จุดเปลี่ยนสำคัญในสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลของไทยคือการที่ ธปท. ยกระดับการกำกับดูแลสินเชื่อรายย่อยและการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะตั้งแต่ปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนจาก “กำกับสถาบัน” ไปสู่ “กำกับกิจกรรมและความเสี่ยง” โดยไม่คำนึงว่าผู้ให้บริการจะเป็นธนาคาร สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มเทคโนโลยี แนวทางนี้ตอบโจทย์ปัญหา embedded finance ที่กิจกรรมทางการเงินกระจายอยู่ทั่วทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ให้กู้ และผู้ให้บริการเทคโนโลยี ทำให้ยากต่อการระบุว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ การเปิดเผยข้อมูล การจัดการข้อร้องเรียน และผลลัพธ์ของผู้บริโภค
แม้ทิศทางจะชัดเจน แต่ CGAP ชี้ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่ครอบคลุมโมเดลที่อิงแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ ความรับผิดชอบร่วมกันในกรณีฉ้อโกงยังไม่สมบูรณ์ และกรอบการล้มละลายยังมีทางออกจำกัดสำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ไม่ยั่งยืนเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ การแทรกแซงด้านความรู้ทางการเงินยังคงเป็นแบบโครงการ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าส่งผลต่อพฤติกรรมทางการเงินของผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
ในทางปฏิบัติ ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิจากแอปฯ เถื่อนมักต้องต่อสู้เพียงลำพัง สภาผู้บริโภคระบุว่าปัญหาแอปเงินกู้เถื่อนยังครองอันดับต้น ๆ ของเรื่องร้องเรียนด้านการเงิน และผู้บริโภคจำนวนมากต้องรับมือกับปัญหาด้วยตนเอง การมีหน่วยกำกับดูแลเฉพาะจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จะเกิดผลจริงก็ต่อเมื่อผู้บริโภคเข้าถึงกลไกร้องเรียนได้ และเมื่อหน่วยงานมีอำนาจลงโทษที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
กรณี CLICX ที่ ธปท. เข้าตรวจสอบหลังเกิดกระแสดรามาเรื่องการบิดหนี้ แสดงให้เห็นว่าการกำกับดูแลเชิงรุกยังต้องอาศัยทั้งการตรวจสอบเชิงลึกและการตอบสนองต่อสัญญาณจากสังคม บทเรียนคือการคุ้มครองผู้บริโภคในสินเชื่อดิจิทัลไม่สามารถรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ แต่ต้องออกแบบกลไกเฝ้าระวังที่รับฟังเสียงของผู้บริโภคและตอบสนองได้ทันการณ์ ขณะเดียวกันต้องกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการแต่ละรายให้ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกขายผ่านหน้าจอที่ผู้บริโภคอาจไม่รู้ว่ากำลังทำสัญญากับใคร









