับใจแรกพบ (First Impression) ความเป็นมืออาชีพ (Professional
    Presence) มาตรฐานการแต่งกาย โทนสี ท่าทาง ภาษากาย
    และมารยาททางสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและบริบทองค์กร

    • Brand Communication: การนำโทนเสียงของแบรนด์ (Brand Tone of Voice) มาใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกถ้อยคำ
    การใช้น้ำเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
    ไปจนถึงวิธีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า
    เพื่อสร้างมาตรฐานความสม่ำเสมอในทุกๆ จุดสัมผัสบริการ (Touchpoints)

     

    การผสมผสานสองศาสตร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร

    จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของหลักสูตร Brand Image Training คือ
    การจัดหลักสูตรแบบ Tailor-made ที่ได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหา
    รวมถึงกระบวนการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้สอดคล้องเฉพาะตัวตามตำแหน่งทางการตลาด
    ดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนโจทย์ความท้าทายจริงในธุรกิจของแต่ละองค์กร
    นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งแบรนดิ้งและการโค้ชภาพลักษณ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจมักจะพัฒนาทักษะด้านเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    โปรแกรมนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงานด่านหน้า
    (Frontline Staff) หรือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะ
    สื่อสาร หรือให้บริการลูกค้าโดยตรง
    ตลอดจนองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน
    หรือองค์กรที่กำลังก้าวผ่านสถานการณ์การรีแบรนด์ (Rebranding) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ (Relaunch) การขยายกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรบริการในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ
    การท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality)
    การบิน
    ค้าปลีก บริการสุขภาพ บริการความงามและเวลเนส
    ตลอดจนสถาบันการเงินและบริการระดับพรีเมียม

    ข้อมูลการติดต่อและเกี่ยวกับการสมัครเข้าอบรม

    องค์กรที่สนใจจองหลักสูตรหรือต้องการปรับแต่งโปรแกรมให้สอดคล้องกับธุรกิจ
    สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pamplusplus.com/brand-image-training หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับผู้จัดหลักสูตรได้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้

    • โทรศัพท์: 089-244-5588
    • LINE: @pamplusplus
    • อีเมล: answers@pamplusplus.com (หรือ pam@pamplusplus.com)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • การสร้างความแตกต่างทางการตลาดและการวางตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์: กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเพื่อหลุดพ้นจากสงครามราคา

    การสร้างความแตกต่างทางการตลาดและการวางตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์: กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเพื่อหลุดพ้นจากสงครามราคา

    การแข่งขันในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มักกลายเป็นกับดักที่เหนื่อยล้า สงครามราคาไม่รู้จบและอัตรากำไรที่บางลงเรื่อย ๆ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยสามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้ด้วยกลยุทธ์การวางตำแหน่งที่รอบคอบ พวกเขาจงใจนำสินค้าไปยังกลุ่มตลาดเฉพาะที่ชื่นชอบความเป็นเอกลักษณ์ คุณภาพ และเรื่องราว จึงสามารถตั้งราคาสูงได้โดยไม่เสียลูกค้า

    การแบ่งส่วนตลาดที่ตรงเป้าหมาย

    กลยุทธ์การสร้างแบรนด์สมัยใหม่ต้องการความเด็ดขาดในการเลือกตลาดเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยไม่พยายามเอาใจทุกคนอีกต่อไป แบรนด์สบู่ออร์แกนิกจากเกาะสมุยเป็นตัวอย่างที่เจาะจงกลุ่มนักท่องเที่ยวสปาและผู้บริโภคเมืองที่ใส่ใจสุขภาพผิว ด้วยการวางตำแหน่งที่ชัดเจน ข้อความการตลาดจึงคมชัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาไม่ต้องแข่งขันกับสบู่โรงงานราคาถูกในร้านสะดวกซื้อ แต่กลายเป็นตัวเลือกแรกในบูติกความงาม

    การสร้างหมวดหมู่ใหม่

    แทนที่จะเป็นผู้เล่นอันดับสองในหมวดที่แออัดแล้ว ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยเก่งในการสร้างตลาดเฉพาะกลุ่มใหม่ ตัวอย่างเช่น นวัตกรรม “น้ำผึ้งมะพร้าว” หรือ “ช็อกโกแลตทุเรียน” ที่ผสมผสานวัตถุดิบดั้งเดิมกับฟอร์แมตสมัยใหม่ กลยุทธ์นี้สร้างมหาสมุทรสีครามที่สินค้านั้นเป็นราชาในหมวดของตนเอง เมื่อสินค้ากลายเป็นมาตรฐานของหมวดใหม่ มูลค่าขายจะอยู่ในระดับสูงมากโดยอัตโนมัติเพราะไม่มีคู่เทียบโดยตรง

    การสร้างแบรนด์ทางอารมณ์และไลฟ์สไตล์

    การเพิ่มมูลค่าไม่ใช่แค่เรื่องหน้าที่ใช้สอย แต่เป็นภาพลักษณ์ที่ติดตัว ผลิตภัณฑ์เช่นชาสมุนไพรไทยปัจจุบันถูกวางตำแหน่งให้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีผ่อนคลายและสติ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มดับกระหาย กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เช่นนี้เปลี่ยนการรับรู้ของผู้บริโภคจากประโยชน์ใช้สอยไปสู่ความพึงพอใจทางอารมณ์ ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพื่อความรู้สึกสงบและพิเศษที่แบรนด์มอบให้

    คุณภาพเป็นรากฐานหลัก

    กลยุทธ์การวางตำแหน่งและสร้างความแตกต่างจะไม่สำเร็จหากปราศจากคุณภาพสินค้าจริง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยที่ยกระดับสำเร็จล้วนรับประกันว่าวัตถุดิบและกระบวนการผลิตยอดเยี่ยมจริง พวกเขาทำให้มาตรฐานคุณภาพสากลเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการปรับปรุงคุณภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่แข็งกร้าวขึ้นในตลาดโลกปี 2026: https://www.boi.go.th/