Category: Press Release

  • จากหน้าจอเดียวสู่ระบบทำงานร่วมกันแบบครบวงจร                                                                               Leaderhub นำประสบการณ์ระดับโลก ขับเคลื่อนการยกระดับสู่ดิจิทัลในไทย

    จากหน้าจอเดียวสู่ระบบทำงานร่วมกันแบบครบวงจร Leaderhub นำประสบการณ์ระดับโลก ขับเคลื่อนการยกระดับสู่ดิจิทัลในไทย

    เมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก้าวเข้าสู่หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ การเรียนการสอน และการให้บริการสาธารณะ คุณค่าของเทคโนโลยีจึงไม่ได้วัดกันที่ จำนวนอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น” อีกต่อไป แต่วัดกันที่ความสามารถในการยกระดับประสิทธิภาพของ การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการตัดสินใจ ได้อย่างแท้จริง

    ในห้องประชุมและห้องเรียนหลายแห่ง ภาพที่เราคุ้นเคยคือ โปรเจกเตอร์, โทรทัศน์, ไวท์บอร์ด, คอมพิวเตอร์, กล้องและไมโครโฟน ต่างทำงานแยกส่วนกัน ทำให้เชื่อมต่อมีความซับซ้อน ผู้ใช้งานต้องเรียนรู้หลายระบบ และองค์กรยังต้องรับภาระด้าน “การมีอุปกรณ์มากขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพจะสูงขึ้นเสมอไป

    Leaderhub แบรนด์เทคโนโลยีการทำงานร่วมกันระดับโลก ต้องการนำเสนอให้ตลาดไทยมากกว่า

    จอแสดงผลอัจฉริยะ Interactive Flat Panel) เพียงหนึ่งเครื่อง แต่ยังต้องการนำเสนอเป็นระบบการทำงานร่วมกัน

    ที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อสำนักงานดิจิทัล การศึกษายุคใหม่และพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อลดความซับซ้อนของเทคโนโลยี และทำให้การนำเสนอ, การสื่อสารและการตัดสินใจระหว่างผู้คนเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

    จากอุปกรณ์เดี่ยว สู่โครงสร้างพื้นฐานของการทำงานร่วมกัน

     

    Leaderhub เชื่อว่าจอประชุมอัจฉริยะไม่ควรเป็นเพียงอุปกรณ์ที่เข้ามาทดแทนโทรทัศน์หรือโปรเจ็กเตอร์ แต่ควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดิจิทัลของห้องประชุม, ห้องเรียนและพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยมีจอประชุมอัจฉริยะเป็นหัวใจหลัก Leaderhub ได้รวมฟังก์ชันสำคัญไว้ในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผลความละเอียด 4K, กระดานไวท์บอร์ดดิจิทัล, การแชร์หน้าจอแบบไร้สาย, การประชุมผ่านวิดีโอ, การเขียนคำอธิบายบนเอกสารและการแบ่งปันเนื้อหา

     

    พนักงานสามารถแชร์หน้าจอจากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ทีมงานสามารถเขียน แสดงความคิดเห็น และปรับแก้แผนงานร่วมกันบนหน้าจอเดียว ขณะที่สมาชิกซึ่งอยู่ต่างพื้นที่ก็สามารถเข้าร่วม

    การประชุมและทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์

     

    เมื่อเชื่อมต่อกับกล้อง, ไมโครโฟนแบบอาร์เรย์, Mini PC, ป้ายห้องประชุม, ระบบจอ LED และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ Leaderhub สามารถออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับขนาดพื้นที่ จำนวนผู้ใช้งาน และรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ห้องประชุมทั่วไป, ห้องประชุมผู้บริหาร, ห้องฝึกอบรมและห้องอเนกประสงค์ ไปจนถึงห้องเรียนอัจฉริยะ ลูกค้าจึงไม่ได้รับเพียงอุปกรณ์หลายชิ้นที่ทำงานแยกจากกัน แต่ได้รับระบบการทำงานร่วมกันที่ติดตั้งง่าย ใช้งานสะดวก และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ประสบการณ์ 16 ปี กับการให้บริการใน 82 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

     

    นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมจอแสดงผลอัจฉริยะ ในปี 2010 Leaderhub ได้สะสมประสบการณ์อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนา, การผลิต, การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน, การควบคุมคุณภาพและการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ

     

    ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ Leaderhub ได้ขยายไปยัง 82 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยนำไปใช้งานในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น การประชุมองค์กร,การเรียนการสอนในสถานศึกษา, หน่วยงานราชการ, การแพทย์, ธุรกิจค้าปลีก, โรงแรมและศูนย์ฝึกอบรม

    เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าต่างขนาดและต่างอุตสาหกรรม Leaderhub ได้สร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม ทั้งจอแสดงผลอัจฉริยะสำหรับการประชุม (Interactive Flat Panel), จอแสดงผลอัจฉริยะเพื่อการศึกษา, ระบบจอแสดงผล LED, Mini PC,                  จอแสดงผลอัจฉริยะแบบเคลื่อนย้าย (Smart Screen) ตลอดจนอุปกรณ์เสริมสำหรับการประชุม

     

    · ธุรกิจ SME: สามารถเริ่มอัปเกรดระบบได้ง่ายๆ เริ่มต้นจากห้องประชุมเพียงห้องเดียว

    · องค์กรขนาดใหญ่: สามารถขยายการติดตั้งไปยังหลายห้องประชุม ,ศูนย์ฝึกอบรมและพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ

    · สถาบันการศึกษา: ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนผ่านฟังก์ชันการเขียนโต้ตอบ สื่อมัลติมีเดีย และการทำงาน

    ร่วมกันแบบทางไกล

    ด้วยเหตุนี้ ศักยภาพหลักของ Leaderhub ได้ยกระดับจากการเป็นเพียง “ผู้ให้บริการหน้าจอ” ไปสู่ “การเข้าใจพื้นที่ การปรับให้เข้ากับบริบทการใช้งาน และการส่งมอบระบบที่สมบูรณ์แบบ

     

    ผสานศักยภาพระดับโลกเข้ากับความต้องการของตลาดไทย

     

    Leaderhub มองประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แม้ว่าภาคการผลิต, ค้าปลีก, การท่องเที่ยวและโรงแรม, การศึกษา รวมถึงธุรกิจบริการวิชาชีพของไทย กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ลูกค้าแต่ละรายมีงบประมาณ สภาพพื้นที่ พื้นฐานทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้งานที่แตกต่างกัน

     

    ดังนั้น Leaderhub จึงไม่เลือกนำรูปแบบการขายจากตลาดอื่นมาใช้กับประเทศไทยโดยตรง แต่จะผสานความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา ห่วงโซ่อุปทาน และประสบการณ์โครงการระดับโลก เข้ากับช่องทางการจัดจำหน่าย ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและศักยภาพด้านบริการของพันธมิตรในประเทศไทย

     

    · สำหรับลูกค้าองค์กร: Leaderhub มุ่งนำเสนอโซลูชันการประชุมอัจฉริยะและสำนักงานดิจิทัลที่ใช้งานง่าย ติดตั้งได้อย่างยืดหยุ่น และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน

     

    · โรงเรียนและสถาบันฝึกอบรม: Leaderhub จะสนับสนุนการยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ผ่านการเรียน

    การสอนแบบโต้ตอบ การแชร์หน้าจอแบบไร้สาย และการทำงานร่วมกันผ่านสื่อมัลติมีเดีย

     

    · องค์กรขนาดใหญ่ โรงแรม หน่วยงานภาครัฐ และลูกค้าโครงการ: Leaderhubจะทำงานร่วมกับ

    ผู้วางระบบในประเทศไทย ตั้งแต่การออกแบบโซลูชัน การเลือกผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการดำเนินโครงการ

    ให้เหมาะกับพื้นที่จริง

    บริการในประเทศ คือปัจจัยกำหนดคุณค่าในระยะยาว

     

    ความสำเร็จของโครงการดิจิทัลระดับองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับสเปกของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าโซลูชันนั้นเหมาะกับพื้นที่จริงหรือไม่ ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้และใช้งานได้รวดเร็วเพียงใด รวมถึงมีบริการสนับสนุนหลังการติดตั้งอย่างทันท่วงทีหรือไม่

     

    Leaderhub วางแผนพัฒนาระบบความร่วมมือในประเทศไทยเพื่อสร้างห่วงโซ่บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่

    การให้คำปรึกษาก่อนการขาย การออกแบบโซลูชัน การส่งมอบสินค้า การติดตั้งและตั้งค่า การอบรมการใช้งาน ไปจนถึงบริการหลังการขาย

     

     

    พร้อมกันนี้ Leaderhub จะสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายและผู้วางระบบในประเทศไทยด้วยการฝึกอบรมผลิตภัณฑ์ แม่แบบโซลูชัน สื่อการตลาด การสนับสนุนด้านเทคนิค และการทำงานร่วมกันในโครงการเพื่อช่วยให้พันธมิตรสามารถ

    เข้าสู่ตลาดการประชุมอัจฉริยะ การศึกษาอัจฉริยะ และจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    รองรับ 3 พื้นที่ใช้งานหลักยุคดิจิทัล

    · ด้านสำนักงานองค์กร: Leaderhub ใช้จอประชุมอัจฉริยะเป็นศูนย์กลางของการทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงการประชุม การนำเสนอ, การฝึกอบรม, และการสื่อสารทางไกล เพื่อช่วยลดเวลาใน การเตรียมประชุมและลดความยุ่งยากจากการสลับใช้งานหลายอุปกรณ์   

    · ด้านการศึกษายุคใหม่: จอแสดงผลอัจฉริยะเพื่อการศึกษาสามารถรวมกระดานดำ โปรเจกเตอร์ และอุปกรณ์มัลติมีเดียต่างๆ ไว้ในเครื่องเดียว รองรับการเขียน การใส่คำอธิบาย และการเรียกใช้สื่อการสอน พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมและนำเสนอผลงานได้มากขึ้น

    · ด้านพื้นที่เชิงพาณิชย์: Leaderhub ผสานจอประชุมอัจฉริยะ ระบบจอ LED จออัจฉริยะแบบเคลื่อนที่และ Mini PC เพื่อรองรับการแสดงข้อมูลดิจิทัล, การฝึกอบรมพนักงาน, การสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและการประชาสัมพันธ์

    ข้อมูลในโรงแรม ร้านค้าปลีก, โชว์รูมองค์กรและพื้นที่บริการสาธารณะ

     

    แม้ทั้ง 3 พื้นที่จะมีความต้องการแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้พื้นที่มีความอัจฉริยะมากขึ้นทำให้

    การสื่อสารตรงและง่ายขึ้น และเปลี่ยนการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้เป็นประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ยั่งยืนความหมาย

    ที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ไม่ใช่การทำให้องค์กรมีเทคโนโลยีมากขึ้นแต่คือการทำให้ เทคโนโลยีสามารถ

    สนับสนุนผู้คนได้ดียิ่งขึ้น

     

    ในอนาคต Leaderhub จะนำประสบการณ์จากการดำเนินงานใน 82 ประเทศและภูมิภาคมาเป็นพื้นฐานใน

    การทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเทศไทย เพื่อพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดไทย ลดอุปสรรคในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและช่วยให้องค์กรกับสถานศึกษาสามารถสร้างศักยภาพด้านการทำงาน

    ร่วมกันที่พร้อมสำหรับอนาคต

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ห้ามพลาด! จัดทีมซูเปอร์ฮีโร่คนโปรด สัมผัสกับ Marvel ผ่านการ์ดเกมลายเส้นสุดคลาสสิก จาก CARDFUN พร้อมกันทั่วประเทศ

    ห้ามพลาด! จัดทีมซูเปอร์ฮีโร่คนโปรด สัมผัสกับ Marvel ผ่านการ์ดเกมลายเส้นสุดคลาสสิก จาก CARDFUN พร้อมกันทั่วประเทศ

    บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด ผู้นำตลาดการ์ดเกมในไทย จับมือ CARDFUN ปล่อยคอลเลกชัน “การ์ด Marvel ลิขสิทธิ์แท้” สุดพรีเมียม ชวนแฟนคลับทุกรุ่นก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ชม สู่การเป็น “ผู้บัญชาการ” ฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่และวายร้ายระดับตำนาน ทั้ง Spider-Man, Iron Man, Avengers และ X-Men เพื่อเปิดศึกดวลกลยุทธ์สุดมันส์

    สาวก Marvel เตรียมตัวให้พร้อม! บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด (Kidz and Kitz) ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเทรดดิ้งการ์ดเกมและของเล่นสะสมในประเทศไทย ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันการ์ด Marvel สุดพรีเมียมลิขสิทธิ์แท้ ผลงานการสร้างสรรจาก CARDFUN ค่ายการ์ดสะสมชั้นนำ เอาใจแฟนคลับทุกรุ่น ทุกวัย ชวนสาวกก้าวข้ามมิติจากการเป็นเพียงผู้ชม สู่การเป็น “ผู้บัญชาการ” ฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่ และวายร้ายระดับตำนาน เพื่อเปิดศึกการ์ดแบทเทิลสุดมันส์  ตัวการ์ดโดดเด่นด้วยเสน่ห์งานศิลป์ และลายเส้นที่สวยงาม ที่แฟนทั่วโลกต้องหลงใหล

    ก้าวข้ามขีดจำกัดจักรวาลมาร์เวล: พร้อมเปิดศึกดวลการ์ดสุดเร้าใจ 

    การ์ด Marvel คอลเลกชันใหม่จาก CARDFUN นี้นับเป็นการเปิดมิติใหม่ของการเสพป๊อปคัลเจอร์ ที่ผสมผสานคุณค่าทางศิลปะระดับการ์ดสะสมพรีเมียม เข้ากับความมันส์ของเกมการ์ดแบทเทิลเชิงกลยุทธ์ได้อย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญที่ Fan Marvel ไม่ควรพลาด:

    ฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่และวายร้ายสุดแกร่ง (Build Your Ultimate Team): รวบรวมตัวละครระดับตำนานไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น  Spider-Man, Iron Man, Captain America, Thor, Wolverine ตลอดจนทีม Avengers และ X-Men ให้ผู้เล่นได้เลือกสรรและจัดทัพสร้างเด็คตามสไตล์ของตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัด

    งานผลิตสไตล์ CARDFUN คุณภาพพรีเมียม & เสน่ห์ลายเส้นศิลปะสุดคลาสสิก: โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการพิมพ์และเอฟเฟกต์การ์ดระดับพรีเมียมเอกลักษณ์เฉพาะของ Jason Anime ถ่ายทอดงานภาพ Marvel อันทรงคุณค่า ด้วยลายเส้นที่สวยงาม เปลี่ยนการ์ดทุกใบให้กลายเป็นชิ้นงานศิลปะสะสม (Collectible Art) ที่เหนือกาลเวลา

    ทะลวงสู่จักรวาล Marvel ผ่านการ์ดแบทเทิลสุดเร้าใจ: เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ดึงความสามารถและพลังแฝงของคาแรคเตอร์โปรดมาวางแผนกลยุทธ์ ชิงไหวชิงพริบ และสร้างโมเมนต์การต่อสู้ระดับมหากาพย์ในแบบฉบับของตัวเอง

    เสริมทักษะและการคิดเชิงกลยุทธ์: การ์ดเกมไม่เพียงแต่มอบความมันส์แบบทะลุปรอท แต่ยังเป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตลอดจนสร้างปฏิสัมพันธ์และกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อนและครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม

    ยกระดับ Pop Culture สู่กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกวัย “การจับมือกับค่ายการ์ดสะสมชั้นนำอย่าง CARDFUN ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่นำเสนอการ์ดสะสมที่สวยงาม และการพิมพ์คุณภาพสูงเท่านั้น แต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แฟนๆ ได้เปิดประสาทสัมผัสในการโต้ตอบกับตัวละคร Marvel ผ่านการสวมบทบาทฟอร์มทีมเปิดศึกการ์ดแบทเทิล การ์ดเกมนี้จะเป็นสะพานเชื่อมจินตนาการ พร้อมช่วยเสริมสร้างทักษะการคิดวางกลยุทธ์ ซึ่งนับเป็นกิจกรรมป๊อปคัลเจอร์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และผู้บริโภคทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง” — นายจรกฤตย์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด กล่าว

    พร้อมให้เป็นเจ้าของและเปิดศึกดวลการ์ดแล้ววันนี้! ร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ ฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่คนโปรด และเก็บสะสมการ์ด Marvel จาก CARDFUN ได้กลางเดือน ส.ค. นี้ ณ ร้านค้าหนังสือชั้นนำ ร้านการ์ดเกมทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Kidz and Kitz บน Shopee, Lazada และ TikTok Shop

    เจสัน เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (Jason Entertainment Group) คืออาณาจักรความบันเทิงและวัฒนธรรมชั้นนำระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการระบบนิเวศ IP ครบวงจร ด้วยการครอบครองพอร์ตโฟลิโอ IP ระดับมหาชนมากกว่า 500 IP ที่ได้รับอนุญาต บริษัทได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดการ์ดสะสมสำหรับผู้ใหญ่เป็นอันดับ 1 และก้าวขึ้นสู่แบรนด์การ์ดสะสมชั้นนำอันดับ 2 ของประเทศจีน พร้อมสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระยะยาวร่วมกับยักษ์ใหญ่ระดับสากล อย่าง Disney, Universal และค่ายความบันเทิง ระดับท็อปทั่วโลก

    ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลในการยกระดับป๊อปคัลเจอร์ เจสัน เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป ได้ขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจผ่าน 7 ภูมิภาคหลักทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 26 ประเทศ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การ์ดสะสม, การ์ดเกมต่อสู้ (TCG) ระดับโปร, ฟิกเกอร์ ไปจนถึง Art Toys และในปี 2026 นี้ บริษัทพร้อมประกาศศักดาบนเวทีโลกด้วยการจับมือกับ Marvel เปิดตัวโปรเจกต์ระดับมหากาพย์อย่าง Marvel Hero Rush ตอกย้ำความมุ่งมั่นของผู้นำองค์กรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมความบันเทิงที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อเชื่อมโยงแฟนคลับและส่งมอบประสบการณ์ทรงคุณค่าให้แก่ผู้เล่นทั่วทุกมุมโลก

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ถ่ายทอดภูมิปัญญาการหมักแบบญี่ปุ่นสู่ "กิจวัตรการดูแลผิว"แบรนด์ใหม่ “Qina”เปิดตัวเฟเชียลเซรัมสู่ตลาดโลก

    ถ่ายทอดภูมิปัญญาการหมักแบบญี่ปุ่นสู่ “กิจวัตรการดูแลผิว”แบรนด์ใหม่ “Qina”เปิดตัวเฟเชียลเซรัมสู่ตลาดโลก

    โปรดิวเซอร์ด้านอีเวนต์ Mai Shibutani ได้ตระหนักถึงคุณค่าของ J-Beauty ระหว่างการใช้ชีวิตในต่างประเทศและได้นำมุมมองด้าน “การออกแบบประสบการณ์” มาสร้างสรรค์เป็นกิจวัตรเล็กๆเพื่อการดูแลและโอบกอดตัวเอง

    บริษัท COMBRIDGE & EB Co., Ltd. (สำนักงานใหญ่: เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว / ประธานกรรมการบริหาร: Satoshi Shokuri) เปิดตัวแบรนด์ความงามใหม่ “Qina” พร้อมวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชิ้นแรกของแบรนด์ “Qina Serum” (Facial Serum ขนาด 30 มล. ราคา 3,980 เยน รวมภาษี) ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2026 ผ่านแพลตฟอร์ม Amazon, Qoo10 และ TikTok Shop

    Qina เปิดตัวคอนเซ็ปต์“ประกายความงามจากภายใน ที่หล่อหลอมด้วยวิถีการดูแลความงามแบบญี่ปุ่น” พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ผสานภูมิปัญญาการหมักแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับส่วนผสมที่ได้รับความสนใจจากงานวิจัยด้านสกินแคร์สมัยใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลผิวที่ก้าวไปไกลกว่ากิจวัตรประจำวัน เปลี่ยนช่วงเวลาการบำรุงผิวในทุกวันให้กลายเป็น “กิจวัตรแห่งการดูแลตัวเองเล็กๆ” แห่งการใส่ใจและดูแลตัวเองอย่างประณีต

    ■คอนเซ็ปต์ของแบรนด์
    ประกายความงามจากภายใน ที่หล่อหลอมด้วยวิถีการดูแลความงามแบบญี่ปุ่น
    Where Japanese Rituals Become Inner Glow
    ในปัจจุบันแม้เราทุกคนต่างปรารถนาที่จะดูดีขึ้น แต่ท่ามกลางการใช้ฟิลเตอร์บนโซเชียลมีเดียและข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลอย่างไม่สิ้นสุด เรากลับมักมองเห็นเพียงตัวเองที่ยังไม่ดีพออยู่เสมอ
    Qina จึงตั้งคำถามต่อค่านิยมดังกล่าวว่า
    “กิจวัตรการดูแลตัวเองไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตัวคุณ แต่คือการดูแลตัวตนของคุณในวันนี้ด้วยความใส่ใจ”
    ญี่ปุ่นสืบทอดภูมิปัญญาในการดูแลตนเองมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการหมัก การให้คุณค่ากับความว่าง การใช้ชีวิตตามฤดูกาล หรือพิธีชงชา ซึ่งล้วนเป็นวิถีแห่งการดูแลตนเองที่มีความประณีต Qinaจึงนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน พร้อมเปลี่ยนกิจวัตรการดูแลผิวในแต่ละวันให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์

    ■จุดกำเนิดของ Qina
    Qina ถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมความงามของญี่ปุ่นสู่ผู้คนทั่วโลก โดยพัฒนาภายใต้โครงการสนับสนุนธุรกิจใหม่ภายในองค์กรMai Shibutani ผู้ก่อตั้งแบรนด์ได้ทำงานในฐานะโปรดิวเซอร์ด้านอีเวนต์และมีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการและงานอีเวนต์ในหลายประเทศทั่วโลก ประสบการณ์จากการได้สัมผัสวัฒนธรรมและค่านิยมที่หลากหลายทำให้เธอตระหนักว่าญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมความงามที่ควรค่าแก่การเผยแพร่สู่เวทีโลก
    ในญี่ปุ่นผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลและบำรุงผิวอย่างพิถีพิถันมาอย่างยาวนาน การดูแลผิวไม่ใช่เพียงเพื่อความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาในการหันกลับมาดูแลตัวเองและสร้างความสงบให้กับจิตใจอีกด้วย จากประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศและการได้สัมผัสกับแบรนด์ความงามระดับโลกมากมาย ทำให้ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมการดูแลความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นสู่ผู้คนทั่วโลกยิ่งชัดเจนขึ้น จนนำไปสู่การก่อตั้งแบรนด์ Qina
    ชื่อแบรนด์ “Qina” สะท้อนความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนได้ค่อยๆบ่มเพาะความงามในแบบของตนเองในทุกๆวัน ภารกิจของแบรนด์คือการนำแนวคิดด้านความงามที่สืบทอดกันมาในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาด้านการหมักหรือการนำส่วนผสมจากข้าวมาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคปัจจุบันและส่งต่อสู่ผู้คนทั่วโลก Qina มุ่งหวังให้ช่วงเวลาแห่งการดูแลผิวเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนได้ดูแลและให้คุณค่ากับตัวเอง พร้อมนำเสนอคุณค่าใหม่ของการดูแลตนเอง

    ■ข้อความจาก Mai Shibutani โปรดิวเซอร์ของแบรนด์
    การเดินทางไปยังหลายประเทศทั่วโลกทำให้ฉันรู้สึกว่าวงการความงามกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วขึ้นและใหม่ขึ้นอยู่เสมอ แต่ญี่ปุ่นกลับมีปรัชญาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการค่อยๆทำอย่างพิถีพิถันและทำอย่างต่อเนื่องในทุกๆวัน ซึ่งหนึ่งในสัญลักษณ์ของแนวคิดนี้ก็คือวัฒนธรรมการหมัก
    เมื่อกลับมาญี่ปุ่นฉันจึงคิดว่าสิ่งที่อยากทำไม่ใช่การส่งออกคุณค่านี้ไปสู่โลกแต่คือการแบ่งปัน Qina มุ่งหวังที่จะเป็นแบรนด์ที่แบ่งปันภูมิปัญญาด้านการหมักที่สืบทอดมาในญี่ปุ่นและวัฒนธรรมการดูแลผิวอย่างพิถีพิถันในชีวิตประจำวันไปสู่ผู้คนทั่วโลก
    ฉันเชื่อว่าความงามไม่ใช่สิ่งที่ได้มาในชั่วข้ามคืน แต่เป็นสิ่งที่ค่อยๆเติบโตจากการดูแลอย่างสม่ำเสมอในทุกๆวัน

    ■เกี่ยวกับ Qina
    Qina เป็นแบรนด์ความงามและการดูแลตนเองจากประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อตั้งขึ้นภายใต้โครงการสนับสนุนธุรกิจใหม่ภายในองค์กรของบริษัท COMBRIDGE & EB Co., Ltd.
    ภายใต้แนวคิด “Where Japanese Rituals Become Inner Glow (ประกายความงามจากภายในที่เกิดจากวิถีการดูแลความงามแบบญี่ปุ่น)” แบรนด์มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมการดูแลความงาม เทคโนโลยีการหมัก และสุนทรียภาพด้านความงามของญี่ปุ่นสู่ผู้คนทั่วโลก
    Qina ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเท่านั้น แต่ยังตั้งเป้าที่จะเติบโตเป็นแบรนด์ที่ช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์ผ่านคอนเซ็ปต์ “Japanese Rituals” หรือวิถีการดูแลตนเองแบบญี่ปุ่น
    ในอนาคต Qina มีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดในภูมิภาคลาตินอเมริกาเป็นหลัก เพื่อเดินหน้าความท้าทายครั้งใหม่ในการถ่ายทอดวัฒนธรรมความงามของญี่ปุ่นสู่ผู้คนทั่วโลก

    ■สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับข่าวประชาสัมพันธ์นี้
    สำหรับสื่อมวลชนที่ประสงค์สัมภาษณ์ออนไลน์กับ Mai Shibutani โปรดิวเซอร์ของแบรนด์ ทางบริษัทสามารถจัดเตรียมล่ามให้ได้ กรุณาติดต่อได้ตามรายละเอียดด้านล่าง
    บริษัท: COMBRIDGE & EB Co., Ltd.
    อีเมล: hello.qina@cb-eb.co.jp
    เว็บไซต์แบรนด์: https://qina.tokyo

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LPIXEL และ Konica Minolta ร่วมมือกันนำ AI ช่วยวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ “EIRL” สู่ตลาดอาเซียน

    LPIXEL และ Konica Minolta ร่วมมือกันนำ AI ช่วยวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ “EIRL” สู่ตลาดอาเซียน

    ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการดูแลสุขภาพ และบรรเทาปัญหาการขาดแคลนรังสีแพทย์ในตลาดเกิดใหม่

    โตเกียว, กรกฎาคม 30, 2026 — LPIXEL Inc. (สำนักงานใหญ่: เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว; กรรมการผู้แทนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: โทมิฮิสะ คามาดะ (Tomihisa Kamada); ต่อไปนี้เรียกว่า “LPIXEL”) ได้ลงนามในข้อตกลงแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายกับ Konica Minolta, Inc. (สำนักงานใหญ่: เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว; ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: โทชิมิตสึ ไทโกะ (Toshimitsu Taiko); ต่อไปนี้เรียกว่า “Konica Minolta”) เพื่อทำตลาดซีรีส์ AI ช่วยวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ “EIRL” ซึ่งพัฒนาโดย LPIXEL ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ Konica Minolta จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วโลกที่แข็งแกร่งของบริษัท เพื่อเริ่มทำตลาด “EIRL” ในเวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการวินิจฉัยในสถานพยาบาลของแต่ละประเทศ

    Konica Minolta ให้บริการอุปกรณ์ทางการแพทย์และบริการที่เกี่ยวข้องในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงภูมิภาคเอเชีย และมีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบเอกซเรย์และระบบ PACS ซึ่งเป็นระบบจัดเก็บและบริหารจัดการภาพทางการแพทย์ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละประเทศ

    การผสานโซลูชันของ Konica Minolta เข้ากับ “EIRL” จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์

    “EIRL” ได้รับการอนุมัติให้เป็นเครื่องมือแพทย์แล้วใน 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่จะเริ่มดำเนินธุรกิจภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ รวมถึงมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ (※1)

    LPIXEL จะใช้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเร่งขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศร่วมกับพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย พร้อมมุ่งผลักดันให้ AI ทางการแพทย์กลายเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในสถานพยาบาลทั่วโลก

    ※1 อ้างอิงข่าวประชาสัมพันธ์วันที่ 16 เมษายน 2026

    “AI ช่วยวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ของ LPIXEL ได้รับการอนุมัติให้เป็นเครื่องมือแพทย์ใน 6 ประเทศอาเซียน”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2026/10051/

    ภูมิหลัง: การรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแพทย์และความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขถือเป็นความท้าทายเร่งด่วน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแพทย์ที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อเปรียบเทียบจำนวนแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน ญี่ปุ่นมีแพทย์ 2.61 คน ขณะที่ประเทศไทยมีแพทย์ 0.93 คน เวียดนามมีแพทย์ 0.83 คน และอินโดนีเซียมีแพทย์ 0.70 คน ซึ่งในทั้ง 3 ประเทศมีจำนวนแพทย์เพียงประมาณหนึ่งในสามของญี่ปุ่น (※2)

    ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ปัญหาการขาดแคลนรังสีแพทย์ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แม้ว่าการตรวจพบโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น วัณโรค ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ภาระในการอ่านและวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ของแพทย์แต่ละคนกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัด ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพและการสร้างมาตรฐานให้แก่กระบวนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์จึงกลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน

    ที่ผ่านมา Konica Minolta ได้ขยายการให้บริการระบบวินิจฉัยภาพด้วยรังสีเอกซ์และระบบ PACS ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอโซลูชันที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงของสถานพยาบาล

    ในขณะเดียวกัน “EIRL” ของ LPIXEL ได้รับการติดตั้งใช้งานแล้วในสถานพยาบาลกว่า 1,200 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 47 จังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่น และมียอดการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์สะสมมากกว่า 16 ล้านครั้ง สะท้อนถึงประสบการณ์และผลงานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

    ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทจะผสานจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เพื่อส่งเสริมการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ทั่วภูมิภาคเอเชีย

    ※2 แหล่งข้อมูล: World Development Indicators 2024

    ปีของข้อมูลที่ใช้: เวียดนาม (2016), ไทยและญี่ปุ่น (2020), อินโดนีเซีย (2021)

    ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

    LPIXEL Inc.

    ฝ่ายพัฒนาธุรกิจทั่วโลก

    (Global Business Development Office)

    โทร: +81-3-6259-1713

    อีเมล: ml-global@lpixel.net

    เกี่ยวกับ LPIXEL Inc.

    LPIXEL Inc. ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี AI สำหรับการวิเคราะห์ภาพในสาขาการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    บริษัทมุ่งสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย ผ่านการพัฒนาและให้บริการ “EIRL” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักในรูปแบบซอฟต์แวร์ที่เป็นเครื่องมือแพทย์ หรือ Software as a Medical Device (SaMD)

    “EIRL” เป็นซีรีส์ผลิตภัณฑ์ AI ที่ช่วยสนับสนุนการอ่านและวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ ทั้งภาพเอกซเรย์ (X-ray), CT, MRI และภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026 มียอดการวิเคราะห์ภาพสะสมมากกว่า 16 ล้านครั้ง

    นอกเหนือจากโซลูชันสำหรับการใช้งานในสถานพยาบาลแล้ว LPIXEL ยังให้บริการโซลูชันการวิเคราะห์ภาพที่พัฒนาขึ้นตามความต้องการเฉพาะของบริษัทเภสัชกรรมและผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนายา ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการผลิต พร้อมช่วยเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    เว็บไซต์บริษัท:

    https://lpixel.net/en/

    เกี่ยวกับ AI ช่วยวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ “EIRL”

    “EIRL” เป็นซีรีส์ซอฟต์แวร์ AI สำหรับการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ที่พัฒนาโดย LPIXEL โดยรองรับการช่วยอ่านและวินิจฉัยภาพทางการแพทย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ภาพเอกซเรย์ (X-ray), CT และ MRI ไปจนถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ช่วยยกระดับทั้งความแม่นยำและประสิทธิภาพในการวินิจฉัย

    ปัจจุบัน “EIRL” ได้รับการติดตั้งใช้งานในสถานพยาบาลกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น และมียอดการวิเคราะห์ทางคลินิกสะสมมากกว่า 16 ล้านครั้ง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026

    นอกจากนี้ “EIRL” ยังช่วยลดความเสี่ยงในการพลาดข้อสังเกตหรือความผิดปกติที่สำคัญจากภาพทางการแพทย์ เพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัยของบุคลากรทางการแพทย์ และช่วยลดภาระงานในการปฏิบัติงานทางคลินิก

    เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ “EIRL” สำหรับบุคลากรทางการแพทย์:

    https://eirl.ai/

    สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน

    LPIXEL Inc.

    ฝ่ายประชาสัมพันธ์
    (Public Relations)
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: pr@lpixel.net

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Neuron Digital เร่งขยายระบบนิเวศ จับมือ 3 ผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมสร้างห่วงโซ่คุณค่า “ปัญญาประดิษฐ์สำหรับพื้นที่อาคาร” (Building Space Intelligence) ครอบคลุมทั่วประเทศจีน

    Neuron Digital เร่งขยายระบบนิเวศ จับมือ 3 ผู้นำอุตสาหกรรม ร่วมสร้างห่วงโซ่คุณค่า “ปัญญาประดิษฐ์สำหรับพื้นที่อาคาร” (Building Space Intelligence) ครอบคลุมทั่วประเทศจีน

    10 กรกฎาคม 2026 — ในขณะที่ AI เชิงกายภาพ (Physical AI) และปัญญาประดิษฐ์เชิงพื้นที่ (Spatial Intelligence) กำลังพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ Neuron Digital ได้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครอบคลุม โดยล่าสุด Neuron Digital ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Xbrother, Zonebond Group และ Top Insight ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม 3 เสาหลักสำคัญของระบบนิเวศ อันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการคำนวณ (Computing Infrastructure), การส่งเสริมทรัพยากรภาคอุตสาหกรรม และหุ่นยนต์อัจฉริยะ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยยกระดับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) จากขั้น “การรับรู้และการตัดสินใจ” ไปสู่ “การปฏิบัติการครอบคลุมทุกโดเมน”

    10 กรกฎาคม 2026 — ในขณะที่ AI เชิงกายภาพ (Physical AI) และปัญญาประดิษฐ์เชิงพื้นที่ (Spatial Intelligence) กำลังพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ Neuron Digital ได้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แพลตฟอร์ม เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครอบคลุม โดยล่าสุด Neuron Digital ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Xbrother, Zonebond Group และ Top Insight ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม 3 เสาหลักสำคัญของระบบนิเวศ อันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานการคำนวณ (Computing Infrastructure), การส่งเสริมทรัพยากรภาคอุตสาหกรรม และหุ่นยนต์อัจฉริยะ ความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยยกระดับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) จากขั้น “การรับรู้และการตัดสินใจ” ไปสู่ “การปฏิบัติการครอบคลุมทุกโดเมน”

    ความร่วมมือกับ Xbrother: เสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณ พร้อมขยายตลาดคอมพิวติ้งอัจฉริยะสีเขียวทั่วโลก

    ในเซกเตอร์ AI และโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณ Neuron Digital ได้ลงนามในข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุมกับ Xbrother ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI+Computing ชั้นนำในประเทศ โดยความร่วมมือนี้ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาตลาดในประเทศ การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ไปจนถึงการสำรวจเทคโนโลยี AI ระดับแนวหน้า

    ด้วยความเชี่ยวชาญเกือบ 3 ทศวรรษในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) Xbrother ได้ปรับใช้ระบบ DCIM เพื่อการประหยัดพลังงานด้วย AI ในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน อินเทอร์เน็ต และอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมแล้วมากกว่า 3.76 ล้านแร็ค ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ เทคโนโลยี AI แบบ Full-stack และช่องทางเครือข่ายทั่วโลกของ Neuron Digital จะทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญ ทั้งสองบริษัทจะจัดตั้งทีมทำงานร่วมกันเพื่อนำระบบจัดการประหยัดพลังงานและแพลตฟอร์ม IoT แบบเปิดของ Neuron Digital เข้าไปบูรณาการในโซลูชันเบ็ดเสร็จ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์สมาร์ตแคมปัสแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ปลายทางถึงปลายทาง (End-to-End) ในขณะเดียวกัน การอาศัยเครือข่ายการขายของ Neuron Digital ในฮ่องกงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะช่วยนำโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวติ้งอัจฉริยะสีเขียวออกสู่ตลาดสากล เพื่อขับเคลื่อนไปสู่วิสัยทัศน์ปี 2030 ในการสร้างศูนย์ข้อมูลและอาคารอัจฉริยะแบบ “ไร้ผู้ดูแล” (Unattended)

    ความร่วมมือกับ Zonebond Group: ปรับใช้ทรัพยากรระดับโลก และเชื่อมต่อก้าวสุดท้ายของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

    ในด้านทรัพยากรอุตสาหกรรมและบริการต่างประเทศ Neuron Digital ได้สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เชิงลึกกับ Zonebond (Shenzhen) Digital Information Services Co., Ltd. (Zonebond Group) ในฐานะผู้ให้บริการการดูแลตลอดวงจรชีวิตขององค์กร Zonebond ได้ดำเนินงานในพื้นที่อ่าวซานตง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) มานานกว่าทศวรรษ โดยได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางกับภาครัฐ นิคมอุตสาหกรรม และองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนมีความสามารถโดดเด่นในการจับคู่โครงการและการสนับสนุนธุรกิจในต่างประเทศ

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือการบูรณาการ “เทคโนโลยี + ทรัพยากร” เข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ภายใต้กลยุทธ์ขับเคลื่อนคู่ “การร่วมพัฒนาตลาดในประเทศและการกระจายสินค้าในต่างประเทศ” Neuron Digital จะใช้แพลตฟอร์มบริหารจัดการอาคารด้วย AI ที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว เข้าไปผสานรวมกับระบบของ Zonebond ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติตามบริบทท้องถิ่นและระบบคุณสมบัติการรับรอง ทั้งนี้ พันธมิตรทั้งสองได้ระบุโครงการความร่วมมือด้านหุ่นยนต์สำหรับการทำความสะอาดภายนอกอาคารและการขนส่งในโรงพยาบาลแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อทลายอุปสรรคระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัยกับการนำไปใช้งานจริง และเร่งการเติบโตสู่ระดับสากลของเทคโนโลยี AI จากประเทศจีน

    การพัฒนาร่วมกับ Top Insight: เสริมขีดความสามารถการปฏิบัติการ และปิดลูป “สมองอาคาร + หุ่นยนต์”

    ตรงจุดตัดระหว่างปัญญาประดิษฐ์เชิงพื้นที่และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง Neuron Digital กับ Beijing Top Insight นึ้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง Top Insight เป็นองค์กรเทคโนโลยีระดับสูงแห่งชาติที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอัจฉริยะและการบริหารจัดการหุ่นยนต์หลายตัวร่วมกันสำหรับภาคอุตสาหกรรมทั่วไป โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือ “Tianshu Matrix All-Domain Robot Intelligent Control Center All-in-One Machine” ที่ช่วยเชื่อมต่อโพรโทคอลข้ามผู้ผลิตหุ่นยนต์กระแสหลักหลายราย ทำให้หุ่นยนต์ต่างแบรนด์และต่างรูปแบบสามารถเข้าถึงและจัดสรรการทำงานร่วมกันได้อย่างอัจฉริยะ

    ความร่วมมือนี้มุ่งหวังที่จะเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ “การรับรู้พื้นที่” ไปจนถึง “การปฏิบัติการของหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพ” (Embodied Intelligent Robot Execution) โดยแพลตฟอร์ม Building AI “Spatial Brain” ของ Neuron Digital จะทำหน้าที่เป็น “สมองของอาคาร” คอยประมวลผลกลยุทธ์การทำงานแบบไดนามิกหลังจากรวบรวมข้อมูลจากระบบย่อยต่างๆ เช่น ระบบรักษาความปลอดภัยและระบบพลังงาน จากนั้นคำสั่งจะถูกส่งไปยังแพลตฟอร์มควบคุมอัจฉริยะของ Top Insight เพื่อประสานการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของหุ่นยนต์ สำหรับสถานการณ์ต่างๆ เช่น การทำความสะอาด การตรวจเช็ก และการส่งของ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกันในเวอร์ชันภาษาอังกฤษคาดว่าจะพร้อมส่งมอบภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และด้วยการอาศัยเครือข่ายการขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Neuron Digital ผสานกับการสนับสนุนทางเทคนิคของ Top Insight ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันเร่งการใช้งานโซลูชันนี้ในวงกว้างในต่างประเทศ

    การผนึกกำลังระบบนิเวศ: จากจุดเริ่มต้นเฉพาะส่วน สู่ปัญญาประดิษฐ์เต็มห่วงโซ่

    จากรากฐานโครงสร้างพื้นฐานการคำนวณที่สร้างร่วมกับ Xbrother ช่องทางการดำเนินงานในอุตสาหกรรมและเส้นทางสู่ต่างประเทศที่เปิดร่วมกับ Zonebond Group ไปจนถึงลูปการปฏิบัติการของหุ่นยนต์อัจฉริยะเชิงกายภาพที่สมบูรณ์ร่วมกับ Top Insight นั้น Neuron Digital กำลังดำเนินยุทธศาสตร์ระบบนิเวศแบบเปิด ส่งผลให้เกิดขีดความสามารถแบบ Full-stack ที่พร้อมสำหรับอนาคต ทั้งในด้าน “การรับรู้ การตัดสินใจ การจัดสรร และการปฏิบัติการ” สำหรับสมาร์ตแคมปัส ศูนย์คำนวณอัจฉริยะ และอาคารพาณิชย์

    เกี่ยวกับ Neuron Digital | https://www.neuroncloud.ai/

    Neuron Digital คือพันธมิตรด้าน AI ที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ปัจจุบันดำเนินงานอยู่ในอาคารที่เป็นแลนด์มาร์กกว่า 800 แห่งทั่วเอเชีย และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วสู่ 1,000 แห่ง Neuron Digital เป็นพันธมิตรร่วมกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ชั้นนำของเอเชีย และได้รับความภาคภูมิใจจากการสนับสนุนโดย Arup ผู้นำด้านวิศวกรรมระดับโลก เราส่งมอบโซลูชันอาคารอัจฉริยะพลัง AI ที่ครอบคลุมและผ่านการพิสูจน์แล้วมากที่สุดในตลาด Neuron Digital ก้าวไปไกลกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม โดยการทลายขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ เพื่อส่งมอบความอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสมรรถนะในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะร่วมกำหนดนิยามใหม่ให้กับอนาคตของอาคารอัจฉริยะ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • StayEngine ชี้ AI กำลังเปลี่ยน Customer Journey ของนักท่องเที่ยว พร้อมเผย 5 เทรนด์ธุรกิจที่พักไทย

    StayEngine ชี้ AI กำลังเปลี่ยน Customer Journey ของนักท่องเที่ยว พร้อมเผย 5 เทรนด์ธุรกิจที่พักไทย

    StayEngine เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมที่พักไทย ชี้การเติบโตของ AI กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาและจองที่พัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับ Direct Booking การเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า และการพัฒนาเว็บไซต์ให้พร้อมสำหรับยุค AI Search เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

    นนทบุรี, ประเทศไทย – กรกฎาคม 2569 — การเติบโตของ Generative AI กำลังเปลี่ยนจุดเริ่มต้นของการค้นหาที่พัก จากเดิมที่นักท่องเที่ยวมักค้นหาผ่าน Search Engine หรือแพลตฟอร์ม Online Travel Agency (OTA) สู่การใช้ผู้ช่วย AI เพื่อค้นหา เปรียบเทียบ และขอคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการที่พักต้องให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของช่องทางการขาย ข้อมูลลูกค้า และประสบการณ์การจองผ่านเว็บไซต์ของตนเองมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุคที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

    StayEngine ผู้พัฒนาระบบ Property Management System (PMS) และ Direct Booking Engine สำหรับโรงแรม วิลล่า และที่พักขนาดเล็กของไทย มองว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงการมีที่พักอยู่บนแพลตฟอร์ม OTA แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างช่องทางการจองตรง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

    จากแนวโน้มดังกล่าว StayEngine ได้สรุป 5 ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรจับตา ดังนี้

    1. AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักท่องเที่ยวค้นหาและเลือกที่พัก

    AI กำลังเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการวางแผนเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถใช้ผู้ช่วย AI เพื่อค้นหาที่พัก เปรียบเทียบตัวเลือก และขอคำแนะนำที่เหมาะกับงบประมาณหรือรูปแบบการเดินทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    สำหรับผู้ประกอบการ นั่นหมายความว่าเว็บไซต์ที่มีข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือ และอัปเดตอยู่เสมอ จะมีโอกาสถูกค้นพบและถูกนำเสนอในคำตอบของ AI มากขึ้น

    2. เว็บไซต์ของที่พักกำลังเปลี่ยนจาก “เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์” สู่ “ช่องทางสร้างรายได้”

    เว็บไซต์ไม่ควรเป็นเพียงหน้ารวมข้อมูล รูปภาพ หรือช่องทางติดต่ออีกต่อไป แต่ควรสามารถรองรับการรับจอง การรับชำระเงิน และการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างครบวงจร เพื่อเปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นผู้เข้าพักโดยตรง

    การมีช่องทางรับจองของตนเองยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป

    3. ข้อมูลลูกค้าจะกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากขึ้น

    เมื่อธุรกิจสามารถเก็บข้อมูลการจองและประวัติของลูกค้าได้ด้วยตนเอง ก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้พัฒนาประสบการณ์ของผู้เข้าพัก สร้างการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และเพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้บริการซ้ำได้ในอนาคต

    4. ระบบที่เชื่อมต่อกันจะช่วยลดภาระการดำเนินงาน

    การบริหารการจอง การรับชำระเงิน ปฏิทินห้องพัก และการสื่อสารผ่านหลายระบบแยกจากกัน ทำให้เกิดขั้นตอนซ้ำซ้อนและเพิ่มโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผู้ประกอบการจึงเริ่มมองหาระบบที่สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจ

    5. ธุรกิจที่พร้อมสำหรับ AI จะได้เปรียบในระยะยาว

    AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยสร้างเนื้อหา แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาข้อมูล การวิเคราะห์ และการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการที่เตรียมเว็บไซต์ ข้อมูล และกระบวนการทำงานให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

    “AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ OTA หรือเว็บไซต์ของที่พัก แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักท่องเที่ยวค้นหาและตัดสินใจเลือกที่พัก ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างช่องทางการจองของตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาเว็บไซต์และข้อมูลให้พร้อมสำหรับโลกที่ AI มีบทบาทมากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ธุรกิจสามารถเป็นเจ้าของและต่อยอดได้ในระยะยาว” ทีมงาน StayEngine กล่าว

    StayEngine ระบุว่า บริษัทกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนแนวโน้มดังกล่าว ผ่านระบบรับจองตรง (Direct Booking Engine) ระบบบริหารจัดการที่พัก (PMS) การรับชำระเงินผ่าน PromptPay QR และ Stripe ตลอดจนระบบแจ้งเตือนผ่าน LINE แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนพัฒนาเครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ ระบบรายงานธุรกิจ การเชื่อมต่อปฏิทิน iCal การรองรับผู้ดูแลหลายคน และฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจที่พักไทยในอนาคต

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Neuron Digital และ BSI ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อเร่งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment)

    Neuron Digital และ BSI ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อเร่งการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment)

    ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) Neuron Digital มีความยินดีที่จะแจ้งให้ทราบถึงก้าวสำคัญครั้งใหม่ของเรา
    เราได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับ BSI (British Standards Institution) สถาบันมาตรฐานระดับโลก เพื่อผสานเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะของ Neuron เข้ากับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสากลของ BSI
    ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าของเราได้อย่างไร?
    ยกระดับความมั่นใจ: การรวมนวัตกรรม AI ของเราเข้ากับมาตรฐานการรับรองของ BSI ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเทคโนโลยีที่เรานำไปใช้กับอาคารของคุณนั้น มีความปลอดภัย แม่นยำ และน่าเชื่อถือสูงสุด
    เพิ่มประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน: เรามุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึกผ่านเทคโนโลยี Live Digital Twin เพื่อลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และช่วยให้ท่านตัดสินใจบริหารจัดการอาคารได้อย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด
    ก้าวสู่ความเป็นผู้นำ: ความร่วมมือนี้ช่วยให้อาคารของท่านก้าวข้ามจากการเป็นอาคารทั่วไป ไปสู่การเป็นอาคารอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง
    เราเชื่อมั่นว่าการผสานความเชี่ยวชาญในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับอาคารและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    7 กรกฎาคม 2026 – Neuron Digital และสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (British Standards Institution หรือ BSI) ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อประสานความร่วมมือในโครงการริเริ่มต่าง ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ทั่วโลก ข้อตกลงนี้จะมุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้งานจริงของแบบจำลองดิจิทัลแบบเรียลไทม์ (Live Digital Twins) ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในวงกว้าง เพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของสินทรัพย์ ความยั่งยืน และผลลัพธ์ในระยะยาวตลอดวงจรชีวิตของสินทรัพย์ที่ก่อสร้างขึ้น

    ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานความสามารถของ Neuron Digital ในด้านแพลตฟอร์มเปิดที่อิงตามระบบจัดกลุ่มข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Ontology-based Open Platform) โครงสร้างพื้นฐาน AI และเทคโนโลยี Digital Twin ที่นำมาประยุกต์ใช้ เข้ากับความเชี่ยวชาญของ BSI ในด้านมาตรฐาน การให้การรับรอง และความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลของอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และตัดสินใจได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น การลงนาม MoU ครั้งนี้จะใช้แนวทางที่เน้นผลลัพธ์เป็นอันดับแรก (Outcomes-First Approach) เพื่อศึกษาว่าข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวทางดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ จะสามารถช่วยเหลือภาคส่วนนี้ในการรับมือกับความท้าทายที่เร่งด่วนที่สุดได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยคาร์บอน การสร้างความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

    “เราภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับ Neuron Digital เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคส่วนนี้” แอนดี บัตเตอร์ฟิลด์ (Andy Butterfield) กรรมการผู้จัดการฝ่ายสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างระดับโลก (Global Built Environment) ของ BSI กล่าว “การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ผ่านแนวทางที่เน้นผลลัพธ์เป็นอันดับแรก ทำให้เรามีโอกาสที่จะปลดล็อกคุณค่าที่ยิ่งใหญ่กว่าจากข้อมูลของอาคาร ปรับปรุงประสิทธิภาพของสินทรัพย์ และช่วยส่งมอบผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกใบนี้”

    ภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเจ้าของสินทรัพย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้บริการ และพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ต่างต้องการข้อมูลที่มีความสอดคล้อง น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้มากขึ้น ผ่าน MoU ฉบับนี้ Neuron Digital และ BSI ตั้งใจที่จะแสวงหาโอกาสในการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือ และผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง ทั้งในส่วนของอาคาร โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างในภาพรวม

    “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมค้นหาว่าความเชี่ยวชาญที่ผสมผสานกันของเราจะสามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระยะต่อไปนี้ได้อย่างไร” ชาห์ม บาร์ฮอม (Shahm Barhom) กรรมการผู้จัดการฝ่ายการรับรองผลิตภัณฑ์ระดับโลก (Global Product Certification) ของ BSI กล่าวเสริม “การรวมเอานวัตกรรม การรับรองมาตรฐาน และความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าเข้าไว้ด้วยกัน จะช่วยให้เราสามารถสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรต่าง ๆ ในเรื่องเทคโนโลยีและแนวทางที่จะเข้ามาขับเคลื่อนสินทรัพย์ให้มีความยั่งยืน ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

    ข้อตกลงนี้ระบุว่า ทั้งสองบริษัทตั้งใจที่จะสร้างความน่าเชื่อถือที่จำเป็นสำหรับการเปิดรับเทคโนโลยีอย่างแพร่หลาย เพื่อนำพาอุตสาหกรรมก้าวข้ามขีดจำกัดจากการจัดการข้อมูลแบบคงที่ (Static) ไปสู่การจำลองภาพเสมือนจริงแบบโต้ตอบได้ในเวลาจริง (Real-Time, Interactive Virtual Modeling)

    “เราต้องการนำการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่น่าเชื่อถือมาสู่ภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างในระดับที่ขยายผลได้กว้างขวาง (At Scale)” โทมัส แปง (Thomas Pang) ซีอีโอของ Neuron Digital กล่าว “เทคโนโลยี Live Digital Twin บนพื้นฐานออนโทโลยีของ Neuron Digital สามารถเปลี่ยนข้อมูลอาคารให้เป็นสถานการณ์จำลองโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ และด้วย AI ที่น่าเชื่อถือ เรากำลังก้าวข้ามผ่านแค่การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ไปสู่การสั่งการที่ปลอดภัย ทำให้ AI สามารถควบคุมการทำงานของอาคารได้จริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบนแพลตฟอร์มแบบเปิดที่สามารถนำไปใช้งานได้ทุกที่”

    การผสานนวัตกรรม การรับรอง และเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้าด้วยกันในความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้องค์กรต่าง ๆ มีความมั่นใจสูงสุดในการนำเครื่องมือที่จะมาพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตมาใช้งาน

    เกี่ยวกับ Neuron Digital

    Neuron Digital คือพันธมิตรด้าน AI ที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับกลุ่มสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความซับซ้อนที่สุดในโลก ปัจจุบันระบบของ Neuron Digital เปิดใช้งานในอาคารแลนด์มาร์กกว่า 800 แห่งทั่วเอเชีย และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วสู่ 1,000 แห่ง โดย Neuron Digital ร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ชั้นนำของเอเชีย และได้รับการสนับสนุนอย่างภาคภูมิใจจาก Arup ผู้นำด้านวิศวกรรมระดับโลก เราส่งมอบโซลูชันอาคารอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ครอบคลุมและผ่านการพิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดในตลาด Neuron Digital ก้าวไปไกลกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม โดยผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปลดล็อกระดับอัจฉริยภาพ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสมรรถนะในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งจะมากำหนดนิยามใหม่ให้กับอนาคตของอาคารอัจฉริยะ

    เว็บไซต์บริษัท: Transform Your Building with Smart Technology – Neuron Digital

    เกี่ยวกับ BSI

    สถาบันมาตรฐานอังกฤษ (British Standards Institution หรือ BSI) เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงธุรกิจและมาตรฐานระดับโลก ซึ่งร่วมมือกับลูกค้ามากกว่า 77,500 รายทั่วโลกในหลากหลายภาคอุตสาหกรรม BSI ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่องค์กรต่าง ๆ ในการเติบโต ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรเหล่านั้นเพื่อจัดการกับประเด็นสำคัญของสังคม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI และประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเร่งการขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและโลกที่ยั่งยืน

    เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษที่ BSI ได้รับการยอมรับในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรและสังคม ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิต ปัจจุบัน BSI ทำงานร่วมกับชุมชนผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มผู้บริโภค องค์กร และรัฐบาลทั่วโลกที่มีความแข็งแกร่งกว่า 15,000 ราย เพื่อส่งมอบเป้าหมายของสถาบันผ่านการช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายของตนเช่นกัน ทั้งนี้ BSI ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสหราชอาณาจักรให้ทำหน้าที่เป็นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติ (National Standards Body) และเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของสหราชอาณาจักรในองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO), คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (IEC) และองค์การมาตรฐานยุโรป (CEN, CENELEC และ ETSI)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Öhlins พลิกโฉมความสง่างามแห่งการขับขี่ในเมือง ยกระดับความเหนือชั้นให้กับ Vespa Sprint, Primavera 150 และรุ่นอื่น ๆ ในซีรีส์

    Öhlins พลิกโฉมความสง่างามแห่งการขับขี่ในเมือง ยกระดับความเหนือชั้นให้กับ Vespa Sprint, Primavera 150 และรุ่นอื่น ๆ ในซีรีส์

    มิถุนายน .. 2569, จังหวัดชลบุรี ประเทศไทยบริษัท เออห์ลินส์ เอเซีย จำกัด    

    เออห์ลินส์ (Öhlins) ยกระดับความต้องการสู่ที่สุดแห่งความเหนือชั้นของชีวิตคนเมือง ด้วยการเปิดตัวชุดอัปเกรดระบบกันสะเทือนระดับพรีเมียม สำหรับสกู๊ตเตอร์ไอคอนิก Vespa Sprint 150, Primavera 150 รวมถึงรุ่นต่าง ๆ ด้วยการผสานวิศวกรรมขั้นสูงที่ได้รับการพิสูจน์จากสนามแข่งเข้ากับสุนทรียภาพแห่งดีไซน์ระดับไฮเอนด์ Öhlins พร้อมที่จะเปลี่ยนการเดินทางในทุก ๆ วันของคุณให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนแฟชั่น เพราะภาพลักษณ์ที่ดูดีคือส่วนหนึ่งของตัวตนคุณ โช้คอัพสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมเหล่านี้จึงพร้อมพาผู้ขับขี่ออกไปสัมผัสท้องถนนอย่างมีสไตล์ เหนือระดับ และเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างสมบูรณ์แบบ

    จากจิตวิญญาณ MotoGP สู่ความเท่สไตล์สตรีทชิค

    ด้วยการส่งต่อเทคโนโลยีขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นในสนามแข่งระดับโลกอย่าง MotoGP มาสู่ท้องถนนโดยตรง Öhlins พร้อมมอบความเสถียร การยึดเกาะถนน และความนุ่มนวลในการขับขี่ที่เหนือชั้นให้กับรถเวสป้า (Vespa) โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความคล่องตัวไว้อย่างครบถ้วน นี่คือการอัปเกรดทางวิศวกรรมขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่มองหาความสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านดีไซน์และสมรรถนะการใช้งานที่ยอดเยี่ยม

    แต่งเติมเอกลักษณ์ให้เวสป้า (Vespa) คันโปรดด้วยสองตัวเลือกงานดีไซน์ระดับพรีเมียมที่แตกต่างอย่างมีสไตล์:

    เออห์ลินส์ แบล็คไลน์ (Öhlins Blackline): ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความเรียบหรูอย่างมีเอกลักษณ์โดยผสานเข้ากับงานดีไซน์เฉพาะตัวของตัวรถได้อย่างกลมกลืนแต่ยังคงความโดดเด่นสะดุดตาในทุกมุมมองมอบนิยามแห่งความเสถียรภายใต้แนวคิด “น้อยแต่มาก” (Minimalist)

    เออห์ลินส์ (Öhlins): โดดเด่นด้วยซับแทงค์แยก (Piggy-back Reservoir) สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการยอมรับและจดจำจากผู้คนทั่วโลกงานออกแบบนี้ไม่เพียงแต่เน้นย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถสกู๊ตเตอร์อย่างทรงพลังแต่ยังช่วยเติมเต็มกลิ่นอายความหรูหราและจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจนและไม่มีใครเหมือน

    ความนุ่มนวลในการขับขี่ที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะด้วยวิศวกรรมขั้นสูง

    ยกระดับการขับขี่ไปอีกขั้นกับโช้คอัพ Öhlins สำหรับรถ Vespa ทุกรุ่น ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี STX ขั้นสูง และโครงสร้างระบบกันสะเทือนแก๊สแรงดันสูงแบบกระบอกเดี่ยว (Monotube) มาพร้อมกระบอกเก็บน้ำมันสำรองภายนอก (Piggyback Reservoir) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดดเด่นด้วยฟังก์ชันการปรับแต่งที่ครอบคลุมทั้งการปรับระยะยุบตัว (Spring Preload) แรงหน่วงการยุบตัว (Compression) และการคืนตัว (Rebound) ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของแต่ละรุ่น การอัปเกรดเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถปรับแต่งระบบกันสะเทือนให้ลงตัวกับน้ำหนัก สัมภาระ และสไตล์การขับขี่เฉพาะตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อมอบผลลัพธ์แห่งการขับขี่ที่เหนือชั้น การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยม และความนุ่มนวลสูงสุดในทุกเส้นทาง

    ข้อมูลการจัดจำหน่าย

    ชุดอัปเกรดระบบกันสะเทือนเออห์ลินส์ (Öhlins) สำหรับรถ Vespa Sprint, Primavera 150 และรุ่นต่าง ๆ มีวางจำหน่ายแล้วผ่านทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

    Download Press Kit

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ALPEN RUN เปิดตัว “TOKYO SIGHTSEEING RUN TOUR” ชวนนักวิ่งและนักท่องเที่ยววิ่งชมแลนด์มาร์กดังของกรุงโตเกียวไปกับไกด์ 4 และ 6 สิงหาคมนี้

    ALPEN RUN เปิดตัว “TOKYO SIGHTSEEING RUN TOUR” ชวนนักวิ่งและนักท่องเที่ยววิ่งชมแลนด์มาร์กดังของกรุงโตเกียวไปกับไกด์ 4 และ 6 สิงหาคมนี้

    วิ่งสบาย ๆ ระยะทางประมาณ 10 กม. จากสวนเมจิ ผ่านโตเกียวทาวเวอร์ สนามกีฬาแห่งชาติ และถนนต้นแปะก๊วยอันงดงาม พร้อมบริการรองเท้าวิ่งให้ยืมฟรีจากแบรนด์ชั้นนำ รับจำนวนจำกัดเพียง 20 ท่านแรก

    กรุงโตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น – ALPEN RUN MEIJI PARK ร้านจำหน่ายสินค้าสำหรับนักวิ่งภายใต้การดำเนินงานของบริษัท
    Alpen Co., Ltd. ประกาศจัดกิจกรรม “TOKYO SIGHTSEEING RUN TOUR” ทัวร์วิ่งชมเมืองภายใต้แนวคิด
    “YOUR RUN YOUR STORY”
    เปิดโอกาสให้นักวิ่งและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์และแก่นแท้ของกรุงโตเกียวผ่านการวิ่งไปพร้อมกับไกด์
    โดยจัดขึ้น 2 รอบ ในวันอังคารที่ 4 และวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 (2026) เวลา
    7:30 น. ถึงประมาณ 11:00 น. เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคมนี้

    เส้นทางวิ่งเริ่มต้นจากสวนเมจิ (Meiji
    Park) บริเวณหน้าร้าน ALPEN RUN ผ่านสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงของกรุงโตเกียว
    ไม่ว่าจะเป็นโตเกียวทาวเวอร์ สนามกีฬาแห่งชาติ และถนนต้นแปะก๊วย (Ginkgo Avenue)
    อันงดงาม รวมระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยจะวิ่งด้วยจังหวะสบาย ๆ
    ที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วม
    ผู้ที่ไม่ใช่นักวิ่งจริงจังจึงสามารถร่วมสนุกได้อย่างไร้กังวล

    จุดเด่นของกิจกรรมครั้งนี้ ได้แก่ บริการรองเท้าวิ่งให้ยืมฟรีจากแบรนด์ยอดนิยม
    เช่น “On” และรุ่นแนะนำอื่น ๆ จากทางร้าน
    ให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองวิ่งจริงด้วยรองเท้าคู่ที่ตนเองเลือก
    นอกจากนี้ทีมงานจะเก็บภาพบรรยากาศตลอดการวิ่งพร้อมภาพหมู่ และแชร์ภาพถ่ายให้ผู้เข้าร่วมภายในวันเดียวกันผ่านสมาร์ทโฟน
    (AirDrop) อีกทั้งผู้เข้าร่วมทุกท่านยังจะได้รับคูปองส่วนลดมูลค่า 2,000 เยนสำหรับใช้ที่ร้านภายในวันเดียวกัน
    และส่วนลดพิเศษ 500 เยนสำหรับการใช้บริการซาวน่าที่ “TOTOPA”
    สถานบริการซึ่งตั้งอยู่ติดกับร้าน (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

    รายละเอียดกิจกรรม

    •     ชื่อกิจกรรม: TOKYO SIGHTSEEING RUN TOUR
    (ALPEN RUN MEIJI PARK)

    •     วันและเวลา: รอบที่ 1 วันอังคารที่ 4
    สิงหาคม 2569 / รอบที่ 2 วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 7:30 น. ถึงประมาณ
    11:00 น. (เปิดเช็คอิน 7:00 น.)

    •     ระยะทาง: ประมาณ 10 กม. (วิ่งจังหวะสบาย
    ๆ ปรับตามผู้เข้าร่วม)

    •     จำนวนที่รับ: จำกัดเพียง 20 ท่านแรก
    (ตามลำดับการสมัครก่อน–หลัง)

    •     ค่าเข้าร่วม: 10,000 เยน (ไม่รวมภาษี)
    ชำระที่ร้านในวันจัดกิจกรรม (รองรับบัตรเครดิตและการชำระเงินผ่าน QR Code)

    •     ระยะเวลารับสมัคร: วันพุธที่ 1 – วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านแบบฟอร์มการสมัครบนหน้าเว็บกิจกรรม

    •     สถานที่: ALPEN RUN MEIJI PARK – อาคาร
    C, สวนเมจิแห่งมหานครโตเกียว (Tokyo Metropolitan Meiji Park), 5-7
    คาซุมิงาโอกะมาจิ, เขตชินจูกุ, โตเกียว 160-0013

    •     การเดินทาง:

    ◦      เดิน 9 นาทีจากสถานี
    “โคคุริตสึ-เคียวกิโจ (Kokuritsu-Kyogijo)” (รถไฟสายโทเอ โอเอโดะ)

    ◦      เดิน 9 นาทีจากสถานี
    “ไกเอมมาเอะ (Gaiemmae)” (รถไฟสายโตเกียวเมโทร กินซ่า)

     

    •     เว็บไซต์/หน้ารับสมัคร: https://www.alpen-group.jp/store/event_reserve/alpenrun_tokyosightseeingruntour?admin=on

     

    หมายเหตุสำหรับผู้เข้าร่วม

    •     กรุณามาในชุดที่เหมาะสมสำหรับการวิ่ง
    และเตรียมเครื่องดื่ม ผ้าเช็ดตัว รวมถึงเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนมาด้วยตนเอง
    เนื่องจากฤดูร้อนของญี่ปุ่นมีอากาศร้อนจัด

    •     กิจกรรมจะดำเนินต่อไปแม้มีฝนตกเล็กน้อย
    แต่อาจถูกยกเลิกในกรณีสภาพอากาศเลวร้าย โดยทางร้านจะแจ้งให้ทราบทางอีเมล

    •     เฉพาะผู้ที่ได้รับอีเมลยืนยันการเข้าร่วมเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้

    •     จะมีการถ่ายภาพและวิดีโอระหว่างกิจกรรมเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ของทางร้าน

    เกี่ยวกับ ALPEN RUN MEIJI PARK

    ALPEN RUN MEIJI PARK คือร้านจำหน่ายสินค้าสำหรับนักวิ่ง
    ดำเนินงานโดยบริษัท Alpen Co., Ltd. ตั้งอยู่ภายในสวนเมจิแห่งมหานครโตเกียว
    นอกเหนือจากการจำหน่ายสินค้า
    ทางร้านยังจัดกิจกรรมวิ่งและกิจกรรมชุมชนสำหรับนักวิ่งอย่างต่อเนื่อง

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ชวนคนรักน้องหมาอิ่มอร่อยกับ Sunday Brunch & Bark ใจกลางสุขุมวิท พร้อมบุฟเฟต์สำหรับเพื่อนซี้สี่ขา

    ชวนคนรักน้องหมาอิ่มอร่อยกับ Sunday Brunch & Bark ใจกลางสุขุมวิท พร้อมบุฟเฟต์สำหรับเพื่อนซี้สี่ขา

    โรงแรมอลอฟท์ บาย แมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท 11 เชิญชวนคนรักสัตว์เลี้ยงมาสัมผัสประสบการณ์ ซันเดย์ บรันช์ แอนด์ บาร์ก ในบ่ายวันอาทิตย์สุดชิลล์ เปิดโอกาสให้คุณพาสุนัขตัวโปรดมาร่วมรับประทานอาหารได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพัก และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสัตว์เลี้ยง ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทที่คึกคัก และใกล้รถไฟฟ้า กิจกรรมนี้มอบประสบการณ์วันอาทิตย์ที่ผ่อนคลายสำหรับทั้งเจ้าของและเพื่อนสี่ขา

    หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม กิจกรรม ซันเดย์บรันช์ แอนด์ บาร์ก
    จะกลับมาอีกครั้งในทุกๆวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เพื่อเชิญชวนคนรักสัตว์เลี้ยงมาสัมผัสหนึ่งในกิจกรรมบรันช์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทพฯ
    ในบรรยากาศสุดคึกคักและอบอุ่น
    โดยผู้เข้าร่วมงานและสัตว์เลี้ยงแสนรักได้ร่วมกันสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจในกิจกรรมบรันช์ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง

     

    กิจกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อเอาใจ Pet Parents ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารบุฟเฟต์แบบไม่อั้นพร้อมสัตว์เลี้ยง
    โดยเปิดโอกาสให้สามารถพาเพื่อนสี่ขามาร่วมบรันช์ได้โดยไม่ต้องเข้าพัก
    และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสัตว์เลี้ยง
    ภายในงานเต็มไปด้วยเมนูบรันช์หลากหลาย เครื่องดื่มสดชื่น
    และช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานของทั้งเจ้าของและสุนัข

     

    ในครั้งนี้ บรันช์ แอนด์ บาร์ก ยังมีโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ (Pet-Friendly Station) ที่จัดเตรียมขนมโฮมเมดเพื่อสุขภาพสำหรับน้องๆชาวสี่ขา
    เพื่อให้สามารถร่วมสนุกกับมื้อบรันช์ไปพร้อมกันได้อย่างเต็มที่ Pinsky ภูมิใจนำเสนอ Pet-Friendly Station ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันร่วมกับ
    Repupblic แบรนด์ที่ยึดมั่นในแนวคิด “Whole food for
    whole dog” และ 4 Paws & A Pair แบรนด์ไอศกรีมสุนัขไลฟ์สไตล์รายแรกของไทย
    ผู้ก่อตั้งบนความเชื่อว่า “Cherish every moment spent together.” สเตชันนี้นำเสนอเมนูพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทั้งมีตบอลโฮมเมด
    ไส้กรอกรสเลิศ และไอศกรีมกูร์เมต์ ทุกจานถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตโดยเชฟ
    มอบความเอาใจใส่ รายละเอียด และประสบการณ์แบบเดียวกับที่เรามอบให้แขกคนสำคัญ
    เพื่อน้องๆชาวสี่ขาผู้มีขนฟูของเรา เมนูทั้งหมดทำจากวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหารปกติ
    กำหนดมาตรฐานใหม่ของคุณภาพและความใส่ใจในโลกของการรับประทานอาหารที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

     

    หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม กิจกรรม ซันเดย์บรันช์ แอนด์ บาร์ก
    จะกลับมาอีกครั้งในทุกๆวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน เพื่อเชิญชวนคนรักสัตว์เลี้ยงมาสัมผัสหนึ่งในกิจกรรมบรันช์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่โดดเด่นที่สุดในกรุงเทพฯ
    ในบรรยากาศสุดคึกคักและอบอุ่น
    โดยผู้เข้าร่วมงานและสัตว์เลี้ยงแสนรักได้ร่วมกันสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจในกิจกรรมบรันช์ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง

     

    กิจกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อเอาใจ Pet Parents ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารบุฟเฟต์แบบไม่อั้นพร้อมสัตว์เลี้ยง
    โดยเปิดโอกาสให้สามารถพาเพื่อนสี่ขามาร่วมบรันช์ได้โดยไม่ต้องเข้าพัก
    และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับสัตว์เลี้ยง
    ภายในงานเต็มไปด้วยเมนูบรันช์หลากหลาย เครื่องดื่มสดชื่น
    และช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานของทั้งเจ้าของและสุนัข

     

    ในครั้งนี้ บรันช์ แอนด์ บาร์ก ยังมีโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ (Pet-Friendly Station) ที่จัดเตรียมขนมโฮมเมดเพื่อสุขภาพสำหรับน้องๆชาวสี่ขา
    เพื่อให้สามารถร่วมสนุกกับมื้อบรันช์ไปพร้อมกันได้อย่างเต็มที่ Pinsky ภูมิใจนำเสนอ Pet-Friendly Station ที่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันร่วมกับ
    Repupblic แบรนด์ที่ยึดมั่นในแนวคิด “Whole food for
    whole dog” และ 4 Paws & A Pair แบรนด์ไอศกรีมสุนัขไลฟ์สไตล์รายแรกของไทย
    ผู้ก่อตั้งบนความเชื่อว่า “Cherish every moment spent together.” สเตชันนี้นำเสนอเมนูพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทั้งมีตบอลโฮมเมด
    ไส้กรอกรสเลิศ และไอศกรีมกูร์เมต์ ทุกจานถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตโดยเชฟ
    มอบความเอาใจใส่ รายละเอียด และประสบการณ์แบบเดียวกับที่เรามอบให้แขกคนสำคัญ
    เพื่อน้องๆชาวสี่ขาผู้มีขนฟูของเรา เมนูทั้งหมดทำจากวัตถุดิบเกรดเดียวกับอาหารปกติ
    กำหนดมาตรฐานใหม่ของคุณภาพและความใส่ใจในโลกของการรับประทานอาหารที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

     

    สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.marriott.com/en-us/hotels/bkkal-aloft-bangkok-sukhumvit-11/overview/

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร: 02-207-7000 หรืออีเมล Fb.Aloftbkk@alofthotels.com

     ติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

    เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/aloftbangkoksukhumvit11/

    อินสตาแกรม: https://www.instagram.com/aloftbangkok/

    ไลน์: https://lin.ee/sHUk8r8

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES