Category: Press Release

  • การขุดบนคลาวด์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เข้าร่วมนักขุด BTC แล้วรับรายได้ 500-20,000 ดอลลาร์ต่อวัน

    การขุดบนคลาวด์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เข้าร่วมนักขุด BTC แล้วรับรายได้ 500-20,000 ดอลลาร์ต่อวัน

    การขุดบนคลาวด์กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เข้าร่วมนักขุด BTC แล้วรับรายได้ 500-20,000 ดอลลาร์ต่อวัน

    Image

    คริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนชั้นสูงในวงการเทคโนโลยีอีกต่อไป ด้วยการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มอย่าง BTC Miner นักลงทุนทั่วไปสามารถรับผลตอบแทนรายวันที่มั่นคงได้โดยไม่ต้องถือครองหรือใช้งานคริปโทเคอร์เรนซี

    นิวยอร์ก/ลอนดอน — ข่าวประชาสัมพันธ์

    ในปี 2568 อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รูปแบบการลงทุนแบบใหม่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่เกม “ซื้อถูก ขายแพง” อีกต่อไป แต่เป็นรูปแบบการสร้างรายได้ที่มั่นคงโดยอิงจากโครงสร้างพื้นฐาน

    นี่คือเหตุผลที่ “การขุดบนคลาวด์” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง การขุดบนคลาวด์ช่วยลดความจำเป็นในการซื้อเครื่องขุดหรือบำรุงรักษาด้วยตนเอง ผู้ใช้ทั่วไปสามารถรับผลตอบแทนรายวันจากเครือข่ายบล็อกเชนได้ด้วยการเช่าพลังประมวลผล ภายใต้แนวโน้มนี้ BTC Miner กำลังค่อยๆ กลายเป็นจุดสนใจของอุตสาหกรรม

    ทำไมการขุดบนคลาวด์จึงได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2568?

    หลายแนวโน้มกำลังผลักดันให้ “รายได้จากการขุด” กลายเป็นจุดร้อนแรงในตลาด:

    ความผันผวนของราคาสูงและความเสี่ยงในการซื้อขายสูง – แม้ว่า Bitcoin และ Ethereum จะมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว แต่ความผันผวนในระยะสั้นทำให้ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถกำหนดเวลาการลงทุนได้อย่างแม่นยำ

    การเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานสีเขียว – แพลตฟอร์มการขุดกำลังหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการลงทุน ESG

    ความกระตือรือร้นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ใช้ทั่วไป – ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมองหารายได้แบบพาสซีฟที่คาดการณ์ได้

    BTC Miner เชื่อมช่องว่างระหว่างโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนและผู้ใช้ทั่วไป ด้วยข้อได้เปรียบสำคัญ 5 ประการ:

    ผลตอบแทนรายวันที่มั่นคง – นำเสนอสัญญาระยะสั้น (1-30 วัน) พร้อมผลตอบแทนรายวันสูงสุด 7% คุณจึงมั่นใจได้ในความผันผวนของตลาดด้วยการชำระเงินอัตโนมัติทุก 24 ชั่วโมง ไร้อุปสรรคในการเข้าถึง ทั้งหมดนี้ทำได้ผ่านโทรศัพท์ของคุณ ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องขุดหรือฝึกฝนทักษะทางเทคนิค เพียงลงทะเบียนบัญชี เลือกสัญญา และรอรับรายได้ของคุณ

    เยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพื่อลงทะเบียนและรับโบนัส 500 ดอลลาร์ → https://btcminer.net

    สัญญามากมายหลายแบบพร้อมระยะเวลาที่ยืดหยุ่น รับประกันเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมด สั่งซื้อเพื่อล็อกเงินต้นและดอกเบี้ยของคุณ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาด

    ฝากและถอนสกุลเงินดิจิทัลหลายสกุล — รองรับสินทรัพย์หลักอย่าง BTC, ETH, XRP, DOGE, BNB, ADA, USDT และ USDC พร้อมการถอนและฝากเงินทันที

    พลังงานสีเขียว + ความปลอดภัยระดับธนาคาร — ศูนย์ข้อมูลของเราใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้การเข้ารหัส SSL ตรวจสอบย้อนกลับธุรกรรมได้อย่างครบถ้วน และมีบริการสนับสนุนลูกค้าหลายภาษาตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

    ก้าวสู่ยุคใหม่ของ “กำไรสำหรับทุกคน”

    BTC Miner คือ “แพลตฟอร์มบริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ยุคใหม่ ที่ทำให้การขุดที่ครั้งหนึ่งเคยสงวนไว้สำหรับสถาบันหรือผู้คลั่งไคล้เทคโนโลยี เข้าถึงได้สำหรับคนทั่วไป

    จากข้อมูลของแพลตฟอร์ม พบว่า 67% ของผู้ใช้ BTC Miner ในปี 2025 จะเป็นมือใหม่ในสินทรัพย์คริปโต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมหรือตลาดเกิดใหม่

    “ภารกิจของเรานั้นเรียบง่าย” หัวหน้าฝ่ายการตลาดทั่วโลกของ BTC Miner กล่าว

    “เพื่อให้อิสรภาพทางการเงินไม่ใช่สิทธิพิเศษสำหรับคนเพียงไม่กี่คนอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้”

    การแสดงสัญญา BTC Miner: คลิกที่นี่เพื่อดูสัญญาเพิ่มเติม

    สัญญา $500 ระยะเวลา 1 วัน รายได้ต่อวัน $2 [สัญญาฟรี]

    สัญญา $200 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $10 กำไรรวม $20

    สัญญา $300 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $6.63 กำไรรวม $13.26

    สัญญา $1000 ระยะเวลา 3 วัน รายได้ต่อวัน $23.8 กำไรรวม $71.4

    สัญญา $2500 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $62.75 กำไรรวม: $313.75

    สัญญา $5,000 ระยะเวลา 8 วัน รายได้ต่อวัน: $137.50 กำไรรวม: $1,100

    สัญญา $10,000 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $300 กำไรรวม: $1,500

    สัญญาทั้งหมดจะจ่ายกำไรทุก 24 ชั่วโมง

    สรุป: รายได้จากการขุดไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

    เมื่อการขุดแบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงที่สูงและความผันผวนของราคาอย่างมาก แพลตฟอร์มการขุดบนคลาวด์จึงกลายเป็นช่องทางใหม่สำหรับคนทั่วไปในการสร้างรายได้แบบพาสซีฟ BTC Miner กำลังเปลี่ยนโฉมความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับวิธีการสร้างรายได้ด้วยวิธีการที่ง่าย ปลอดภัย และโปร่งใส

    อนาคตคือดิจิทัล แต่ความมั่งคั่งสามารถเป็นจริงได้ BTC Miner ช่วยให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของ “เครื่องพิมพ์เงินดิจิทัล” ของตนเองได้

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://btcminer.net

    อีเมลอย่างเป็นทางการ: info@btcminer.net

    ที่อยู่บริษัท: 17 Whitworth Drive, Randlay, Telford, Shropshire

    รหัสไปรษณีย์: TF3 2NN

    สื่อ: Kevin Byers

  • BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    การขุดคริปโตเคอร์เรนซีบนคลาวด์ การขุด

    BTC Miner Cloud Mining เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย มอบผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐ

    Image

    ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงดำเนินอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศกลยุทธ์การพัฒนา “ทุนคริปโต” อย่างเป็นทางการ โดยเสนอการผลักดันอย่างเต็มรูปแบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล และเศรษฐกิจแห่งพลังการประมวลผล หลายรัฐได้นำมาตรการลดหย่อนภาษีและเปิดรับสมัครใบอนุญาตเพื่อดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีคริปโตเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง โดยทั่วไปแล้ว ตลาดเชื่อว่าเงินปันผลตามนโยบายชุดนี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินโลกเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับนักลงทุนทั่วไปในการเข้าร่วม

    ในขณะที่กลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น “การซื้อและกักตุน” เหรียญค่อยๆ หมดความนิยม นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงหันมาใช้วิธีการที่มีความเสถียร มีประสิทธิภาพ และเชิงรับมากขึ้น นั่นคือ การขุดคริปโตเคอร์เรนซีบนคลาวด์ การขุดบนคลาวด์กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสะสมความมั่งคั่งในยุคนี้ ด้วยนโยบายที่เอื้ออำนวยและการลดต้นทุนด้านพลังงาน

    การขุดบนคลาวด์คืออะไร?

    การขุดบนคลาวด์ (Cloud Mining) คือวิธีการขุดที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์หรือสร้างฟาร์มขุด ด้วยการเช่าพลังประมวลผลจากแพลตฟอร์มและซื้อสัญญาอัจฉริยะ แพลตฟอร์มจะเชื่อมต่อผู้ใช้กับกลุ่มขุดทั่วโลกโดยอัตโนมัติเพื่อทำการขุด และจ่ายผลกำไรโดยอัตโนมัติทุกวัน ผู้ใช้เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิค

    BTC Miner Cloud Mining: สัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ย พร้อมผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมให้บริการแล้ว!

    ในฐานะแพลตฟอร์มการขุดบนคลาวด์ชั้นนำของโลก BTC Miner ได้เปิดตัวสัญญารับประกันเงินต้นและดอกเบี้ยหลายชุด สัญญาระดับไฮเอนด์บางสัญญาให้ผลตอบแทนรายวันสูงสุด 12,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็น “การรับประกันเงินต้นและผลตอบแทน” อย่างแท้จริง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงและนักลงทุนที่มีสินทรัพย์สุทธิสูง

    ข้อดีหลักของการขุดบนคลาวด์:

    Zero Entry: ไม่จำเป็นต้องซื้อฮาร์ดแวร์หรือมีประสบการณ์ทางเทคนิค และลงทะเบียนเพื่อรับโบนัสทดลองขุดมูลค่า 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ

    ไม่ต้องติดตั้ง: แพลตฟอร์มจะจัดสรรพลังประมวลผลโดยอัตโนมัติ และจัดการการขุดได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

    สภาพคล่องสูง: ระยะเวลาสัญญาที่ยืดหยุ่น โดยมีการลงทุนขั้นต่ำ 1 วัน ชำระผลกำไรรายวัน และสามารถถอนเงินได้ทุกเมื่อ

    ประหยัดพลังงาน: แพลตฟอร์มนี้ผสานรวมกับฟาร์มขุดสีเขียว เช่น ไอซ์แลนด์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

    ห้าจุดเด่นของแพลตฟอร์ม BTC Miner:

    ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ: แพลตฟอร์มนี้มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหราชอาณาจักร มีระบบที่เสถียร และข้อมูลที่โปร่งใส

    ตัวเลือกสัญญาที่หลากหลาย: เลือกสัญญาได้หลากหลายรูปแบบ และกลไกการรับประกันเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งานทั่วไป

    รองรับหลายสกุลเงิน: สามารถฝากและถอนเงินสำหรับสกุลเงินดิจิทัลหลักๆ เช่น BTC, ETH, USDT, XRP และ DOGE

    การชำระเงินทันที: ฝากผลกำไรรายวัน และสามารถถอนเงินได้ทุกเมื่อ โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่อง

    สิทธิประโยชน์จากการเชิญชวน: รับค่าคอมมิชชั่นจากการโปรโมตแพลตฟอร์มของคุณ และรับส่วนแบ่งกำไรตลอดชีพจากการชวนเพื่อนมาลงทุน

    เริ่มต้นอย่างไร? การเข้าร่วมแพลตฟอร์มการขุดบนคลาวด์ BTC Miner เป็นเรื่องง่ายเพียงสามขั้นตอน:

    เยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการและลงทะเบียนด้วยที่อยู่อีเมลของคุณ → https://btcminer.net

    หลังจากลงทะเบียนสำเร็จ คุณจะได้รับเครดิตทดลองใช้ฟรีมูลค่า 500 ดอลลาร์โดยอัตโนมัติ

    เลือกสัญญา สั่งซื้อได้ในคลิกเดียว และรับข้อมูลการชำระเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    สัญญา BTC Miner:

    สัญญา $500 ระยะเวลา 1 วัน รายได้ต่อวัน $2 [สัญญาฟรี]

    สัญญา $200 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $10 กำไรรวม $20

    สัญญา $300 ระยะเวลา 2 วัน รายได้ต่อวัน $6.63 กำไรรวม $13.26

    สัญญา $1,000 ระยะเวลา 3 วัน รายได้ต่อวัน $23.8 กำไรรวม $71.4

    สัญญา $2,500 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $62.75 กำไรรวม: $313.75

    สัญญา $5,000 ระยะเวลา 8 วัน รายได้ต่อวัน: $137.50 กำไรรวม: $1,100

    สัญญา $10,000 ระยะเวลา 5 วัน รายได้ต่อวัน: $300 กำไรรวม: $1,500

    สัญญาทั้งหมดจะสรุปผลทุก 24 ชั่วโมง

    วางแผนสำหรับอนาคต เริ่มเลย

    ด้วยการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก การบูรณาการอย่างต่อเนื่องของ ด้วยพลังแห่งพลังงานสีเขียวและพลังประมวลผล AI ประกอบกับการปรับปรุงกฎระเบียบระดับชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้การขุดบนคลาวด์กำลังกลายเป็นกระแสหลักและเป็นไปตามมาตรฐาน BTC Miner จะยังคงยึดมั่นในหลักการ “เสถียรภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใส” เพื่อสร้างระบบนิเวศการขุดบนคลาวด์ระดับโลกที่ทุกคนเข้าถึงได้และให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน

    อนาคตเป็นของผู้ที่วางแผนล่วงหน้า BTC Miner จะเคียงข้างคุณสู่ทศวรรษทองของคริปโต

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://btcminer.net

    อีเมลอย่างเป็นทางการ: info@btcminer.net

    ที่อยู่บริษัท: 17 Whitworth Drive, Randlay, Telford, Shropshire

    รหัสไปรษณีย์: TF3 2NN

    สื่อ: Kevin Byers

  • ทำไม “อินโดนีเซีย” จึงควรเป็นตลาดถัดไปของคุณ?

    ทำไม “อินโดนีเซีย” จึงควรเป็นตลาดถัดไปของคุณ?

    กรุงเทพฯ, 1 สิงหาคม 2568 — ไทยและอินโดนีเซีย
    สองประเทศชั้นนำทางด้านเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ยังคงเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
    ด้วยความสัมพันธ์ทางการทูตที่สั่งสมมากว่าเจ็ดทศวรรษ
    โดยการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี[1] และรัฐบาลทั้งสองประเทศต่างส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจข้ามพรมแดนอย่างแข็งขัน
    สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสอันสดใสสำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการขยายสู่ตลาดอินโดนีเซีย

    ความใกล้ชิดในระดับภูมิภาคไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น
    แต่ยังปรากฏในพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกด้วย ในปี 2567 เพียงปีเดียว
    มีชาวอินโดนีเซียเกือบ 870,000 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทย[2] และกลับไปพร้อมความนิยมในสินค้าไทยที่เพิ่มขึ้น
    ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว แฟชั่น ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม แบรนด์ต่าง
    ๆ อาทิ Cathy Doll, Gentle Woman และ Jelly Bunny
    ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย
    สะท้อนถึงถึงความสนใจในสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยที่เพิ่มมากขึ้น

    ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียพร้อมเปิดรับสินค้าไทย

    สินค้าไทยหลายรายการได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ก่อนที่แบรนด์เหล่านั้นจะเปิดตลาดในอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ
    หลากหลายสินค้าถูกค้นพบครั้งแรกจากบริการรับฝากซื้อของที่รู้จักกันในชื่อ ‘jastip’
    (Jastip – ย่อมาจาก “jasa titip” หรือบริการช้อปปิ้งส่วนบุคคล)
    ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่แท้จริงที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพของสินค้า
    ราคาที่แข่งขันได้ และความนิยมที่แพร่หลายบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
    สัญญาณเบื้องต้นเหล่านี้จึงชี้ให้เห็นว่าอินโดนีเซียเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยที่ต้องการขยายฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ด้วยจำนวนประชากรกว่า 283 ล้านคน
    ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก
    พร้อมด้วยชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
    อินโดนีเซียจึงถือเป็นฐานผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับโลกดิจิทัลและตอบสนองต่อเทรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกได้เป็นอย่างดี
    การซื้อของออนไลน์ได้กลายเป็นพฤติกรรมหลักของผู้บริโภคทุกวัย
    ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งของประเทศ โดยในปี 2567
    อินโดนีเซียมีมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซสูงถึง 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] ในขณะที่ภาคอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตถึง
    19% และมีมูลค่ากว่า 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน[4] ความคล้ายคลึงในพฤติกรรมดิจิทัลนี้ชี้ให้เห็นว่า
    อินโดนีเซียคือจุดหมายปลายทางต่อไปที่เหมาะสมและคุ้นเคยสำหรับแบรนด์ไทยในการขยายธุรกิจในภูมิภาค

    ภูมิทัศน์การค้าที่เอื้อต่อการเติบโตและโอกาสในตลาดดิจิทัลของอินโดนีเซียt

    ภูมิทัศน์การค้าที่เอื้อต่อการเติบโตและโอกาสในตลาดดิจิทัลของอินโดนีเซีย

    ในปี 2566
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้กำหนดเป้าหมายให้การค้าข้ามพรมแดนมีสัดส่วนถึง
    20% ของการค้าโดยรวม โดยอาศัยข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ATIGA)
    ซึ่งยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ซื้อขายระหว่างไทยและอินโดนีเซียมากกว่า 98%
    นับตั้งแต่ปี 2553[5] ด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่น้อยลง
    แบรนด์ต่างๆ จึงสามารถเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น

    สำหรับแบรนด์ไทยที่มองหาการเติบโตในภูมิภาค
    อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ฐานผู้บริโภคมีส่วนร่วมทางดิจิทัลและขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้จำหน่ายสินค้ารายใหม่
    โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงามและการดูแลส่วนบุคคล
    ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศ
    ด้วยการเติบโตของพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย
    จากข้อมูลของ SIRCLO ผู้ให้บริการโซลูชันอีคอมเมิร์ซชั้นนำของอินโดนีเซีย ระบุว่า
    ในปี 2567 เพียงปีเดียว ยอดการทำธุรกรรมออนไลน์ในกลุ่มนี้เติบโตถึง 62.07% และ
    Statista คาดการณ์ว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 9.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี
    2568[6]

    หนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือ วิดีโอคอมเมิร์ซ
    ไม่ว่าจะเป็นรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์
    ไปจนถึงไลฟ์สดแบบอินเตอร์แอคทีฟที่จัดโดยแบรนด์ต่าง ๆ
    โดยรูปแบบวิดีโอนั้นมีบทบาทสำคัญในการค้นหาและสั่งซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย
    และด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากกว่า 157 ล้านคน
    ปัจจุบันอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศที่มีฐานผู้ใช้ TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
    แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย[7] ซึ่งในปี 2566 เพียงปีเดียว
    มูลค่าธุรกรรมผ่าน TikTok Shop ในประเทศสูงถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[8]

    Image

    ตัวอย่างของ
    SKIN1004 ที่สร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ราบรื่นผ่านการถ่ายทอดสดและคอนเทนต์
    TikTok 
    via SIRCLO
    StreamLab.

    SKIN1004 แบรนด์สกินแคร์จากเกาหลีใต้
    ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจที่เผยให้เห็นว่าการใช้วิดีโอคอมเมิร์ซและกลยุทธ์แบบลคัลไลเซชันอย่างมีประสิทธิภาพนั้นสามารถขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดอินโดนีเซียได้อย่างมีนัยสำคัญ
    โดยนับตั้งแต่เปิดตัวการไลฟ์สดบน TikTok ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2566 SKIN1004
    มียอดมูลค่าการขายรวม (GMV) เพิ่มขึ้น 103.10% และยอดผู้ชมเพิ่มขึ้น 272.13%
    ภายในเดือนพฤษภาคม 2568

    การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เป็นผลมาจากกลยุทธ์แบบ
    one-size-fits-all
    แต่เกิดจากแนวทางที่ปรับแต่งให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของแบรนด์และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในอินโดนีเซีย
    และเพื่อปรับการรับรู้ในตัวแบรนด์ให้เข้ากับท้องถิ่น SKIN1004 จึงได้ร่วมมือกับ
    SIRCLO
    ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ในการบริหารจัดการกลยุทธ์การถ่ายทอดสดผ่าน
    SIRCLO StreamLab ซึ่งให้บริการด้านโซเชียลคอมเมิร์ซแบบครบวงจร
    ความร่วมมือนี้ทำให้ SKIN1004 กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีผลงานดีที่สุดในแคมเปญ
    double-day ‘Guncang 8.8’ ของ TikTok ในเดือนสิงหาคม 2567 โดยมีอัตรา GMV
    เพิ่มขึ้น 914% เมื่อเทียบกับวันปกติ

    ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับผู้สนับสนุนในท้องถิ่นที่เข้าใจภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซีย
    ด้วยบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการบนมาร์เก็ตเพลส การจัดส่งขั้นสุดท้าย
    ไปจนถึงการกระตุ้นยอดขายผ่านโซเชียลมีเดีย SIRCLO พร้อมมอบการสนับสนุนแบรนด์ต่าง ๆ
    ด้วยโซลูชันที่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทและพฤติกรรมของตลาดในแต่ละพื้นที่ SIRCLO Commerce ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ
    สามารถพึ่งพาโซลูชันด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่การลงรายการสินค้า
    การจัดการคำสั่งซื้อ การจัดส่งสินค้า ไปจนถึงบริการดูแลลูกค้า นอกจากนี้ SIRCLO StreamLab ยังช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลด้วยการผลิตคอนเทนต์เฉพาะท้องถิ่น
    ดำเนินกลยุทธ์การถ่ายทอดสด และร่วมมือกับพันธมิตรด้านการตลาด
    เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและการมองเห็นแบรนด์ โดยบริการแบบบูรณาการเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ระดับโลกสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มที่
    ขณะที่ SIRCLO รับหน้าที่ดูแลการดำเนินงานในพื้นที่ให้

    Brian Marshal ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ
    SIRCLO
    กล่าวว่า
    “การเข้าทำตลาดในประเทศที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างอินโดนีเซีย
    เราเชื่อว่าบทบาทของพันธมิตรในท้องถิ่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสนับสนุนด้านปฏิบัติการเท่านั้น
    แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างแบรนด์ระดับโลกกับผู้บริโภคในท้องถิ่น ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมของผู้บริโภคและระบบดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    SIRCLO มุ่งมั่นที่จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
    มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน”

    [1] https://www.ekon.go.id/publikasi/detail/6376/selain-pererat-hubungan-diplomatik-indonesia-thailand-juga-tingkatkan-perdagangan-bilateral-dan-investasi-di-berbagai-sektor

    [2] https://www.kompas.id/artikel/thailand-indonesia-sepanjang-masa-tumbuh-bersama

    [3] https://services.google.com/fh/files/misc/indonesia_e_conomy_sea_2024_report.pdf

    [4] https://services.google.com/fh/files/misc/thailand_e_conomy_sea_2024_report.pdf

    [5] https://www.eria.org/uploads/media/Books/2021-Impact-of-the-ATIGA-on-Intra-ASEAN-Trade/09_Ch.5-Analysis-Tariff.pdf

    [4] https://www.statista.com/topics/7509/fmcg-market-in-indonesia/#topicOverview

    [5] https://www.cnbcindonesia.com/research/20250126205256-128-606097/makin-kecanduan-warga-ri-pengguna-tiktok-terbanyak-di-dunia

    [6] https://swa.co.id/read/455167/yang-lain-tumbang-tiktok-shop-menjulang-transaksi-mencapai-rp100-triliun-pada-2024

    [7] https://www.cnbcindonesia.com/research/20250126205256-128-606097/makin-kecanduan-warga-ri-pengguna-tiktok-terbanyak-di-dunia

    [8]  https://swa.co.id/read/455167/yang-lain-tumbang-tiktok-shop-menjulang-transaksi-mencapai-rp100-triliun-pada-2024

  • ASUENE Presents Japan-Thailand Decarbonization Partnership at Government-Led Energy Dialogue, Showcasing Progress with Banpu NEXT

    ASUENE Presents Japan-Thailand Decarbonization Partnership at Government-Led Energy Dialogue, Showcasing Progress with Banpu NEXT

    ASUENE Inc. participated in the 7th Japan-Thailand Energy Policy Dialogue, co-hosted by Japan’s Ministry of Economy, Trade and Industry (METI) and Thailand’s Ministry of Energy, held on July 15, 2025, in Pattaya, Thailand. Building on its partnership with local clean energy leader Banpu NEXT, ASUENE shared progress in their collaborative efforts toward realizing a decarbonized society in Thailand.

    (Top right)Dr. Chumpol Sripraparkorn, Manager - Net Zero & Sustainability Consulting of Banpu NEXT Co., Ltd. / (From left front row) Dr. Sompop Pattanariyankool, Deputy Permanent Secretary of Energy, Ministry of Energy/Dr. Prasert Sinsukprasert, Permanent Secretary of Energy, Ministry of Energy/ Shiho Shintani, Country Manager of ASUENE (Thailand) Ltd. / Mr. KIHARA Shinichi, Director-General for Energy and Environmental Policy, Agency for Natural Resources and Energy, METI

    About the 7th Japan–Thailand Energy Policy Dialogue

    The Japan–Thailand Energy Policy Dialogue, co-hosted by Japan’s METI and Thailand’s Ministry of Energy, is an annual official dialogue between the two governments. Aimed at strengthening bilateral cooperation through policy discussions on decarbonization and energy transition, the dialogue features not only intergovernmental exchanges but also showcases initiatives from the private sector. The 7th dialogue covered a wide range of topics including the latest energy policy trends, hydrogen and ammonia, renewable energy, energy efficiency, EV/HEV and battery, and financing through public–private collaboration.

    ASUENE–Banpu NEXT Partnership Introduction

    In January 2025, ASUENE signed a Memorandum of Understanding with Banpu NEXT, a subsidiary of Banpu, a leading Net Zero Solutions provider in the Asia-Pacific region, to promote decarbonized management practices across Thailand. At the 7th Japan–Thailand Energy Policy Dialogue, this partnership was introduced as a representative example of private-sector collaboration, highlighting both the scope of the initiative and its future direction.

    ASUENE, ASUENE’s cloud-based platform, is Asia’s leading carbon accounting solution for GHG measurement, reduction, and reporting. Through this partnership, the two companies are enhancing collaboration to accelerate net-zero efforts by expanding the adoption of GHG tracking across the business sector.

    Moving forward, ASUENE will continue working with Banpu NEXT to build a practical business collaboration model in the decarbonization field between Japan and Thailand, contributing to the realization of a more sustainable society.

    ASUENE Company Profile

    ASUENE Inc. is a leading Climate Tech company in Japan with the mission of ”Changing the world for the next generation”. We provide “ASUENE”, a carbon accounting platform to measure, report and reduce carbon emissions of companies and we contribute to the net zero society.

  • วาดได้ทุกที่ ทุกเวลา: Wacom MovinkPad 11 จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ

    วาดได้ทุกที่ ทุกเวลา: Wacom MovinkPad 11 จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ

    Wacom MovinkPad 11 คืออุปกรณ์วาดภาพดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่แท็บเล็ต แต่คือแรงบันดาลใจที่พกพาได้ ต่างจากแท็บเล็ตที่เน้นความบันเทิงทั่วไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้พร้อมเก็บเกี่ยวทุกแรงบันดาลใจในทันที และพาคุณเข้าสู่โลกแห่งการวาดภาพได้ทุกที่ทุกเวลา มาพร้อมฟังก์ชันวาดภาพที่รวดเร็ว ให้เวิร์กโฟลว์ที่ไหลลื่น ความคิดสร้างสรรค์ไม่สะดุดตั้งแต่เริ่มต้น

    โตเกียว – 17 กรกฎาคม
    2025 – วันนี้ Wacom เปิดตัว
    Wacom MovinkPad 11 แท็บเล็ตเพื่อการสร้างสรรค์แบบครบวงจร ยกระดับการวาดภาพให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะวาดเล่นเพลิน ๆ หรือเก็บแรงบันดาลใจที่ผุดขึ้นมาได้ในทันที
    อุปกรณ์นี้ก็พร้อมให้คุณเริ่มวาดได้ทันทีอย่างง่ายดาย
    ออกแบบมาเพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ได้ทันที
    ใช้งานได้ทันทีที่คุณหยิบปากกาขึ้นมา ด้วยระบบ Android 14 ที่คุ้นเคยและใช้งานง่าย

    ไม่มีขีดจำกัด วาดเลย

    Wacom MovinkPad 11 ไม่ใช่แค่แท็บเล็ตทั่วไป แต่เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้การวาดภาพดิจิทัลเป็นเรื่องง่ายและสนุกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน ครบจบในเครื่องเดียว ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ต้องตั้งค่า เพียงแค่มีปากกาและหน้าจอดิจิทัล ก็ เริ่มวาดได้ทันที ตัวเครื่องน้ำหนักเบา มาพร้อม จอแสดงผลมัลติทัชขนาด 11.45 นิ้ว ที่มี กระจกเคลือบลดแสงสะท้อน ช่วยให้คุณมีสมาธิกับการสร้างสรรค์งานได้อย่างเต็มที่
    มาพร้อมกับ Wacom Pro Pen 3 ปากกามืออาชีพที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานสายสร้างสรรค์ทั่วโลก
    โดดเด่นด้วยความแม่นยำสูงและให้สัมผัสการวาดที่เป็นธรรมชาติ ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ได้ทันที เพียงแตะและกดเบา ๆ ที่ปลายปากกา

    ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ในคาเฟ่ หรือระหว่างการเดินทาง Wacom MovinkPad 11 พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของทุกโมเมนต์แห่งจินตนาการในชีวิตประจำวัน

    “Wacom MovinkPad 11 ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่หยุดวาดไม่ได้จริง ๆ” โคจิ
    ยาโนะ รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจแบรนด์ Wacom กล่าว “ไม่ว่าคุณจะชอบวาดเล่นระหว่างเรียน หรือกำลังเปลี่ยนจากการวาดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน
    แท็บเล็ตสร้างสรรค์พกพานี้จะทำให้การวาดง่ายขึ้นและสนุกมากยิ่งขึ้น และนี่แค่เริ่มต้น เตรียมพบกับสิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังจะตามมาในซีรีส์แท็บเล็ตสร้างสรรค์แบบพกพา”

    Image

    แอปสร้างสรรค์ที่มือใหม่ต้องลอง

    แอป Wacom Canvas ที่มาพร้อมเครื่อง รองรับการสเก็ตช์แบบอิสระและงานวาดภาพเบาๆ
    ได้อย่างสะดวก เริ่มต้นการสร้างสรรค์ได้ทันที ด้วย Clip Studio Paint DEBUT รุ่นเริ่มต้น พร้อมสิทธิ์ใช้งาน 2 ปี แปรงกว่า 40,000 แบบ
    และเครื่องมือครบครันสำหรับการ์ตูน 3D และแอนิเมชัน

    เริ่มวาดได้ทันที ด้วยฟังก์ชันวาดภาพที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เพียงแค่แตะและกดปากกาบนหน้าจอค้างไว้ ก็เปิดแอป Wacom Canvas และเริ่มสเก็ตช์ได้ทันที แตะครั้งเดียวเพื่อเข้าสู่ Clip Studio Paint และเก็บผลงานของคุณไว้ใน Wacom
    Shelf โดยอัตโนมัติ

    “Wacom MovinkPad 11 พร้อมเป็นแคนวาสดิจิทัลที่ใช้งานได้อย่างสบายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักวาดมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นสำรวจโลกของศิลปะดิจิทัล หรือผู้ที่ทำงานสายสร้างสรรค์อย่างจริงจัง”
    เท็ตสึยะ โคบายาชิ
    กรรมการบริหารของ Celsys กล่าว “เมื่อใช้งานร่วมกับ Clip Studio Paint สัมผัสกับประสบการณ์การสร้างสรรค์ที่ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และพร้อมไปกับคุณทุกที่”

     ปรับแต่งการใช้งานในแบบของคุณด้วยปากกาและอุปกรณ์เสริม

    รองรับทั้ง Wacom Pro Pen 3 และปากกาดิจิทัลจากแบรนด์เครื่องเขียนชั้นนำอย่าง Dr. Grip, LAMY และ STAEDTLER ให้คุณเลือกใช้งานตามสไตล์ที่เป็นตัวเองได้อย่างอิสระ มีเคสสำหรับ Wacom MovinkPad 11 ที่มาพร้อมขาตั้งในตัว ออกแบบมาเพื่อปกป้องอุปกรณ์ของคุณ และช่วยให้วางใช้งานในมุมที่เหมาะกับการวาดภาพได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

    Wacom MovinkPad 11 พร้อมจำหน่ายในเร็วๆนี้ หากต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โปรดไปที่: https://www.wacom.com/products/portable-pad/wacom-movinkpad-11

  • HYDE เตรียมถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต “BEAUTY & THE BEAST” ส่งตรงจากเวทีสู่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมถึงโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ พร้อมเปิดให้รับชมผ่านระบบสตรีมมิ่งทั่วโลก

    HYDE เตรียมถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต “BEAUTY & THE BEAST” ส่งตรงจากเวทีสู่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมถึงโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ พร้อมเปิดให้รับชมผ่านระบบสตรีมมิ่งทั่วโลก

    HYDE [INSIDE] LIVE 2025 WORLD TOUR BEAUTY & THE BEAST
    เตรียมสัมผัสประสบการณ์ การถ่ายทอดสดผ่านโรงภาพยนตร์ และการถ่ายทอดสดให้ชมพร้อมกันทั่วโลก!

    คอนเสิร์ต”HYDE [INSIDE] LIVE 2025 WORLD TOUR BEAUTY & THE BEAST” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2025 ณ KT Zepp Yokohama (ญี่ปุ่น) จะถูกถ่ายทอดสดไปยังโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศญี่ปุ่น รวมถึงโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ และสตรีมมิ่งพร้อมกันทั่วโลก

    หลังจากการออกอัลบั้ม ”HYDE [INSIDE]” ครั้งแรกในรอบ 5 ปีเมื่อปีที่แล้ว และเดินสายทัวร์ ”HYDE [INSIDE] LIVE 2024 WORLD TOUR” ในญี่ปุ่น เอเชีย และอเมริกา

    ปี 2025 นี้ HYDE กลับมาพร้อมทัวร์ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เริ่มต้นจาก Zepp Haneda (ญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน และจะเดินสายไปยัง ละตินอเมริกา เอเชีย และยุโรป

    โดยการแสดงที่ KT Zepp Yokohama จะเป็นรอบ ”BEAUTY & THE BEAST” สุดพิเศษ!

    บริเวณ 1Fจะถูกแบ่งเป็นโซนยืนฝั่งหญิง (BEAUTY) และฝั่งชาย (BEAST) สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร

    อย่าพลาดชมพลังการแสดงสดของ HYDE ที่ยังคงแรงไม่หยุดในปี 2025 รับชมได้ทั้งในโรงภาพยนตร์และผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์!

    ■HYDE OFFICIAL WEB SITE : https://www.hyde.com/
    ■Link to Trailer: https://youtu.be/HAu2cznWCJQ

    【รายละเอียดการถ่ายทอดสด】

    ชื่อคอนเสิร์ต

    HYDE [INSIDE] LIVE 2025 WORLD TOUR BEAUTY & THE BEAST

    ◆การถ่ายทอดสดในโรงภาพยนตร์◆
    https://liveviewing.jp/overseas/hydelive-2025-eng/

    วัน–เวลา
    วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2025
    เริ่มการถ่ายทอดสดเวลา 15:06 น. (เวลาประเทศไทย)

    สถานที่จัดฉาย
    Major Cineplex:
    Paragon Cineplex https://www.majorcineplex.com/cinema/paragon-cineplex

    ราคาบัตร
    เริ่มต้นที่ 750 บาท
    ※ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจำหน่ายบัตรได้ที่เว็บไซต์ทางการของโรงภาพยนตร์
    ※ อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากราคาบัตร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโรงภาพยนตร์
    กรุณาตรวจสอบรายละเอียดก่อนซื้อบัตรที่เว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์

    กำหนดการเปิดจองบัตร
    วันพุธที่ 18 กรกฎาคม 2025 เวลา 14:00 น. เป็นต้นไป ตามเวลาประเทศไทย

    ◆การถ่ายทอดสดออนไลน์◆
    เว็บไซต์สำหรับซื้อบัตร https://liveship.tokyo/en/hydelive-2025/

    วัน–เวลา
    วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2025
    เปิดระบบ: 14:50 น. |เริ่มถ่ายทอดสด: 15:06 น. (เวลาประเทศไทย)

    ◆ระยะเวลาการรับชมย้อนหลัง:รับชมย้อนหลังได้หลังจบการถ่ายทอดสด (เมื่อระบบพร้อม) 
    นถึงวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2025 เวลา 21:59 น.(เวลาประเทศไทย)

    ช่องทางสตรีมมิ่ง
    LIVESHIP

    ราคาบัตรรับชมออนไลน์
    4,500 เยน (รวมภาษี)

    ช่วงเวลาจำหน่ายบัตร
    วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2025 เวลา 10:00 น.(เวลาประเทศไทย)
    ถึงวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2025 เวลา 19:00 น.(เวลาประเทศไทย)
    ※ ผู้ที่ซื้อบัตรชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ สามารถรับชมย้อนหลัง ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งในช่วงระยะเวลาการให้บริการย้อนหลัง
    ※ ขอแจ้งให้ทราบว่าเมื่อสิ้นสุดช่วงเวลาการรับชมย้อนหลัง การรับชมจะถูกตัดทันทีแม้จะอยู่ระหว่างรับชมก็ตาม
    ※ กรณีการรับชมย้อนหลัง เนื้อหาบางส่วนอาจมีการตัดต่อหรือปรับแก้ จึงเรียนมาเพื่อทราบล่วงหน้า

    《คอนเสิร์ตในโรงภาพยนตร์》
    【ข้อควรระวัง】
    ※ งานนี้เป็นกิจกรรมแบบถ่ายทอดสดให้ผู้ชมสามารถรับชมได้พร้อมกัน ผู้ชมสามารถส่งเสียงเชียร์และปรบมือได้อย่างอิสระเหมือนกับชมการแสดงสดที่สถานที่จริง
    กรุณาทำความเข้าใจและยินยอมในรูปแบบของกิจกรรมก่อนทำการซื้อบัตรเข้าชม
    ※ ในกรณีที่เวลาการฉายเกินกำหนดมาก อาจมีการยุติการฉายก่อนการแสดงจะสิ้นสุดลง จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอความกรุณาให้ท่านเข้าใจในข้อจำกัดดังกล่าว
    ※ เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ คุณภาพของภาพและเสียงอาจได้รับผลกระทบจากสภาพเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
    ※ ห้ามซื้อขาย โอนบัตรเข้าชมเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า รวมถึงผ่านเว็บไซต์ประมูลออนไลน์, เว็บไซต์จำหน่ายบัตร, ร้านจำหน่ายบัตร และช่องทางอื่นๆ
    ※ กรณีบัตรสูญหาย ถูกขโมย ชำรุด หรือลืมนำมาในวันงาน จะไม่สามารถออกบัตรใหม่ให้ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ
    ※ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดที่นั่งของโรงภาพยนตร์ อาจมีกรณีที่ไม่สามารถจัดให้นั่งติดกับผู้ติดตามได้ กรุณาเข้าใจในเงื่อนไขดังกล่าวล่วงหน้า
    ※ ห้ามใช้กล้อง สมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์ใด ๆ ในการถ่ายภาพ บันทึกเสียง หรือบันทึกวิดีโอจากหน้าจอ หากตรวจพบการกระทำดังกล่าวในโรงภาพยนตร์
    จะมีการขอให้ลบเนื้อหาที่บันทึกไว้ และจะไม่คืนเงินค่าบัตรโดยเด็ดขาด อีกทั้งการเผยแพร่เนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาตทางอินเทอร์เน็ตอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย
    ※ อาจมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอภายในโรงภาพยนตร์เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในสื่อต่างๆ ขอความร่วมมือและความเข้าใจจากผู้เข้าชมทุกท่าน
    ※ โรงภาพยนตร์บางแห่งอาจมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม
    ※ ในกรณีที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือมีการแจ้งเตือนภัยพิบัติ อาจมีการหยุดฉายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของผู้ชม ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่จัดแสดงหรือไม่
    ※ หากมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดของกิจกรรม จะไม่มีการแจ้งประกาศแยกเพิ่มเติม

    【ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับมารยาทในการรับชม】
    ※ โปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์เชียร์(เช่น แท่งไฟเรืองแสง ผ้าขนหนู ฯลฯ) เพื่อไม่ให้รบกวนการรับชมของผู้ชมท่านอื่น
     (ห้ามใช้อุปกรณ์เชียร์ที่อาจก่อให้เกิดการรบกวนการรับชมของผู้อื่น)
    ※ กรุณาหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังเกินควรหรือกระทำการใดๆที่เป็นการรบกวนผู้ชมท่านอื่น
    ※ กรุณานั่งรับชมการถ่ายทอดสดในที่นั่งที่ระบุไว้ในบัตรเข้าชมที่ท่านได้ซื้อไว้เท่านั้น
    ※ ข้อกำหนดของโรงภาพยนตร์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง
    กรุณาตรวจสอบเว็บไซต์ทางการของโรงภาพยนตร์ที่ท่านจะเข้าชม และปฏิบัติตามข้อกำหนดของโรงภาพยนตร์นั้นอย่างเคร่งครัด

    《การถ่ายทอดสดออนไลน์》
    ※ เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสด อาจเกิดปัญหาภาพหรือเสียงกระตุก ช้าหรือขาดช่วงรวมถึงการหยุดชั่วคราวหรือจบการถ่ายทอดก่อนกำหนดได้ ขึ้นอยู่กับสภาพเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและระบบของผู้ชม
    ※ ทางผู้จัดไม่สามารถรับผิดชอบกรณีปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์ที่ใช้รับชมของท่าน และไม่สามารถคืนเงินค่าเข้าชมในกรณีดังกล่าวได้
    ※ ค่าธรรมเนียมการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นความรับผิดชอบของผู้ชม
    ※ เนื่องจากการรับชมถ่ายทอดสดใช้ปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ขอแนะนำให้เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi เพื่อความเสถียร
    ※ ห้ามใช้ถ่ายทอดสดนี้ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ห้องประชุม หรือสถานที่สาธารณะต่าง ๆ โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดที่เสียค่าใช้จ่ายหรือฟรี
    ※ หากเข้าชมขณะการถ่ายทอดสดกำลังดำเนินอยู่ จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูภาพก่อนหน้านั้นได้

    HYDE [INSIDE] LIVE 2025 WORLD TOUR BEAUTY & THE BEAST
    เว็บไซต์ข้อมูล https://liveviewing.jp/hydelive-2025-eng/
    ผู้จัดงาน:VAMPROSE
    ผู้จัดจำหน่าย:Live Viewing Japan / Live Viewing Entertainment
    ©VAMPROSE Inc. All Rights Reserved.
    【ข้อควรระวังในการใช้ภาพ】 
    ห้ามตัดต่อ ปรับแต่ง หรือดัดแปลงภาพเพื่อใช้ในงานต่าง ๆ

  • บทสัมภาษณ์พิเศษกับ Amber Zhao คุณแอมเบอร์ จ้าว, ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai บริษัท อาร์ทิเซ่น ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป, กับบทบาทในการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคตของโรงแรมสีเขียว

    บทสัมภาษณ์พิเศษกับ Amber Zhao คุณแอมเบอร์ จ้าว, ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai บริษัท อาร์ทิเซ่น ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป, กับบทบาทในการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคตของโรงแรมสีเขียว

    Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai ประสบความสำเร็จในการผ่านการประเมินโรงแรมสีเขียวและได้รับการรับรองระดับ Five-Leaf ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับโรงแรมสีเขียวของจีนในเดือนพฤษภาคม 2025 เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่มาจากแนวทางที่โดดเด่นของโรงแรม Artyzen ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการผสานเทคโนโลยีและแนวคิดสีเขียวเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง เพื่อจุดประสงค์นี้ เราได้สัมภาษณ์ Amber Zhao ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai (Director of Operations at Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai) เพื่อแบ่งปันว่าเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นแรงผลักดันหลักในการพัฒนาโรงแรมสีเขียวได้อย่างไร การมีส่วนร่วมของแพลตฟอร์ม Neuron ไม่เพียงแต่เป็นแรงผลักดันในการประเมินโรงแรมสีเขียวของ Artyzen เท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งประโยชน์ที่จับต้องได้ต่อการดำเนินงานประจำวันของโรงแรมอีกด้วย

    เกี่ยวกับผู้ให้สัมภาษณ์

    Amber Zhao ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการที่ Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai และมีประสบการณ์มากมายในด้านการจัดการโรงแรม เธอเคยศึกษาด้านการจัดการโรงแรมและเคยทำงานให้กับกลุ่มโรงแรมระดับนานาชาติ เช่น IHG และ Marriott โดยเน้นที่ทรัพยากรบุคคลและการจัดการการดำเนินงาน หลังจากเข้าร่วม Artyzen ในปี 2022 เมื่อโรงแรม Artyzen อยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง เธอได้ดูแลการเติบโตของโรงแรมตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการย้ายเข้าและเสร็จสิ้น นอกจากนี้ บทบาทของเธอยังเปลี่ยนจากผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นฝ่ายปฏิบัติการอีกด้วย ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ แอมเบอร์ได้ขับเคลื่อนแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์ของโรงแรมในการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน และช่วยให้ Artyzen Habitat Hengqin Zhuhai ได้รับการรับรองโรงแรมสีเขียวระดับห้าดาวของจีนในปีนี้ได้สำเร็จ

    Amber Zhao, กับภาพหน้ากำแพงสีเขียวที่เป็นมุมถ่ายภาพของโรงแรม Artyzen Artyzen Hotel Green Wall

    แอมเบอร์รู้สึกประทับใจในความมุ่งมั่นของ Artyzen ที่จะส่งเสริมให้ทีมงานขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เน้นความยั่งยืนและความมีชีวิตชีวา ตัวอย่างที่ดีคือกำแพงสีเขียวอันสร้างสรรค์และระบบบริหารการจัดการน้ำแบบอัตโนมัติที่ Artyzen Habitat Hengqin ทำให้ต้นไม้และพืชในร่มของโรงแรมเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ระบบชลประทานที่ควบคุมเวลา ช่วยเพิ่มประสบการณ์ของแขกและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Artyzen ที่มีต่อเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง แอมเบอร์มีความโดดเด่นในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

    เธอสนับสนุนการนำระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ Neuron (Neuron Smart Energy Management System) มาใช้เพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานและใช้ประโยชน์จากการกำหนดราคาขายแบบไดนามิก ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เธอเชื่อว่าอนาคตของโรงแรมสีเขียวขึ้นอยู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการสนับสนุนของเจ้าของ โดยสนับสนุนการบูรณาการ ESG ในทางปฏิบัติในการดำเนินงานประจำวันเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนของกลุ่มโรงแรม นอกจากนี้ แอมเบอร์ยังเป็นที่รู้จักในด้านทักษะการบริการลูกค้าและการจัดการวิกฤตที่ยืดหยุ่น โดยสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของโรงแรมกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างชำนาญ ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมที่โดดเด่น

    นวัตกรรมทางเทคโนโลยีช่วยยกระดับคะแนนโรงแรมสีเขียว

    Amber Zhao เน้นย้ำว่าระบบ Neuron มีบทบาทสำคัญในกระบวนการประเมินโรงแรมสีเขียว คณะกรรมการประเมินชื่นชมความสามารถในการจัดการพลังงานและระบบการบริหารการจัดการเรื่องขยะที่ยืดหยุ่นและยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง โดยยอมรับว่าระบบนี้เป็นผู้บุกเบิกการจัดการพลังงานและการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบริการของจีน “ระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้จัดการพลังงานได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการรับรองของเราอีกด้วย” แอมเบอร์กล่าว “หากมองในมุมที่ต่างออกไป แม้ว่าระบบการบริการจัดการน้ำฝนทั้งหมดของโรงแรมจะได้รับเพียง 1 คะแนน แต่ระบบ Neuron ช่วยให้โรงแรมของเราโดดเด่นขึ้นในระหว่างการเข้ารับใบรับรอง”

    งานศิลปะบนผนังที่แสดงภาพมือทั้งสองข้างที่ยื่นเข้าหากันเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์และการเมืองระหว่างเฮงชินและมาเก๊า

    ความร่วมมือระหว่างเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการของการดำเนินงานของโรงแรม

    Artyzen Habitat เลือกใช้ระบบ Neuron ไม่เพียงแต่เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประโยชน์ด้านการดำเนินงานที่ระบบสามารถมอบให้ได้อีกด้วย แอมเบอร์ชี้ให้เห็นว่า “ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เช่น การวัดปริมาณใช้พลังงานและอัตราการเข้าพักของโรงแรมได้อย่างชาญฉลาด ช่วยให้เราปรับการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมและลดต้นทุนได้ ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานสระว่ายน้ำช่วยให้เราปรับเวลาเปิดทำการได้เพื่อลดการใช้พลังงานและแรงงานที่ไม่จำเป็น”

    ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ Neuron ยังช่วยให้จัดการราคาแบบไดนามิกได้แม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับโรงแรม แอมเบอร์อธิบายว่า “ก่อนหน้านี้ เราสามารถจัดสรรต้นทุนพลังงานได้คร่าวๆ เท่านั้น ตอนนี้ เราสามารถคำนวณต้นทุนลงได้อย่างแม่นยำจนถึงระดับห้องในแต่ละชั้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลยุทธ์ด้านราคาของเรา”

    การสนับสนุนของเจ้าของและแนวโน้มของอุตสาหกรรม

    แอมเบอร์เน้นย้ำว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมโรงแรมส่วนใหญ่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากเจ้าของ “เนื่องจากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Shun Tak Holdings Group จึงให้ความสำคัญกับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล) เป็นแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ และต้องนำไปปฏิบัติในทุกโครงการและงานปฏิบัติการประจำวัน การสนับสนุนจากผู้บริการระดับสูงแบบ Top- down จึงมีความสำคัญ” เธอเชื่อว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในอุตสาหกรรมโรงแรมในอนาคต แต่การนำไปใช้อย่างแพร่หลายนั้นขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของเต็มใจที่จะลงทุนหรือไม่ เจ้าของ Artyzen อย่าง Shun Tak เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวคิดก้าวหน้า

    ความท้าทายและผลตอบแทนของการประเมินโรงแรมสีเขียว

    เมื่อพูดถึงกระบวนการประเมิน แอมเบอร์พบว่าขั้นตอนการประเมินตนเองนั้นใช้เวลานานที่สุด “เราต้องให้คะแนนตนเองตามเกณฑ์มากกว่า 150 เกณฑ์ในขณะที่รวบรวมเอกสารประกอบก่อนการตรวจสอบจริง แต่ระบบ Neuron ทำให้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ซึ่งเป็นหลักฐานที่มั่นคงสำหรับการตรวจสอบของคณะกรรมการ”

    แนวโน้ม: การผสานเทคโนโลยีและหลักการเทคโนโลยีสีเขียวเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

    แอมเบอร์คาดหวังอนาคตของแพลตฟอร์ม Neuron มาก “ไม่ใช่แค่เครื่องมือการจัดการเท่านั้น แต่ยังช่วยให้โรงแรมป้องกันปัญหาต่างๆ ได้ก่อนที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การระบุการใช้พลังงานที่ผิดปกติผ่านการแจ้งเตือนข้อมูลจะช่วยให้ระบุปัญหาได้ล่วงหน้า” เธอเชื่อว่าการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและแนวคิดสีเขียวจะกลายเป็นความสามารถหลักของอุตสาหกรรมโรงแรม ไม่ใช่แค่กระแสเท่านั้น

    ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานโรงแรมสีเขียวระดับ 5 ของจีน

    “โรงแรมสีเขียว” (GB/T 21084—2007) เป็นมาตรฐานแห่งชาติที่แนะนำซึ่งออกร่วมกันโดยสำนักงานบริหารทั่วไปด้านการกำกับดูแลคุณภาพ การตรวจสอบ และการกักกันของสาธารณรัฐประชาชนจีนและสำนักงานบริหารมาตรฐานของจีนเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2007 ภายใต้การบริหารของกระทรวงพาณิชย์ และนำไปปฏิบัติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2008 มาตรฐานนี้ได้รับการกำหนดร่วมกันโดยกระทรวงทั้ง 6 กระทรวง รวมถึงกระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ โดยมีหลักสำคัญคือการปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย จึงกำหนดให้โรงแรมต้องส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการป้องกันและควบคุมมลพิษผ่านการจัดการสีเขียว และกำหนดระบบการให้คะแนน 5 ดาว (โดย 5 ดาวเป็นระดับสูงสุด) คณะทำงานโรงแรมสีเขียวแห่งชาติมีหน้าที่จัดผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินและรับรองในสถานที่ ณ เดือนธันวาคม 2024 โรงแรมมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศได้รับการรับรอง 5 ดาว

    หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะของ Neuron โปรดติดต่อเราวันนี้!

  • THECA 2025 จุดเกมรุก! ไทยเดินหน้าขึ้นแท่นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์เอเชีย

    THECA 2025 จุดเกมรุก! ไทยเดินหน้าขึ้นแท่นศูนย์กลางอิเล็กทรอนิกส์เอเชีย

    สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ร่วมกับ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ประกาศจุดยืน “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก” ผ่านเวทีแสดงสินค้าและบริการวงจรอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย หรือ Thailand Electronics Circuit Asia (THECA 2025) พร้อมพลิกโฉมประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    งาน THECA 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ณ อาคาร EH99 – 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ บนพื้นที่จัดแสดงที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 ตารางเมตร หรือมากกว่าปีก่อนถึงสองเท่า งานนี้ตั้งเป้าเพื่อต้อนรับ 500 บริษัทชั้นนำจากอุตสาหกรรม และคาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานและนักลงทุนกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก มาร่วมสำรวจนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

    Image

    กระแสการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
    และการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศต่าง ๆ 
    ผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จำเป็นต้องมองหาฐานการผลิตใหม่ที่มีความยืดหยุ่น
    เข้าถึงได้ง่าย และมีระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ
    โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงในยุคปัจจุบัน
    ไม่ว่าจะเป็น EV, IoT, AI, อุปกรณ์การแพทย์
    ไปจนถึงระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรม

    Image

    นายนฤชา ฤชุพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
    และเจ้าภาพการจัดงาน
    THECA 2025 กล่าวถึงบทบาทรัฐบาลไทยมุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
    ภายใต้แผน “Thailand 4.0” และ “Industry
    5.0” ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่ง PCB ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรม  ใหม่ ๆ อาทิ EV, IoT, AI, อุปกรณ์การแพทย์ และระบบอัตโนมัติ
    ทำให้อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
    ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิต PCB อันดับ 1 ในอาเซียนและอยู่ในกลุ่มผู้นำระดับโลก  

    จากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิต PCB มายังประเทศไทย
    โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ PCB ชนิด High Density
    Interconnect และชนิด Multilayer ที่นำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูง
    ซึ่งช่วยสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB ในประเทศ
    ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต PCB ที่ครบวงจร ปัจจุบัน
    80% ของ PCB ที่ผลิตในไทยถูกส่งออกไปยังตลาดหลัก
    เช่น จีน, สหรัฐฯ และญี่ปุ่น
    ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกในระดับสากล
    นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมี แผนพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ซึ่งช่วยให้บริษัทข้ามชาติที่ต้องการผลิต PCB ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิต
    และการพัฒนาบุคลากร ยกระดับทักษะการปฏิบัติงานของบุคลากร  ในภาคอุตสาหกรรมผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงาน
    รองรับความต้องการแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 80,000 คน ในช่วง 2 ปีข้างหน้า 

    “ในช่วง
    2 ปีที่ผ่านมา
    บริษัทชั้นนำจากหลายประเทศได้ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
    โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต
    สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ 
    ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ ทำให้มีโครงการลงทุนจำนวนมาก หากพิจารณาเฉพาะกลุ่ม PCB
    พบว่า มีโครงการที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในปี 2567
    ทั้งหมดจำนวน 81 โครงการ มูลค่าประมาณ 99,228
    ล้านบาท 
    และคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม PCB ไทยจะมีส่วนแบ่งตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก
    4% เป็น 10% ในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งใหม่ในภูมิภาคอาเซียน
    และเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมในประเทศที่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
    ซึ่งงานแสดงสินค้า Thailand Electronics Circuit Asia เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า
    แต่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
    ที่เปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีของโลก
    ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” นายนฤชา กล่าว 

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก
    สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) บริษัท เคซีอี
    อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และบริษัท มิตซูบิชิ
    อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

    Image

    นายพิธาน องค์โฆษิต
    นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (
    THPCA) และประธานจัดงาน THECA
    2025
    เปิดเผยว่า ในปีนี้
    การส่งออกแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ของประเทศไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 10–15% ของตลาดโลก หรือประมาณ 6–8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ระบบ 5G และ IoT ตลอดจนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
    และระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมการผลิต 

    ปัจจุบัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์
    (PCB) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 88% ของตลาดโลก โดย PCB,
    PCBA (การประกอบแผ่นวงจรพิมพ์) และ EMS (บริการรับจ้างผลิตอิเล็กทรอนิกส์)
    ถือเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
    ที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่

    อย่างไรก็ตาม
    อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ
    ทั้งในด้านกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น
    และความต้องการด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงขึ้น
    โดยเฉพาะในเรื่องของความทนทานต่ออุณหภูมิสูง การต้านทานแรงดันไฟฟ้า
    และการออกแบบให้มีขนาดเล็กลง 

    ดังนั้น ในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก
    ผู้ผลิตจึงเร่งผลักดันนวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การพิมพ์ 3
    มิติสำหรับต้นแบบอย่างรวดเร็ว ระบบอัตโนมัติสำหรับการประกอบวงจรที่แม่นยำและซับซ้อน
    และการใช้วัสดุที่มีความยั่งยืน
    ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผ่นวงจรความหนาแน่นสูง
    (HDI), แผ่นวงจรแบบแข็และ-ยืดหยุ่น (Rigid-Flex), แผ่นวงจรสำหรับชิป (IC Substrates), ชุดอุปกรณ์ไฟฟ้า
    (power electronics modules), แผ่นวงจรคลื่นความถี่วิทยุ (RF/Microwave),
    และชุดควบคุมคุณภาพระดับยานยนต์ 
    ชิ้นส่วนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาด
    เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS),
    การขับขี่อัตโนมัติ, ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม
    และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ

    การพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้มีระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
    เป็นผู้นำในระดับภูมิภาคและแข่งขันได้ในระดับโลก
    สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทยจึงได้ร่วมกับมือกับ บีโอไอ พัฒนางาน THECA 2025
    ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด ‘How to Build
    Effectively a Future Electronic Ecosystem’ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พร้อมรับมือกับอนาคต
    โดยมุ่งพัฒนา 4 เสาหลักได้แก่

    1.      
    Connected Ecosystem – การเชื่อมโยงซัพพลายเชนในระดับภูมิภาคและระดับโลก
    สนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต PCB, PCBA และซัพพลายเชนอื่น
    ๆ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม

    2.      
    Smart & Green Manufacturing – การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    ส่งเสริมแนวคิด Net Zero Manufacturing และ ESG
    Compliance ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของ Smart Factory ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    3.      
    Talent & Innovation Hub – การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและนวัตกรรม
    จัดหลักสูตรฝึกอบรมและความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย
    สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

    4.      
    New Business Opportunities – การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
    ผ่านการค้าและการลงทุน เปิดเวทีให้เกิดการจับคู่ธุรกิจและความร่วมมือทางการค้า
    ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

    Image

    นายเสวก ประกิจฤทธานนท์
    อุปนายกและเลขานุการสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย
    และประธานศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวเสริมว่า
    หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อุตสาหกรรม
    PCB ไทยกำลังเผชิญคือ “วิกฤตแรงงานเฉพาะทาง”
    ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต โดยภายในปี พ.ศ. 2570 อุตสาหกรรม PCB ของไทยคาดว่าจะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น
    20–25% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 18–25
    พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดดังกล่าว
    คาดว่าประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงานเฉพาะทางในอุตสาหกรรมนี้มากกว่า 80,000 คนภายใน 2 ปี
    โดยในจำนวนนี้ราว 40% หรือประมาณ 32,000 ราย
    จะเป็นแรงงานในระดับวิศวกร หากไม่มีการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลอย่างเร่งด่วน
    ประเทศไทยอาจสูญเสียรายได้รวมมากถึง 2-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    หรือประมาณ 74,000–111,000 ล้านบาท
    (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยน 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

    เพื่อรับมือกับปัญหานี้
    ศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TECC) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากกระทรวงการอุดมศึกษา
    วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
    และดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
    ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวทางแก้ไขวิกฤตแรงงานเฉพาะทางนี้อย่างเป็นระบบ 

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ งาน THECA 2025 จึงได้จัด “Job Fair PCB 2025” ขึ้น
    เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแรงงานกับอุตสาหกรรม
    และพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพให้สามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรม PCB ไทยสู่ระดับโลก ในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

    ·      
    การรับสมัครแรงงานใหม่และนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม PCB และอิเล็กทรอนิกส์

    ·      
    จับคู่แรงงานกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่ต้องการพนักงานคุณภาพสูง

    ·      
    อบรมทักษะ Reskill และ Upskill ให้กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพหรือพัฒนาตัวเองสู่อุตสาหกรรม
    PCB

    ·      
    เวทีสัมมนาและ Workshop จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม PCB ในอนาคต 

    ศูนย์แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TECC) มุ่งมั่นพัฒนาและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา
    และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรม PCB
    แห่งภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    Image

    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
    นายแคนิส ชุง ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) และผู้ร่วมจัดงาน THECA 2025 ได้กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในเวทีอุตสาหกรรมแผ่นวงจรพิมพ์
    (PCB) และซับสเตรต (Substrate) ระดับโลก
    เพราะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง การผลิตที่ทันสมัย
    และการสนับสนุนจากภาครัฐที่เป็นรูปธรรม
    ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชีย
    ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
    (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์
    และระบบขนส่งอัจฉริยะ ซึ่งความสามารถในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคจะ เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
    โดยงาน THECA 2025 จะเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้นำในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกได้ร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตร่วมกัน
    และยกระดับบทบาทของเอเชียในระบบเศรษฐกิจอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก

    Image

    ขณะเดียวกัน นายเดวิด เบิร์กแมน (Mr. David W.
    Bergman) รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล
    สหรัฐอเมริกา
    เน้นย้ำว่าผู้ผลิตรายใหญ่ทั่วโลกต่างหันมาใช้กลยุทธ์
    “China Plus One” เพื่อกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
    ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการตั้งโรงงานผลิต PCB และศูนย์ EMS แบบครบวงจร ทั้งนี้ นายเบิร์กแมน ยังชี้ให้เห็นถึง
    4 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก ได้แก่ สถานโลกที่ไม่แน่นอนและปัญหาในห่วงโซ่อุปทาน
    การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
    และการขาดแคลนแรงงานเฉพาะทาง
    ปัจจัยเหล่านี้กำลังผลักดันให้บริษัททั่วโลกลงทุนในกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน
    เทคโนโลยีอัตโนมัติขั้นสูง และพัฒนาทักษะแรงงาน  ซึ่งประเทศไทย มีความพร้อมในทุกด้านและสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของภูมิภาคนี้

    สำหรับงาน THECA 2025 ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์แห่งใหม่ของเอเชีย
    ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่แข็งแกร่ง โดยเน้นการผลักดันเทคโนโลยี EV,
    AI และระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแสดงสินค้า
    แต่เป็นแพลตฟอร์มเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งพัฒนาเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน
    เสริมสร้างทักษะแรงงาน
    และวางรากฐานระบบนิเวศเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกอย่างยั่งยืน

    สำหรับผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่
    https://thecaregistrations.jupinnothai.net/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

    Image

  • ILDEX Philippines 2025 ขยายพื้นที่จัดแสดงสู่ฮอลล์ 1–4: ก้าวสู่อีกขั้นของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

    ILDEX Philippines 2025 ขยายพื้นที่จัดแสดงสู่ฮอลล์ 1–4: ก้าวสู่อีกขั้นของอุตสาหกรรมปศุสัตว์

    พฤษภาคม 2025 – มะนิลา, ฟิลิปปินส์ – ILDEX Philippines (อิลเด็กซ์ ฟิลิปปินส์) งานแสดงสินค้านานาชาติระดับแนวหน้าด้านอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม การแปรรูปเนื้อสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกาศขยายพื้นที่จัดแสดงครอบคลุม ฮอลล์ 1 ถึง 4 ณ ศูนย์การประชุม SMX Convention Center มะนิลา ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2025 นับเป็นการขยายตัวครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดงาน และเป็นหลักฐานชัดเจนถึงบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มชั้นนำระดับภูมิภาค

    Philippine Poultry Show จัดโดยบริษัท Deltaman
    และ ILDEX Philippines (อิลเด็กซ์ ฟิลิปปินส์)
    จัดโดยบริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกเครือข่าย VIV
    worldwide เครือข่ายงานแสดงสินค้าระดับโลกที่เชื่อมโยงมืออาชีพในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และปศุสัตว์จากทั่วทุกมุมโลก

    การขยายพื้นที่จัดงานในครั้งนี้เกิดจากกลยุทธ์การจัดงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองแบรนด์
    ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้จัดแสดงภายในประเทศและนานาชาติ
    ส่งผลให้ต้องขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
    พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพแก่ผู้เข้าร่วมทุกท่าน

    “จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าร่วมงาน
    เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะขยายพื้นที่จัดแสดงของ Philippine
    Poultry Show
    และ ILDEX
    Philippines (
    อิลเด็กซ์ ฟิลิปปินส์) การขยายในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยรองรับการเติบโตของตลาด
    แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของงานให้สูงขึ้น” — Mildred Esquillo ผู้จัดการงาน
    Philippine Poultry Show บริษัท DeltaMan

    แพลตฟอร์มสำคัญระดับนานาชาติ
    สำหรับผู้นำในอุตสาหกรรม

    ปีนี้ ILDEX
    Philippines (
    อิลเด็กซ์ ฟิลิปปินส์) เตรียมต้อนรับผู้แสดงสินค้ากว่า
    75% จากต่างประเทศ
    และ 25% จากฟิลิปปินส์
    รวมถึงพาวิลเลียนจากยุโรปและจีน สะท้อนภาพลักษณ์ของงานในระดับโลกอย่างแท้จริง แบรนด์ชั้นนำที่เข้าร่วม อาทิ ADM,
    Alltech, Atlas, Big Dutchman, Bounty, Cargill, CEVA, CP Food Philippines,
    DSM-Firmenich, Elanco, EQUALIVET, PhilNutri, Philchema, Pilmico, Pure
    Bioscience, Superiorvet
    และ Vitarich

    โดยครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมทั้งหมด
    ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ พันธุกรรม การเลี้ยงและอุปกรณ์
    จนถึงโซลูชันด้านการแปรรูป

    “การจัดงานประจำปีช่วยสร้างความต่อเนื่องให้กับตลาด
    และเราเชื่อมั่นว่า ILDEX Philippines (อิลเด็กซ์
    ฟิลิปปินส์)
    2025 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศและภูมิภาค
    ด้วยการขยายพื้นที่จัดงานครั้งนี้
    เราพร้อมยกระดับงานให้ตอบโจทย์ทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าร่วมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” — นายเควิน เจ้า (Kevin Zhao) ผู้จัดการโครงการอาวุโส, ILDEX Philippines

    เปิดตัวโซนใหม่ ตอบโจทย์ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม

    นอกจากกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์และสัตว์ปีกที่เป็นจุดแข็งของงานแล้ว ILDEX
    Philippines (
    อิลเด็กซ์ ฟิลิปปินส์) 2025 ยังขยายโฟกัสไปยังภาค สุกรและสัตว์น้ำ พร้อมโซนจัดแสดงเฉพาะทางและสัมมนาเชิงลึก
    เพิ่มองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ให้แก่ผู้เข้าร่วม

    โปรแกรม Hosted Buyer: ยกระดับการจับคู่ธุรกิจ

    เปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2025 โปรแกรม Hosted
    Buyer
    จะเฟ้นหาผู้ซื้อรายสำคัญที่มีศักยภาพสูงในอุตสาหกรรม
    เพื่อรับสิทธิพิเศษด้าน ที่พักและตั๋วเครื่องบินฟรี พร้อมบริการ จับคู่ธุรกิจแบบส่วนตัว และโอกาสในการพบปะผู้แสดงสินค้าอย่างมีเป้าหมาย
    รายละเอียดการสมัครจะเผยแพร่ผ่านทางอีเมลและเว็บไซต์ทางการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: info@ildex-philippines.com

    งานสำคัญที่ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมไม่ควรพลาด

    ด้วยขนาดพื้นที่จัดแสดงที่เพิ่มขึ้น
    กลุ่มผู้แสดงสินค้าระดับแนวหน้า การขยายกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
    และโอกาสทางธุรกิจแบบตรงจุด ILDEX Philippines (อิลเด็กซ์
    ฟิลิปปินส์)
    2025 คือเวทีระดับนานาชาติที่ทุกผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม
    การแปรรูปเนื้อสัตว์ และสัตว์น้ำ
    ไม่ควรพลาด

  • povo เปิดขาย eSIM สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “povo2.0 Japan SIM” ที่ LAWSON เปิดใช้งานง่ายใช้เวลาเพียงแค่ 3 นาที

    povo เปิดขาย eSIM สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ “povo2.0 Japan SIM” ที่ LAWSON เปิดใช้งานง่ายใช้เวลาเพียงแค่ 3 นาที

    บริษัท KDDI ให้บริการ “povo2.0 Japan SIM” สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่น ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2025 เป็นต้นไป ที่ LAWSON ทั่วประเทศกว่า 14,600 สาขา (หมายเหตุ 1) โดย LAWSON เป็นหนึ่งในเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่น ชาวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นสามารถเลือกแพ็กเกจที่ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคลได้ โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ตามปริมาณข้อมูลดาต้าและช่วงระยะเวลาใช้งาน ได้แก่ ซิมแบบ “3GB (ระยะเวลาใช้งาน7วัน)” , “10GB (ระยะเวลาใช้งาน30วัน)” , “25GB (ระยะเวลาใช้งาน30วัน)” และ “ดาต้าไม่จำกัด (ระยะเวลาใช้งาน7วัน)” (หมายเหตุ 2) โดยสามารถซื้อและชำระเงินด้วยเงินสดที่เคาน์เตอร์ชำระเงินในภายในร้าน LAWSON โดยซิมมีเทคโนโลยีแบบฝังใน สามารถเปิดใช้งานออนไลน์ได้ง่ายๆหลังจากซื้อ โดยใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น (หมายเหตุ 3)

    Image

    povo ใช้เครือข่ายของ au จึงสามารถให้บริการอย่างเสถียรภาพและครอบคลุมทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะดวกสบายและสมบูรณ์แบบให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศญี่ปุ่นทุกท่าน ด้วยการพัฒนาระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการสื่อสารเคลื่อนที่ความเร็วสูงอย่างมีเสถียรภาพและแม่นยำ

    ■ เริ่มให้บริการ
    1 กรกฎาคม 2025

    ■ ขั้นตอนการซื้อและเปิดใช้งาน povo2.0 Japan SIM
    นำบัตร “povo2.0 Japan SIM” ที่วางจำหน่ายในร้าน LAWSON ไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน และแจ้งแพลนการใช้งานที่ต้องการกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว (รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น) ให้สแกนคิวอาร์โค้ดที่อยู่ด้านหลังของซิมการ์ด povo2.0 Japan SIM เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์พิเศษ จากนั้นป้อนรหัส PIN ที่ระบุอยู่บนซิมการ์ด ระบบจะทำงานอัตโนมัติ และรอซักครู่ก็จะเปิดใช้งานได้ทันที

    Image

    ■ ตัวเลือกแพลนการใช้งาน povo2.0 Japan SIM
    ชื่อแพ็กเกจ: ราคา
    แพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 3GB (7 วัน): ¥2,200
    แพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 10GB (30 วัน): ¥3,280
    แพ็กเกจเสริมอินเทอร์เน็ต 25GB (30 วัน): ¥4,580
    แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตไม่จำกัด (7 วัน): ¥4,500

    * อาจมีการเปลื่ยนแปลงข้อมูลแพลนและราคาในภายหลัง

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://povo.jp/japan-sim/gift-card/

    (หมายเหตุ 1) ร้าน LAWSON สาขาที่ไม่มี E-Card/Gift-Card จัดจำหน่ายจะไม่มี eSIM วางจำหน่าย
    (หมายเหตุ 2) อาจมีการจำกัดความเร็วในการสื่อสารในช่วงที่เครือข่ายมีการใช้งานหนาแน่น
    (หมายเหตุ 3) เวลาในการเริ่มต้นใช้งานตามการวัดที่ดำเนินการโดย KDDI อาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์